กัณวีร์ สืบแสง หารือปัญหาความรุนแรงในเด็กและเยาวชนที่สะท้อนถึงวิกฤตสังคมในเชิงลึก พร้อมเสนอให้รัฐเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับรากฐาน โดยเน้นการลงทุนในครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะอย่างจริงจังและยั่งยืน รวมถึงการจัดตั้งกลไกคุ้มครองเด็กอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์เฉพาะทาง การตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ การเปลี่ยนมุมมองต่อการฟื้นฟูเด็กที่ทำผิด และผลักดันการรับรองสิทธิเด็กในรัฐธรรมนูญเพื่อความคุ้มครองในระยะยาว
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ยิ่งฟังยิ่งหดหู่ แต่ผมขอนำเอาความหดหู่นี้มาเป็นพลังให้กับพวกเราในฝ่าย นิติบัญญัติในการที่จะต้องหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง และ ระยะยาว ก่อนอื่นผมขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้สูญเสียจากสถานการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าผมเองไม่สนับสนุนและไม่เห็นถึงความชอบธรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการกระทำความรุนแรงในทุกรูปแบบ การที่มีเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติด่วน ด้วยวาจาในเรื่องนี้ แน่นอนว่าจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ที่เราต้องหารือกันในสภา อย่างไรก็ตาม เรื่องความรุนแรงของเด็กนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน สื่อหรือข่าวต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับปรากฏการณ์เท่านั้น ตามที่เพื่อนสมาชิก คุณร่มธรรมได้พูดไว้ว่าจริง ๆ แล้ว มันเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เราใช้แค่ระดับสายตาของเรา แค่มองเห็นเท่านั้น เพราะที่เราเห็นมันคือแค่ปลายเหตุ ดังนั้นเรื่องความรุนแรงในเด็กและ เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำนั้น จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและ เร่งด่วนในระดับฐานราก เราพูดและเราได้ยินกันบ่อย ๆ ครั้งว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ ครอบครัวเป็นสถาบันหลัก ถ้าครอบครัวเข้มแข็งสังคมก็จะเข้มแข็งไปด้วย แม้ว่าการดูแล จัดการศึกษา พัฒนาเด็ก รวมถึงครอบครัว จะถูกใส่ไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ นั้นการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องแผนการพัฒนาและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ ถูกลดทอนความสำคัญในการดูแลให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมา และช่วยสนับสนุนครอบครัว ให้สามารถเลี้ยงดูบุตรหลานของเขาได้เติบโตอย่างเคารพคุณค่าในตัวเองและของผู้อื่น ผมมองว่าพวกเราต้องยอมรับกันก่อนว่าเราต่างมีความรับผิดชอบในสังคมที่หล่อหลอมเป็น เด็กขึ้นมา หากเราไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กแล้ว โดยสร้างการมีส่วนร่วมของเด็กในการ กำหนดอนาคตของตัวเองแล้ว ผมเองก็มองไม่ออกว่าเราจะสร้างสังคมแบบใดให้กับอนาคตของชาติของเรา แต่ในทาง กลับกันครับ พวกเราทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในสภาทรงเกียรติแห่งนี้กำลังร่วมกันสร้าง ระเบิดเวลา ร่วมกันทำให้เด็กคนหนึ่งผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไม่เคารพ ในคุณค่าชีวิตของตัวเองและผู้อื่นอีกต่อไป ผมขอย้ำครับ คำพูดที่คุณศศินันท์ เพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลได้อภิปรายในเบื้องต้นว่า It takes a village to raise a child, it also takes a village to abuse one ขอเป็นภาษาอังกฤษแปลว่า การจะเลี้ยงดูให้เด็กคนหนึ่งเติบโต ขึ้นมาต้องใช้คนทั้งชุมชนกันเลยทีเดียว และในขณะเดียวกันชุมชนก็เป็นคนทำร้ายเด็ก ได้เหมือนกันอย่าตอกย้ำครับ ทำร้ายเด็กกันต่อไป ท่านประธานครับ ชุมชนในที่นี้ที่ผม พูดถึงนี้เป็นชุมชนใหญ่ในฐานะรัฐ ที่เราต้องตั้งคำถามสำคัญว่าเราได้ใช้ทรัพยากรมากพอ หรือยังในการปกป้องเด็กคนหนึ่งจากการเป็นอาชญากรเด็ก หรือเด็ก ๆ ที่รอการเจริญเติบโต ไปด้วย จะเป็นอาชญากรในผู้ใหญ่ในอนาคต เราได้ระดมสรรพกำลังมากพอแล้วหรือยัง ที่จะยับยั้งความสูญเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจริง เรามีพอหรือยัง การแก้ไขปัญหาด้วย การลงโทษ การเพิ่มโทษและการยกเลิกกฎหมายเยาวชนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ที่เราอาจจะจัดการไปได้แค่ ๑ คนในแต่ละครั้ง แต่ในเมื่อสังคมเรายังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงส่วนประกอบที่สำคัญที่ใช้หล่อหลอมยังอยู่จุดเดิม เราแค่รอเวลาเกิดเหตุการณ์ที่ เหมือนหรือคล้ายกันให้เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และเราเพียงแค่รอวันพิพากษากันต่อไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน ผมจึงขอเสนอข้อเสนอ ๓ ข้อที่เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะใกล้และ ระยะกลาง และข้อเสนอ ๑ ข้อซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวให้กับรัฐ ในฐานะผู้ปกครอง ดูแลประชาชนทุกคนที่ต้องทำหน้าที่คุ้มครอง พัฒนา และเยียวยาเด็กและเยาวชนของเรา อย่างจริงจัง ดังนี้
ข้อ ๑ เราต้องเอาจริงเอาจังกับทรัพยากรและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ อย่างนักสังคมสงเคราะห์ ให้เข้าถึงเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้ง่าย เริ่มจากสถานศึกษาก็ได้ ให้สามารถเฝ้าระวังให้คำปรึกษาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กในวันที่เขาไม่มีใคร ผมขอย้ำ นะครับ เราทุกคนเคยเป็นมาก่อน แล้วย่อมรู้ดีครับ มันเจ็บที่วันนี้เราไม่มีใคร ลองคิดดูครับ หากเป็นเด็กจะเจ็บมากกว่าเราแค่ไหน ผมขอเสนอให้ทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องและโดยเฉพาะ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกำหนดให้ผู้ที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ต้องมีวุฒิสังคม สงเคราะห์เท่านั้น เพราะเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเท่านั้น
ข้อ ๒ ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองเด็กในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชนที่สามารถเข้าถึงและคุ้มครองเด็กได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงาน จัดการ รายกรณีโดยยึดประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Child Base Interest
ข้อ ๓ ที่เป็นระยะสั้นและระยะกลาง ต้องมองว่าการเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมในฐานะเด็กและเยาวชนที่ได้กระทำผิดไม่ใช่การสำเร็จโทษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ การบำบัดฟื้นฟูคืนเด็กดีกลับสู่สังคม ผมทราบว่าเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพในกรมพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชนก็ทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้โอกาสเด็กที่เคยก้าวพลาดได้กลับคืนสู่ สังคมและครอบครัว เราต้องเปลี่ยนมุมมองนี้ให้กับสาธารณะได้โดยเร็วที่สุด และภาครัฐต้อง เร่งสนับสนุนในด้านนี้ให้มากที่สุด การแก้ไขปัญหาในระยะยาวคือการนำเรื่องสิทธิเด็ก สุดท้าย ในระยะยาวคือเรื่องสิทธิเด็กและการให้ความคุ้มครองเด็กกลับไปอยู่ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศไทย อันนี้จะเป็นการแก้ไขในระยะยาว ท่านประธานครับ เราคือคนรอบตัวของเด็ก และเราทุกคนมีหน้าที่เลี้ยงดูเด็กให้เติบโต และขอยกคำของคุณป้ามล คุณทิชา ณ นคร แห่งบ้านกาญจนาภิเษก มาให้เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ได้ฟัง และรวมถึงประชาชนที่ชมการอภิปรายครั้งนี้ฟังว่า ถ้าดูแลคนในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง มนุษย์จะงอกงาม ขอบคุณครับท่านประธานครับ