สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงความคืบหน้าการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาพยาบาลได้ทุกที่ พร้อมอธิบายแผนนำร่องใน 4 จังหวัดก่อนขยายผลเพิ่มในระยะต่อไป โดยย้ำถึงความพร้อมของระบบและข้อจำกัดในการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติครับ จากคำถามในเรื่องบัตรประชาชนใบเดียวสามารถใช้ได้ทุกที่นั้น ก็ต้องขอนำเรียนอย่างนี้ว่า ประชาชนในจำนวน ๖๗ ล้านคน ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุขมีความตั้งใจ ที่จะให้การบริการพี่น้องประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว มั่นคง แล้วก็ให้ทันใจ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐานั้นได้สั่งให้กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการอำนวยความสะดวกเรื่องของสุขอนามัยให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็รักษา ได้ทุกที่ ไม่ใช่ว่าบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้วมาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ยังไม่ทันได้ย้ายอะไรต่าง ๆ แล้วการรักษาก็จะเกิดความยากลำบาก เพราะฉะนั้นบัตรประชาชนจึงมีความสำคัญ เพราะว่าพี่น้องประชาชนทุกคนมีบัตรประชาชน ดังนั้นก็จึงใช้คำว่าการรักษาพยาบาลภายใต้ บัตรทอง ในเมื่อในอดีตนั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนเป็นบัตรประชาชนใช้ได้ทุกที่ เนื่องจากว่า บัตรประชาชนสามารถที่จะมีหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องใช้ข้อมูลตัวนี้เป็นจำนวนมาก กระทรวง สาธารณสุขได้ระดมเร่งในการดำเนินการ แน่นอนที่สุดครับ ตามที่ท่านผู้แทนได้พูดถึงว่า ในบางโรงพยาบาลในบางจังหวัดความพร้อมไม่เท่ากัน ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงนำร่อง ๔ จังหวัดที่ท่านได้พูดถึง ก็คือจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดแพร่ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัด นราธิวาส ก็คือ ๔ ภาครัฐนั่นเอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ แล้วก็ภาคกลาง รวมถึงนราธิวาสก็คือภาคใต้ ทำไมถึงต้องใช้ ๔ จังหวัดนำร่องจาก ๗๗ จังหวัด เนื่องจากว่า การดำเนินการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่นั้นไม่ใช่ในเรื่องของการแพทย์อย่างเดียว จะมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงในเรื่องข้อมูลของผู้ป่วยต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลก็มี หลายสาขา มีทุกรูปแบบ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มอบนโยบายให้แต่ละโรงพยาบาล ไปเริ่มทำข้อมูลเหล่านี้ แล้วข้อมูลเหล่านี้เราก็ยังมีเรื่องของข้อมูลส่วนตัวอะไรต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุขได้คำนึงถึงในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้นก็ได้เปิดนำร่องไปแล้วอย่างที่ ท่านผู้แทนได้พูดถึงก็คือที่จังหวัดร้อยเอ็ดได้เปิดไปแล้ว แล้วก็อีก ๔ จังหวัด เพราะฉะนั้น การดำเนินการตามที่ท่านได้พูดถึงนี้มีข้อขัดข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ผมยอมรับว่ามี แต่เรา มีทีมงานไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดนั้น ๆ ไปดูเพื่อนำข้อมูลที่ขาดตกเล็กน้อยหรือ ข้อมูลบางอย่างที่ระหว่างโรงพยาบาลกับคนป่วย คนไข้ ซึ่งตามที่ท่านพูดว่า ๒ ปี ๓ ปีที่แล้ว เขามาหาโรงพยาบาล ในช่วงนั้นข้อมูลมันอาจจะยังไม่ค่อยทั่วถึง หรือข้อมูลก็อาจจะยังไม่ได้ นำเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลนั้น ๆ เวลาเขามาใช้แล้วเราเข้าระบบก็อาจจะมี ข้อขัดข้องบ้าง แต่ ณ ปัจจุบันใน ๔ จังหวัดนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รับคำยืนยันว่ามีความพร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้จึงเป็นการนำร่อง ๔ จังหวัด เพื่อหาดูในข้อปลีกย่อยต่าง ๆ ที่ยัง เชื่อมโยงกันไม่ได้กับพี่น้องประชาชนคนป่วย