ธิษะณา ชี้กฎหมายเด็กเพียงพอ เน้นฟื้นฟู-ป้องกันต้นเหตุแทนลงโทษ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ แสดงความเห็นคัดค้านการลดอายุหรือเพิ่มโทษเด็กและเยาวชน โดยย้ำว่ากฎหมายปัจจุบันเพียงพอและควรเน้นการฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขที่รากของปัญหา เช่น การป้องกันการกลั่นแกล้งในโรงเรียน การมีนักจิตเวชในสถานศึกษา การคุ้มครองสิทธิตามอนุสัญญาสากล และการดูแลคุณภาพชีวิตของเยาวชนทั้งก่อนและหลังกระทำผิด เพื่อป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวและลดอาชญากรรมในระยะยาว

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคก้าวไกลค่ะ ในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนะคะ ดิฉันเห็นว่าไม่ควรลดอายุ หรือเพิ่มโทษเด็กและเยาวชนค่ะ หรือการยกเลิกกฎหมายเยาวชน เพราะในทางอาชญาวิทยา และหลักสากลทั่วโลกมองว่าเด็กและเยาวชนเป็นวัยที่ยังอ่อนต่อประสบการณ์และขาด ความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผลค่ะ ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่นะคะ ซึ่งอยู่ในวัยคึกคะนอง อยากรู้อยากลอง เขาอาจจะทำผิดพลาดไป ฉะนั้นการลงโทษเด็กและเยาวชนจึงควรเป็น การให้โอกาสแก้ไขฟื้นฟูนิสัยและพฤติกรรม ดิฉันเข้าใจดีว่าสังคมกำลังตั้งคำถามถึงกรณี เยาวชนที่ก่อเหตุโหดร้ายเกินความเป็นเด็กและเยาวชน เช่น เหตุกราดยิงที่สยามพารากอน อันนี้เป็นเขตที่ดิฉันได้รับเลือกตั้งมาเองนะคะ ป้าบัวผัน และเหตุการณ์แทงเพื่อนนักเรียน มัธยมพฤติการณ์แห่งคดีเหล่านี้ถ้าจะต้องพิจารณาโทษแบบผู้ใหญ่หรือไม่ ดิฉันมองว่า ในส่วนนี้มีกฎหมายที่กำหนดขั้นตอนและมาตรการให้ผู้พิพากษาสามารถที่จะใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาคดีจากการกระทำและผลของการกระทำได้ โดยกฎหมายดังกล่าวจะเป็น บทบัญญัติ ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชน และครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๙๗ วรรคสอง คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชน และครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญาและนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิดหรือในระหว่างการพิจารณาเด็ก หรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้อยู่แล้ว ดังนั้นแล้ว บทบัญญัติของกฎหมายที่มีแต่เดิมก็เพียงพอต่อการที่จะบังคับใช้กฎหมายให้มีความเท่าเทียม และเหมาะสมกับสภาพการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น อย่างกรณีข้างต้นศาลอาจใช้ดุลพินิจ พิจารณาว่ามีการเตรียมการวางแผนไว้หรือไม่ มีการตระเตรียมหรือไม่ พฤติกรรมที่ก่อเหตุ ทารุณ ทารุณกรรมโหดร้ายเกินกว่าที่เด็กและเยาวชนปกติจะกระทำหรือไม่ ด้วยสภาพจิต สติปัญญา นิสัย และร่างกาย สมควรจะดำเนินคดีโดยใช้มาตรการแบบเด็กหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ ต้องกล่าวว่าในศาลหากกฎหมายไม่ได้เปิดช่องเอาไว้แล้ว ดิฉันจึงขอยืนยันว่าไม่จำเป็น ที่จะต้องปรับอัตราโทษของเด็กและเยาวชนให้เพิ่มขึ้น ทั้งควรให้น้ำหนักและพิจารณาถึง สาเหตุและการกระทำความผิดของเด็กและสภาพแวดล้อมที่กล่อมเกลาตัวเด็กเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่อีก ๑๐ ล้านคนในประเทศนี้ค่ะ ถ้าหากอ้างอิงถึง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กหรือที่เรียกว่า Convention on the Rights of the Child (CRC) ที่เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรองสัตยาบันในประเทศไทยแล้วในปี ๒๕๓๕ และได้มี การยอมรับถ้วนหน้าในระดับสากล โดยอนุสัญญาดังกล่าวได้ระบุรายละเอียดพื้นฐานต่าง ๆ ของทุกประเทศที่ต้องรับประกันให้เด็กและเยาวชนในประเทศของตน อาทิ เช่น สิทธิในการ มีชีวิตรอด สิทธิที่ได้รับการพัฒนา สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้มีส่วนร่วม ในการแสดงออกหรือในความคิดเห็น หรือในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อ สตรีทุกรูปแบบ หรือที่เรียกว่า The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women หรือที่เรียกว่า CEDAW เพื่อขจัดการปฏิบัติต่อสตรี รวมถึงสตรีที่เป็นเด็กทั้งในเรื่องการการเมือง สังคม วัฒนธรรมและชีวิตครอบครัวด้วยค่ะ จึงเห็นได้ว่านานาประเทศมีแนวทางปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน การไม่เลือกปฏิบัติต่อสตรี ไปในแนวทางเดียวกัน ปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่ไม่เหมาะสมจึงอาจจะเกิดจากปัจจัยอื่นที่ ไม่ใช่ด้านการเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้น ดิฉันขออนุญาตยกสถิติการกระทำความผิดเกี่ยวกับ เยาวชนที่ถูกจับกุมส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในปี ๒๕๖๕ จำแนกตาม ฐานความผิดให้เห็นดังนี้ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ๑,๘๒๘ คดี ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและ ร่างกาย ๑,๖๙๕ คดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ ๖๑๒ คดี ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข เสรีภาพ และชื่อเสียงการปกครอง ๔๐๗ คดี ความผิดอื่น ๆ เกี่ยวกับยาเสพติด ๔,๘๘๕ คดี และความผิดอื่น ๆ ๒,๗๖๕ คดี รวมทั้งหมดเป็น ๑๖,๑๙๒ คดี ในปี ๒๕๖๕ ซึ่งเรามี ประชากรที่เป็นเด็กและเยาวชนทั้งหมด ๑๐.๙ ล้านคน และผู้กระทำความผิดรวมทั้งหมด มีเพียง ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเยาวชนทั้งประเทศ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งดูจากสถิติแล้ว ตามภาพประกอบบนสไลด์จะเห็นว่าเยาวชนที่ก่อคดีตั้งแต่ปี ๒๕๕๓-๒๕๖๕ ในแต่ละปี มีจำนวนที่ลดลงเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นดิฉันมองเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันไม่ใช่ ปัจจัยหลักที่ทำให้เยาวชนก่อคดีอาชญากรรมมากขึ้น แต่เราอาจจะต้องไปดูการนำกฎหมาย ที่มีอยู่มาบังคับใช้อย่างจริงจังเป็นกรณีไปค่ะ เราไม่ควรนำกรณีเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นมาเป็น ข้ออ้างในการแก้กฎหมายเพื่อลงโทษเยาวชนไม่กี่คน และเยาวชนอีก ๑๐ ล้านคนก็ต้องรับ ผลกรรมนั้นไปด้วย สิ่งที่ดิฉันอยากให้มีการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าการเพิ่มโทษในกรณีของ เยาวชนที่กระทำความผิดคือการมองลึกลงไปที่ปัญหาในระบบ ๑. ระบบการศึกษาที่ป้องกัน การกลั่นแกล้งในโรงเรียน เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว Anti-bullying หรือว่า Zero Tolerance to Bullying หรือระบบป้องกันการปลอดภัยในสถานศึกษา และ ๒. นักจิตเวชในโรงเรียนหรือสถานศึกษา และนักจิตเวชเฉพาะทางสำหรับเยาวชน ๓. การปฏิบัติตามหลักสากลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่เราได้ลงสัตยาบันไว้แล้ว สิ่งที่ ดิฉันอยากให้มีการแก้ไข ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง ทำร้ายผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไข พฤติกรรมเด็กก็จะเริ่มเบี่ยงเบนออกจาก สังคม หากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะพาไปสู่การละเมิดกฎหมายในที่สุด และถ้าพฤติกรรม ที่ละเมิดกฎหมายยังไม่ถูกแก้ไขอีกก็จะเกิดความรุนแรงในการละเมิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นคดีอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบันค่ะท่านประธาน สุดท้ายดิฉันอยากจะฝากให้กับ ทุกคนได้คิดว่าสิ่งสำคัญมากกว่าการแก้ไขกฎหมาย คือประเทศเราได้ดูแลคุณภาพชีวิตเด็ก และเยาวชนได้ดีมากน้อยเพียงใด ให้การศึกษาเพียงใดในการอบรมเลี้ยงดู มีคุณภาพเพียงพอ หรือไม่ ได้สร้างสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเยาวชนแล้วหรือยัง รวมไปถึง เยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้มีการฟื้นฟูเพื่อที่จะกลับมาสู่สังคม อีกครั้งแล้วหรือไม่ ขอบพระคุณค่ะ