สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนจากปัจจัยสังคมที่เปลี่ยนไป พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขโดยเน้นการส่งเสริมคุณธรรม การลดการแข่งขันทางวิชาการ และการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านผ่านกิจกรรมศิลปะ ดนตรี และกีฬา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมมีโอกาสได้เสนอญัตติด่วน ร่วมกันกับผู้เสนอ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อกำหนด แนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดง ความเสียใจกับนักเรียนที่ต้องเสียชีวิตจากการกระทำรุนแรง เด็กเพียงอายุ ๑๔ ปีควรจะเป็น กำลังของประเทศชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเสียชีวิต เป็น ๑ ใน ๖๖ ล้านคนที่ต้องเสียชีวิต ไปก่อนวัยอันควร ถือว่าเป็นความน่าเสียใจสำหรับคนที่เป็นคุณพ่อ คุณแม่ ครูบาอาจารย์ เนื่องจากใช้เพียงอารมณ์ชั่ววูบของการอาจจะกลั่นแกล้งหรือสาเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่ปัญหามัน เกิดมาจากสังคมที่ผิดรูปแบบ แล้วมีประชากรที่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป มีเด็กเกิด ลดน้อยลง มีผู้สูงวัยอายุมากขึ้น สวนทางกับความเจริญทางด้านวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ด้าน Digital จนน่ากลัวครับ บริบทของสังคมเน้นแต่ความเจริญของวัตถุ เน้นการแข่งขัน ระดับบุคคลก็มองแต่ความร่ำรวย คนมีขี่รถเบนซ์ก็ดูจะรวยแล้วเป็นคนดีมากกว่าคนขี่สามล้อ นี่คือความผิดพลาดในการวัด เปรียบเทียบ เรื่องของสังคมในวันนี้วัดกันที่มีรายได้ มีเงินเดือน ยศถาบรรดาศักดิ์ ในระดับประเทศชาติเราก็มาแข่งขันกันแต่ GDP รายได้ประเทศชาติ ใครส่งออกได้เยอะ ประเทศไหนมีรายได้เฉลี่ยประเทศชาติ เราวัดกันแต่วัตถุ ไม่เคยที่จะ มาวัดกันทางด้านสังคม คนที่มีคุณงามความดี เด็กก็เหมือนกัน บริบทโรงเรียน การศึกษาก็จะวัดแต่ว่าใครเก่ง ดี มีสุข เราเอาความเก่งมาเป็นตัวนำ ดังนั้น คนดีก็ต้องด้อยกว่าคนเก่ง ทั้งที่บริบทของสังคมแล้วเราต้องการคนดีที่จะนำพาประเทศชาติ สังคม ครอบครัว วัฒนธรรมไทยของเราประกอบด้วย สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ การศึกษา สังคมจะดีได้ทุกคนต้องได้รับการศึกษาครับ แล้วการศึกษาวันนี้เราก็ต้องเน้นว่า ใครเก่งเราวัดกันที่สอบ PISA V-NET O-NET อยู่อย่างนี้ ผมถึงบอกว่าผมอยู่กับการศึกษามา ๕๐ ปีจนตลอดชั่วชีวิตหนึ่ง ใช่ครับ คนเก่งก็ดี ถ้าเป็นคนดีด้วย แต่วันนี้เรามอง แล้วปัญหา ละครับ จะทำอย่างไรบ้าง ครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันที่เล็กที่สุดสำหรับตัวเด็ก ๆ วันนี้ ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ต้องเร่งการทำมาหากิน เพราะเมื่อก่อนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๒๐ บาท วันนี้ ๕๐ บาท ยังธรรมดา ๆ แล้วจะทำอย่างไร ค่าแรงก็อยู่ที่ ๓๑๐ บาท ๓๒๐ บาท ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ประกาศเงินเดือนให้ข้าราชการ ขึ้นทีหนึ่งสัก ๓,๐๐๐ บาท วันละ ๑๐๐ บาท แต่ขึ้นค่าแรงงานไป ๓ บาท เดือนหนึ่ง ๙๐ บาท กินก๋วยเตี๋ยวกับกาแฟได้ ๒ แก้ว อย่างนี้จะทำอย่างไรครับ แรงงาน การศึกษา ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไป แล้วใครจะไปเรียนอาชีวะ ใครจะไปเป็นทักษะแรงงานครับ ใคร ๆ ก็มุ่งหวังที่จะเป็นข้าราชการใหญ่โตกันหมด โรงเรียนซึ่งเป็นสถาบันที่ ๒ เป็นเหมือน คุณพ่อ คุณแม่คนที่ ๒ คุณครูต้องทำงานหนัก เหนื่อยยาก แล้วบางโรงเรียนมีครูอยู่ ยิ่งโรงเรียนขนาดเล็กอย่างที่ผู้อภิปรายบอกไปนะครับ มีครูอยู่คนเดียว สอนไป ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ต้องทำงานเอกสาร ทำกับข้าวตอนกลางวันอีก นี่ละครับโรงเรียนซึ่งเป็นสถาบัน ที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญกับคุณครู คุณครูเป็นผู้กำชะตาชีวิตของประเทศชาติ กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นกระทรวงที่สำคัญในการที่จะสร้างคน แล้วคนก็จะไปสร้างชาติ เด็กจะออกมาอยู่ในสังคม แล้วถ้าสังคมวัดกันแต่คนเก่งล่ะครับ คนจะดีไปทำไม ดีแล้ว ได้อะไร ก็จะถามกันอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นรัฐบาลเอง กระทรวง ทบวง กรมต้องร่วมมือกัน จะไปปล่อยให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมาเป็นภาระที่จะดูแลเด็ก ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ ดูแลเด็ก มีอะไร ๆ ก็โทษกระทรวงศึกษาธิการ วันนี้เด็กไม่ใช่เหยื่อทางสังคมอย่างเดียวครับ หลายอย่างที่ประกอบกันอยู่ในโรงเรียนครับ ส่วนใหญ่จะมีคดีอย่างนี้บ้าง แต่ผมเชื่อเหลือเกิน ว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันก็เดือดร้อนกันไปหมด สร้างความเสียใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และสังคม ครูบาอาจารย์ แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงหลักในการที่จะดูแลเด็ก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดูแลในช่วงมหาวิทยาลัย มีองค์การบริหารท้องถิ่น ยิ่งองค์การท้องถิ่นดูแลเด็กเล็ก ซึ่งเป็นก้าวแรกที่จะผลิดอกออกผลมา ฉะนั้นวันนี้ผมในเวลาที่จำกัดก็อยากเสนอข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลในระดับครอบครัว ทำอย่างไรที่จะสอนให้เด็กลดการใช้โทรศัพท์ ให้เด็กทำกิจกรรม อย่าให้เด็กอยู่คนเดียว ในระดับโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน คุณครูที่เป็นคนสำคัญที่สุดควรจะลดการแข่งขันด้านวิชาการ อย่าเอาแต่บ้าระห่ำ สอบ สอบ แล้วก็สอบ ใครได้ที่ ๑ ก็ให้รางวัลกันจนลืมคนที่เป็นคนดีไป ต้องอย่าเร่งนัก สำหรับผมแล้วเป็นครูมาทั้งชีวิต ผมอยากให้เด็กทำกิจกรรม วิชาศิลปะ ดนตรี กีฬา เป็นวิชาที่สร้างชาติ ให้เด็กมีสมาธิที่มั่นคง แต่ปัจจุบันนี้เราเน้นแต่วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาอังกฤษ ส่งเสริมให้เด็กเป็นคนเก่ง เก่ง เก่ง อย่างเดียวครับ เราควรจะ จัดเด็กกลุ่มย่อยเพื่อจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสุดท้ายก็อยากจะให้ประเทศชาติ ให้ความสำคัญกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราทำอย่างไรที่จะวางมาตรการป้องกันเยาวชนให้พ้นจาก Online เป็นวาระเร่งด่วนสำคัญที่สุดครับ กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาแล้ว แต่วันนี้กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งให้ความรู้ ความทันสมัย ให้โลก Online ให้เข้าถึงวิชาการต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ให้ยาพิษ ให้ระเบิดปรมาณู ไปพร้อมกับตรงนั้น เป็นการฆ่าเด็กไปในตัว ดังนั้นวันนี้หมดเวลาที่จะเถียงกันแล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม ตั้งแต่ใหญ่ที่สุด ย่อยไปจนถึงครอบครัว เราหันหน้ามาเถอะครับ เพื่อเด็ก เยาวชน ซึ่งสำคัญที่สุดกับประเทศชาติ เยาวชนเป็นผู้ที่สร้างชาติและเป็นกำลัง สำคัญต่อไป ขอกราบขอบพระคุณมากครับ