แล้วหลังจากนั้นประมาณวันที่ ๑ มีนาคมเป็น ต้นไปก็จะเริ่มอีก ๘ จังหวัด ๘ จังหวัดนั้นก็จะมีจังหวัดพังงา สระแก้ว นครราชสีมา สิงห์บุรี นครสวรรค์ อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู และเพชรบูรณ์ ขณะนี้ใน ๘ จังหวัดนี้ก็กำลังเร่งใน การทำข้อมูลในการเชื่อมโยงต่าง ๆ และเฟสที่ ๓ ก็จะเพิ่มเติมอีก ๔ เขตสุขภาพ จำนวน ๒๗ จังหวัด ก็จะเริ่มดำเนินการประมาณเดือนเมษายน ๒๕๖๗ แล้วหลังจากนั้นภายในปีนี้ ก็จะสามารถที่จะเชื่อมโยงกันได้ทั่วประเทศ และจากที่ท่านผู้แทนได้ถามว่าแล้วมันเชื่อมกับ ใครได้บ้าง ในระหว่างนี้ก็คงต้องเรียนว่าที่มีความพร้อมมากที่สุดคือข้อมูลและโรงพยาบาล ที่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้ระบบเบิกจ่ายของ สปสช. อันนี้ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องระบบ การเบิกจ่าย ดังนั้นการเชื่อมข้อมูลในเรื่องการเบิกจ่ายเงินอะไรต่าง ๆ ก็เกิดความคล่องตัว อยู่แล้วนะครับ และนอกเหนือจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ยังมีนโยบายที่จะเชื่อมกับ ร้านขายยา แล้วก็คลินิก และโรงพยาบาลเอกชน สิ่งเหล่านี้มันก็จะต้องให้ทางโรงพยาบาล เอกชนมาขอเข้าโครงการ และกระทรวงสาธารณสุขก็จะให้หน่วยเทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูล เข้าไปให้ได้ และอย่างที่ท่านถามว่าแล้วของโรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาล ของ กทม. ต่าง ๆ นั้น โครงการเราเพิ่งเปิดไปเมื่อเดือนที่แล้ว ดังนั้นเรากำลังเร่ง เจ้าหน้าที่ ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งด้านนายแพทย์และเทคโนโลยี นายแพทย์ที่รู้เรื่องเทคโนโลยี เหล่านี้ก็กำลังเจรจา กำลังร่วมกันทำข้อมูลเชื่อมกัน ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงกลาโหม ของกรมบัญชีกลาง และของประกันสังคม กระทรวงกำลังเร่งรีบในการที่จะเชื่อม แต่แน่นอน ที่สุดครับ ขณะนี้ยังไม่ได้เชื่อมทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นจึงจะต้องมีการนำร่อง ที่ผ่านมาคือ ๔ จังหวัด เดี๋ยวหลังจากเดือนมีนาคมไปก็จะเพิ่มนำร่องอีก ๘ จังหวัด และต่อไป อีกโครงการหนึ่ง เฟสที่ ๓ ก็จะเชื่อมอีก ๔ เขตสุขภาพ จำนวน ๒๗ จังหวัด ผมเองก็ต้อง ขอกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชนว่าการเชื่อมโยงบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ทุกโรงพยาบาล เป็นนโยบายสุดท้าย นโยบายเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขของ ท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขเห็นถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพของ พี่น้องประชาชนจึงจะต้องทุ่มเท คณะแพทย์และแพทย์ที่รู้เรื่องเทคโนโลยีได้เชื่อมโยงกับ บริษัทเอกชนต่าง ๆ ในการทำเทคโนโลยี ตามที่ท่านได้พูดถึงนั้นเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ที่จะเชื่อมโยงกัน แล้วก็อาจจะมีบางส่วนเมื่อประชาชนมาแล้วในเรื่องเจาะเลือดหรือในเรื่อง ประวัติอะไรต่าง ๆ ถ้าหากว่ายังไม่ได้เชื่อมโยงเข้าไป แน่นอนที่สุดคนนับเป็นสิบ ๆ ล้านคน ก็อาจจะมีบ้าง แต่เรามีทีมอยู่ที่โรงพยาบาล อยู่ที่จังหวัด อยู่ที่อำเภอ คอยเก็บข้อมูลเหล่านี้ มาปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัย เพื่อให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ผมมั่นใจว่าในเร็ว ๆ นี้ในแต่ละจังหวัด แต่ละเขตที่เราเปิดไปแล้วก็จะเริ่มค่อย ๆ สมบูรณ์ ๆ แล้วท้ายที่สุดก็จะใช้บัตรประชาชนใบเดียว วันนี้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ เจ็บไข้ได้ป่วยเราก็นำบัตรประชาชนใบเดียวนี้ล่ะไปถึงโรงพยาบาล ไปเสียบ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ช่วยดูว่ามีข้อมูลอะไรต่าง ๆ ก็ช่วยกันอ่าน และในไม่ช้าประชาชนก็จะ เกิดความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ในอนาคตเขาก็จะเสียบที่บ้านของเขาได้ จะนัดแนะที่บ้านได้