ขัตติยา ชี้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน วอนรัฐแก้เชิงรุก-เข้าใจเด็ก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

ขัตติยา สวัสดิผล หารือปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเรียกร้องให้รัฐพิจารณาปัญหาในภาพรวมทั้งในมิติความรุนแรงทางตรง โครงสร้าง และวัฒนธรรม เน้นการศึกษาสาเหตุเชิงลึก ปรับแนวทางป้องกันที่เข้าใจมุมมองของเด็ก และผลักดันการฟื้นฟูพฤติกรรมแทนการลงโทษเพียงอย่างเดียว

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉัน ขอร่วมอภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรรวมกันให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานคะ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเราเห็นความรุนแรงในเด็กเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาบันการศึกษา ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้เด็กได้มีการศึกษา เรียนรู้และเพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการอย่างเหมาะสม ดังนั้นปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในโรงเรียนจึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก เพราะ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเหยื่อความรุนแรงแล้ว ยังส่งผลต่อเด็กที่เป็นผู้ก่อเหตุด้วย อีกเช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงด้วย ซึ่งเป็นการสร้างบาดแผลระยะยาว ทั้งต่อตัวเด็กแล้วก็สังคมไทย เมื่อเราพูดถึงการใช้ความรุนแรงเราอาจจะมองได้ ๓ มิติ ก็คือ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม จริงอยู่ค่ะ ที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีเป็นเรื่องน่าเศร้า การจัดการเป็นรายกรณีก็เป็นเรื่อง ที่สำคัญ แต่ในฐานะรัฐและหน่วยงานของรัฐต้องไม่จมไปกับแค่รายละเอียด Drama และ จบลงแค่กรณีนั้นเพียงกรณีเดียว แต่รัฐมีหน้าที่ในการมองภาพใหญ่ของปัญหาเพื่อที่จะหา เบื้องหลังในเชิงมหภาคให้ได้ หน้าที่ของรัฐจึงไม่ใช่แค่เอาตัวเลขสถิติมาวางเพียงอย่างเดียว แต่ว่าต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่อยู่ข้างหลังของปัญหาเหล่านี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้ หาแนวทางในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ อย่างไรก็ดี การเก็บและนำเสนอสถิติยังคงเป็นในรูปแบบของการเก็บข้อมูลเชิงตัวเลขอยู่ ดิฉันไม่แน่ใจว่ามีการนำข้อมูลชุดนี้มาศึกษาถึงเหตุผลในเบื้องหลังหรือไม่ เช่น ข้อมูลจาก กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่าสถิติคดีอาญา ๕ อันดับที่พบมากที่สุด ในปี ๒๕๖๖ คือ ๑. เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ๓,๑๑๐ คดี ๒. เป็นเกี่ยวกับชีวิต และร่างกาย ๒,๙๙๙ คดี ๓. เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ๒,๖๒๒ คดี ๔. เป็นความผิด เกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด ๑,๕๓๐ คดี และเป็นความผิดอื่น ๆ ๑,๐๗๙ คดี ข้อมูลชุดนี้ มีความสำคัญก็จริง แต่เราควรจะต้องพูดถึงวิธีการนำข้อมูลชุดนี้ไปใช้เพื่อเป็นการป้องกันเหตุ ในอนาคตด้วย ท่านประธานคะ แน่นอนว่าแม้วิธีการศึกษารูปแบบเพื่อป้องกันจะเป็น แนวทางที่ยั่งยืน แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้เวลาดำเนินการไม่น้อยในการเก็บข้อมูลและศึกษา ดังนั้น การหาแนวทางสำหรับระยะสั้นและระยะกลางเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็มี ความจำเป็นเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาดิฉันเห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกเสนอหรือพูดถึง บ่อย ๆ อาจจะยังไม่ได้ผลมากนัก เราจึงยังเห็นปัญหาเกิดขึ้น ซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ เนื่องจาก แนวทางการแก้ปัญหาที่เคยนำเสนอมาโดยมากเป็นการมองปัญหาเด็กโดยใช้กรอบมุมมอง