กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน โดยเฉพาะกรณีการบูลลี่ของเด็กเล็ก พร้อมชี้ข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขที่ทำให้การส่งต่อเพื่อรับคำปรึกษาจิตแพทย์เป็นไปได้ยาก เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนที่ปลอดภัย รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นในการแบ่งเบาภาระครูในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาต ที่จะได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายต่อญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอต่อสภาเป็นญัตติด่วนในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เห็น ความสำคัญแล้วก็ได้เสนอญัตติดังกล่าว และต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เห็นความสำคัญ แล้วก็ได้เสนอญัตติด่วนดังกล่าว และต้องขอบคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกจากทั้งซีกของฝ่ายค้านแล้วก็ฝั่งของรัฐบาล ผมเชื่อว่าสภาแห่งนี้ เห็นตรงกันครับ พวกเราในฐานะที่เป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนเห็นตรงกันว่าโรงเรียนนั้น ควรที่จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย โรงเรียนควรที่จะเป็นสถานที่ที่ลูกหลานของพวกเราไม่ว่า จะอยู่ที่แห่งหนตำบลใดในประเทศนี้ก็แล้วแต่เขาควรที่จะไปโรงเรียนด้วยความสุข ควรที่จะ ไปโรงเรียนโดยปราศจากความหวาดกลัวที่จะต้องไปเจอเหตุความรุนแรงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ภายในโรงเรียน แล้วผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกหลายข้อที่ได้ร่วมกันแสดง ความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะผลักดันให้มีหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นทางสาธารณสุข คุณหมอ ที่จะต้องเข้ามาช่วยกัน เพื่อที่จะมาช่วยกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว และต้องขอบคุณที่ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราจะเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้นั้นจะนำเสนอ ต่อไปยังรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต ผมอยากจะนำเสนอกับ ท่านประธานในระยะเวลาสั้น ๆ ตรงนี้ ผมเองเพิ่งจะได้รับคำร้องเรียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นี้เอง เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดในเขตพื้นที่ที่จังหวัดอ่างทอง ก็มีเหตุการณ์ Bully กัน ในโรงเรียน และเด็กที่ก่อเหตุนั้นก็เป็นเด็กอายุเพียงแค่ ๗-๘ ขวบครับ อยู่แค่ ป. ๑ ที่ไป ก่อเหตุความรุนแรงภายในโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผู้ปกครองในโรงเรียนอดรนทนไม่ไหว มาหารือมาปรึกษากับผู้แทนราษฎรว่าจะช่วยกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในโรงเรียน ได้อย่างไร ผมได้ประสานกับทางโรงเรียนครับ ได้ประสานกับทางสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเพื่อที่จะได้เข้าไปรับฟังปัญหา แล้วก็จะหาแนวทางป้องกันปัญหาต่อไปในอนาคต ก็ทราบถึงข้อจำกัดครับ ก็ได้รับฟังปัญหาจากคุณครูมาว่ามีปัญหามีอุปสรรคอะไรบ้าง คุณครู ก็สะท้อนปัญหามาประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจครับ นั่นก็คือวันนี้เวลาที่คุณครูเองซึ่งถือว่าครู ประจำชั้นครูผู้สอนเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เขาจะรู้พฤติกรรมของเด็กว่าเด็กคนนี้ มีพฤติกรรมอย่างไร มีพฤติกรรมชอบแกล้งเพื่อน ชอบ Bully เพื่อนใช้ความรุนแรงต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้วหรือเปล่า ตอนนี้คุณครูถึงแม้ว่าอยากที่จะ ประเมินและอยากที่จะส่งตัวเด็กเหล่านี้ไปเข้าทำการรักษา เข้าไปหาจิตแพทย์ เข้าไป พบแพทย์ ทำไม่ได้ครับ ต้องให้ผู้ปกครองของเด็กให้ความยินยอมให้การอนุญาตเสียก่อน ซึ่งก็กลายเป็นปัญหา เอาล่ะ หลังจากที่คุยเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ผู้ปกครองอนุญาตส่งไปที่ โรงพยาบาลครับ ท่านประธานทราบไหมครับ โรงพยาบาลเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดไม่มี แพทย์เฉพาะทาง ก็ต้องรอที่จะส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่จังหวัดอีก ผมก็ถามแล้วคิว รอนานแค่ไหน ๓ เดือนกว่าที่จะได้คิวในการรับในการปรึกษาทางจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญการเฉพาะด้าน คำถามก็คือแล้วภายใน ๓ เดือนนั้นเราจะปล่อยให้เด็กคนนี้มี พฤติกรรมแบบนี้ เราจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำขึ้นอีกอย่างนั้นหรือครับ นี่คือปัญหา ที่เกิดขึ้นและได้รับเป็นเสียงสะท้อนออกมาจากคุณครูที่อยู่ที่หน้างานที่โรงเรียน นอกจากนั้น เรื่องที่พวกเราในสภาแห่งนี้เสนอกัน เรื่องของการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางอำเภอ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางแพทย์ ทางสาธารณสุข ทางพัฒนาสังคมที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการดูแล ก็ต้องยอมรับ หน้าที่หลัก ต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้งานประจำเขาก็มีมากอยู่แล้ว ลำพังที่จะให้โรงเรียนให้ คุณครูไปประสานงาน การตอบรับในการทำงานร่วมกันตรงนี้ก็เกิดปัญหาในการปฏิบัติที่หน้า งานที่หน้าโรงเรียนจริง ๆ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้คือปัญหาที่เสียงของคุณครูที่ทาง กระทรวงศึกษาธิการควรที่จะต้องรับฟัง และไปหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เจตนา ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอกันมาตรงนี้ให้มันเกิดผลขึ้นจริงให้ได้
ประการสุดท้าย นั่นก็คือหน้าที่ของคุณครูในวันนี้ที่โรงเรียน ผมอยากจะชวน ท่านประธานลองนึกภาพโรงเรียนต่างจังหวัด ผมเป็นผู้แทนบ้านนอกครับ มีโรงเรียนมากมาย ที่มีเด็กนักเรียนอยู่ที่ประมาณ ๒๐ กว่าคน ๓๐ คน ผมไปเยี่ยมที่โรงเรียนครับ มีคุณครูที่เป็น ข้าราชการคนเดียว ไม่มีผู้บริหารครับ มีครูอัตราที่เป็นครูผู้ช่วยสอนอีก ๑ คนและนักการภารโรง อีก ๑ คน ทั้งโรงเรียนมี ๓ คน และหน้าที่ลำพังเฉพาะที่สอนให้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นก็ทำ ด้วยความยากลำบากอยู่แล้ว และไหนที่จะเป็นภาระของคุณครูที่จะต้องเพิ่มมากขึ้นในการ ดูแลป้องกันเรื่องของความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นภายในโรงเรียนอีก เหล่านี้คือภาระ คือหน้าที่ ของคุณครูที่จะต้องไปเพิ่มให้เขาทั้งสิ้น ก็อยากจะให้ได้รับการสนับสนุนจากทางหน่วยงาน ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องให้การสนับสนุนในการปฏิบัติ หน้าที่ เพื่อที่จะช่วยกันในการป้องกันปัญหาเหล่านี้ต่อไปในอนาคต
และท้ายที่สุด ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก และเป็นเรื่องจริงว่าการแก้ไข ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนนี้มันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุครับ โรงเรียนเป็นเพียงแค่ สถานที่ที่เหตุมันเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหาความรุนแรงนอกเหนือจากที่โรงเรียนนี้มันเกิดเหตุ สั่งสมมาจากครอบครัว จากบ้าน จากชุมชน จากสังคมรอบ ๆ ตัวของเด็กทั้งนั้นดังนั้น อย่าปล่อยให้ภาระหน้าที่ตรงนี้เป็นเพียงหน้าที่ของโรงเรียน อย่าปล่อยให้เรื่องนี้อยู่บนบ่าของ คุณครูแต่เพียงลำพังครับ ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่ต้องมาช่วยเหลือ เพื่อที่จะสร้างอนาคต เพื่อที่จะดูแลลูกหลานของเราให้ดีมากขึ้นกว่านี้ ขอบคุณท่านประธาน