ปารมี ไวจงเจริญ อภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนกรณีนักเรียนถูกแทงเสียชีวิต โดยชี้ว่าปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาสะท้อนความล้มเหลวของระบบโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ พร้อมเสนอแนวทางการสร้างโรงเรียนปลอดภัยทั้งทางกายและใจผ่านการคืนครูสู่ห้องเรียน การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ การพัฒนาระบบจิตวิทยาโรงเรียน และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการปฏิรูปการศึกษาอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของนักเรียนในระยะยาว
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจาของคุณสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๒ พรรคก้าวไกล จากกรณีนักเรียนถูกแทง เสียชีวิตในโรงเรียนย่านพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร เหตุการณ์นี้สะเทือนใจทุกท่าน ในสังคมไทยเป็นอย่างมาก และสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด หมักหมมและเรื้อรัง มาอย่างยาวนาน ท่านประธานคะ เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษานั้นไม่ได้เกิดจาก สาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เกิดจากสาเหตุหลายสาเหตุ การป้องกันและแก้ไขเราจะมาคิด แยกส่วนไม่ได้ค่ะท่านประธาน จำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบ ต้องครอบคลุมทุกด้าน และถ้า จะพูดกันจริง ๆ แล้ว เราทุกคนล้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนี้ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตัวเราเอง รวมถึงครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยทั้งหมดต้องตั้ง สติในเรื่องนี้ และร่วมพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความรุนแรงในเด็กหรือการที่เด็กคนหนึ่ง จะกลายเป็นอาชญากร เขาเป็นเองไม่ได้ค่ะ แต่ทว่ามาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างแท้จริง มีแต่ถูกมองข้ามหรือซุกเอาไว้ใต้พรม ระบบนิเวศทางสังคมหรือ ทุกองค์ประกอบของสังคมเรานี้ที่มีส่วนสร้างความรุนแรงในเด็ก ทุก ๆ ความรุนแรง ทุก ๆ อาชญากรรมที่พาเด็กมาถึงจุดนี้มาจากระบบโครงสร้างที่บิดเบี้ยวที่มีต้นตอมาจากระบบ อำนาจนิยมที่ส่งต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนปลายทางนำไปสู่ความรุนแรงในสถานศึกษา อย่างที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นการ Bully กลั่นแกล้ง ดูถูกเหยียดหยามกันที่เราเห็นในทุกวันนี้ การจะป้องกันและแก้ไขความรุนแรงในสถานศึกษาต้องใช้หลายกลไก แต่เท่าที่เวลามีจำกัด ดิฉันขอเสนอว่าเราต้องสร้างโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับนักเรียนให้ได้ ต้องเป็น โรงเรียนที่ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกอบอุ่นและความมั่นคงทางจิตใจให้ได้ โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่แห่งความไว้วางใจของนักเรียนที่ทำให้ตัวนักเรียนเขาไว้ใจครู รวมถึงตัวนักเรียนไว้ใจ ในเพื่อนด้วยกันเอง ความไว้ใจนี่ล่ะที่ต้องสร้างให้ได้และจะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรง ในสถานศึกษา และการจะไปถึงจุดที่ครูเป็นที่เชื่อใจ เป็นที่ไว้ใจให้กับนักเรียนทุกคนได้นั้น ก็จำเป็นมาก ๆ ที่เราต้องทำให้ครูได้มีเวลาอยู่กับนักเรียน ต้องคืนครูสู่นักเรียนค่ะ และนี่ นำไปสู่รูปธรรมที่ดิฉันจะขอนำเสนอสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ไม่มีรูปธรรมที่จะแก้ปัญหา ความรุนแรงในสถานศึกษามากยิ่งไปกว่านี้แล้ว ดิฉันขอเสนอรูปธรรม ๕ อย่าง
รูปธรรมที่ ๑ ต้องคืนครูสู่นักเรียนให้ได้ เพื่อที่ครูจะได้สอดส่องพฤติกรรม ทุกอย่างของนักเรียน เมื่อมีสัญญาณแห่งความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นมาครูจะได้จับสัญญาณนั้น และวางแนวทางป้องกันได้อย่างแม่นยำ