แบบผู้ใหญ่มองไปที่ปัญหา ซึ่งเมื่อเรามองจากมุมมองแบบนี้มันอาจทำให้เรามองความจริง ที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง เช่น มีการพูดถึงความพยายามในการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายเยาวชน โดยมาจากฐานความคิดในการลงโทษเด็กเพื่อใช้ความกลัวครอบงำความคิดและพฤติกรรม ของเด็กไม่ให้กล้ากระทำความผิด หรือมีข้อเสนอในการลงโทษรูปแบบอื่น ๆ เช่น การพัก การเรียนหรือการให้ออกจากโรงเรียน เป็นต้น แต่เราต้องไม่ลืมว่าการเป็นเด็กที่ยังไม่ได้มี ประสบการณ์เท่าผู้ใหญ่ ยังไม่สามารถรับรู้แล้วก็เข้าใจปัญหาความรับผิดได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้ คำว่า กลัวต่อบทลงโทษ ระหว่างผู้ใหญ่และเด็กนั้นมีไม่เท่ากัน ดังนั้นการใช้ ความกลัวต่อบทลงโทษมากำกับพฤติกรรมจึงอาจไม่ได้ผลลัพธ์มากที่เราคิด ในแง่นี้เราจึงควร ต้องทำความเข้าใจกับเด็กผ่านการมองในมุมมองแบบเดียวกับเขา เพื่อให้เราเข้าใจถึงปัญหา และความต้องการที่แท้จริง เช่น เด็กในวัยหนึ่งมีสิ่งที่ต้องการก็คือการได้รับความยอมรับ จากเพื่อน ซึ่งการยอมรับในแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีความใกล้เคียงกัน ก็คือความอ่อนประสบการณ์ ทำให้มีความคึกคะนอง การยอมรับของเด็กกลุ่มนี้ก็อาจมาจาก ความท้าทาย และนี่ก็เป็นหนึ่งที่เราจะต้องศึกษาแล้วก็สื่อสารถึงความท้าทายที่พอเหมาะ พอควรในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กโดยที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและ ผู้อื่น ต่างจากความท้าทายที่นำไปสู่ความรุนแรงในด้านต่าง ๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเป็นต้น นอกจากนี้ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของการป้องกันเหตุและความรุนแรงในอนาคตคือ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วในฐานะของผู้กระทำหรือผู้ก่อเหตุเราจำเป็นจะต้องลงโทษให้เพียงพอ ต่อสัดส่วนที่ก่อเหตุด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูพฤติกรรมเพื่อที่จะ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยการฟื้นฟูพฤติกรรมในเด็กนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการติดตาม และประเมินผลอย่างรัดกุมและระมัดระวัง ท่านประธานคะ ก่อนที่เราจะกล่าวโทษเด็ก ดิฉัน อยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านถอยหลังหันกลับมามองต้นตอของปัญหา กลับมามองสังคม กลับมามองสภาพความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่มีส่วนอย่างยิ่งในการหล่อหลอม พฤติกรรมของเด็กขึ้นมา ๑ คน เราจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนในการที่ จะสร้างแล้วก็ดูแลสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก โดยถือว่าพัฒนาการที่ดีของเด็กคนหนึ่งจะสามารถย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อทั้งชุมชน และประเทศเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

สุดท้ายนี้ หากความสำคัญของปัญหานี้คือการหาแนวทางยุติความรุนแรง ในโรงเรียน ดิฉันเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงไม่อาจนำไปสู่การยุติความรุนแรงได้ แน่นอนว่า ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น การรับผิดและการเยียวยาย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในฐานะ หน่วยงานของรัฐ หน้าที่ที่สำคัญกว่าคือการมองภาพรวมของปัญหาให้กว้างขึ้น พยายามมอง ปัญหาว่ารูปแบบปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตัวเลขของการกระทำผิดเพิ่มขึ้นหรือลดลง และ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยไม่ต้องรอให้เกิดคดีดัง คดีสะเทือนขวัญ แล้วค่อยมาถอดบทเรียน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ ๆ ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