รูปธรรมที่ ๒ เราต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูทุกคนในโรงเรียนต้องเป็นครูมืออาชีพ เราต้องสร้างโรงเรียน ให้เป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC ที่แท้จริงให้ได้ ต้องเป็น PLC จริง ๆ ด้วย ไม่ใช่ PLC ปลอม ๆ หลอก ๆ อย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพียงแค่เอาครูไปอบรม เซ็นชื่อ ถ่ายรูป แค่นั้นไม่ได้ ต้องไป PLC จริง ๆ และ PLC นี่ล่ะที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยป้องกัน ความรุนแรงในสถานศึกษาได้ เราต้องช่วยกันสร้าง ช่วยกันรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกัน ของครูผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนสร้าง PLC ให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ แต่การจะสร้าง ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้หรือการสร้างชุมชนแห่งการรู้วิชาชีพ หรือ PLC ขึ้นมาให้ได้ จริง ๆ นั้นจำเป็นต้องคืนครูสู่นักเรียนให้ได้อย่างแท้จริง งานสอนนอกห้องเรียนต้องหมดไป ครูต้องเป็นครู ครูต้องสอน ครูต้องได้อยู่กับนักเรียน ไม่ใช่ให้ครูไปทำงานพัสดุ การเงิน ตรวจรับวัตถุดิบอาหาร นอกจากการคืนครูสู่ห้องเรียนจะทำให้เกิดความใกล้ชิดกัน พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แลกเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างครูด้วยกันในโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับบ้าน หรือโรงเรียนกับครอบครัวก็สำคัญมาก ครูและ ครอบครัวต้องพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ใส่ใจ และหมั่นจับสัญญาณเตือนถึงความรุนแรงของ นักเรียนและบุตรหลานของท่าน
รูปธรรมที่ ๓ ที่จะแก้ความรุนแรงในสถานศึกษาได้ โครงสร้างทางกายภาพ โรงเรียนต้องเอื้ออำนวยด้วยค่ะ โรงเรียนนั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างทางกายภาพที่ต้องมี รปภ. มืออาชีพที่มีทักษะในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือจำเป็นต้องติดกล้องวงจรปิด ซึ่งปัจจุบันนี้กล้องวงจรปิดก็ราคาถูกลงมากและมีประโยชน์หลายด้าน ต้องติดเสียเถอะค่ะ
รูปธรรมที่ ๔ กลับมาที่หลักสูตร ดิฉันพูดหลายครั้งแล้ว หลักสูตรปัจจุบัน ที่ใช้อยู่ไม่ทันยุคสมัย ความรู้และทักษะของนักเรียนและครูตามหลักสูตรปัจจุบันใช้ไม่ได้ ยิ่งเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินยิ่งใช้ไม่ได้ เราต้องมาสร้างทักษะ สร้างความรู้ ทั้งนักเรียนและครู ในการบริหารจัดการ ทั้งจัดการตัวเองและจัดการผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน อันนี้เป็น สิ่งสำคัญมาก เราต้องเร่งลงไปในหลักสูตรใหม่ และอบรมให้กับครูกับบุคลากรทางการศึกษา ทุกคน ซึ่งดิฉันพูดหลายครั้งแล้ว หลักสูตรแกนกลางปัจจุบันต้องเปลี่ยนเป็นหลักสูตร ฐานสมรรถนะได้แล้วเพื่อสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มีสมรรถนะและทักษะที่เหมาะกับโลกยุคใหม่ ดิฉันขอเรียนเชิญเพื่อนสมาชิกทุกท่านมาร่วมกับดิฉันในการสร้างหลักสูตรใหม่
รูปธรรมที่ ๕ ต้องเพิ่มระบบจิตวิทยาบำบัดที่จะสังเกตนักเรียนที่จะมีปัญหา ความรุนแรง หรือปัญหาภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาวะทางจิตอื่น ๆ ระบบจิตวิทยาบำบัด หรือนักจิตวิทยา หรือครูแนะแนวในไทยปัจจุบันล้มเหลวสิ้นเชิง ต้องสร้างกันใหม่ อันนี้ ต้องทำอย่างจริงจัง ๕ อย่างนี้เป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมไปกว่าแล้ว และนอกจากนี้ถ้าการแก้ปัญหาระยะยาวเราจำเป็นต้องแก้โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ เหลื่อมล้ำต้องลดและกระจายอำนาจ ลดปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำ ลดความ ยากจน ต้องทำให้ได้ ร่วมไปกับสร้างหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง การเคารพในสิทธิเด็ก รับฟังเด็ก ต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในโรงเรียนจึงจะช่วยได้ เหล่านี้จึงเป็น ความเห็นที่ดิฉันว่าท่านนายกรัฐมนตรีควรจะประกาศเรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงให้เป็น วาระของชาติได้แล้ว ฝากนำเสนอท่านประธานไปสู่ท่านนายกรัฐมนตรีและทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