สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยค่ะ ก็ต้องบอกว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจมาก ๆ ในปัจจุบัน ตัวดิฉันเองก็เรียกว่าให้ความสนใจมากเลย มันไม่ใช่แค่ครั้งแรกด้วยค่ะท่านประธาน เพราะว่า เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันก็ติดตามข่าวสาร มันก็มีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องครูเวร ซึ่งก็เกิดขึ้น ในเขตพื้นที่ของดิฉัน นั่นก็คือเขตตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงรายค่ะ ซึ่งเราก็ได้ร้องเรียนไปยัง ทางกระทรวงศึกษาธิการให้เขาเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคลากรและ นักเรียนในโรงเรียน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้มี ข้อสั่งการออกมาให้ยกเลิกในที่ประชุม ครม. ทันที และมาในวันนี้อีกครั้งหนึ่งก็ต้องมาเจอ ข่าวที่เรียกว่าต้องสลดใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็น วันนี้เกิดเหตุ ความรุนแรงในโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดเหตุด้วยต้นเหตุอะไร ก็ตาม ความรุนแรงไม่สมควรที่จะต้องเกิดขึ้นอีกแล้วภายในโรงเรียน อะไรคือความรุนแรง ในโรงเรียนค่ะ ๑. คือความรุนแรงทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเตะ ต่อย หรือตบ ใช่ไหมคะ ๒. ความรุนแรงทางด้านจิต Psychological Violence การใช้คำพูด การทำให้คุณรู้สึก นักเรียนรู้สึกโดดเดี่ยว หรือว่าการถูกกีดกันออกจากสังคมหรือกลุ่มเพื่อน ๓. ความรุนแรง ทางเพศ หรือว่า Sexual Violence นั่นก็คือการทำร้ายหรือว่ารวมไปถึงการถูกล่วงละเมิด ทางเพศด้วย ๔. การใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายหรือว่าเป็นการข่มขู่ก็ตาม ๕. ก็คือ การ Bully ไม่ว่าจะเป็นการ Bully ด้วยคำพูด และปัจจุบันนี้ก็จะเป็นมีรวมถึงเรื่อง Cyberbullying ด้วยค่ะ ดิฉันอยากจะขอพูดในสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งในการขอการเพิ่มแล้วก็ ยกระดับความปลอดภัยทั้งโรงเรียนในด้านบุคลากรและเทคโนโลยี ซึ่งจะสร้างให้โรงเรียนเรา เป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง เป็นพื้นที่ที่ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน บุคลากร หรือว่าคุณครูที่อยู่ ในโรงเรียนสามารถรู้สึกปลอดภัย ให้กลุ่มนักเรียนแล้วเด็ก ๆ เหล่านั้นสามารถรู้สึกว่าเขาได้ อย่างเต็มที่ในช่วงวัยของเขา เขาได้เล่นอย่างเต็มที่และปลอดภัยในกลุ่มของเขา วันนี้ ผู้ปกครองเองก็ควรจะได้รับความสบายใจในการส่งบุตรหลานให้เข้ารับการศึกษา การป้องกันแบบเทคโนโลยีเป็นอันหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันบุคลากรที่ต้องเผชิญกับ อันตรายต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบ ตรวจจับความเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนหรือว่าการตรวจเช็กอาวุธต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้า โรงเรียน หรือว่าจะเป็นการ Program จำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ต้องบอกว่า ทางสหรัฐอเมริกาเองเขาก็ได้เริ่มมีการพัฒนาใช้ Program เหล่านี้แล้วเพื่อจำลองสถานการณ์ ในการที่จะพบปะกับสถานการณ์ต่าง ๆ ค่ะ ในด้านบุคลากรเองดิฉันไม่ได้พูดถึงว่าเราจะเพิ่ม บุคลากรที่ดูแลรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาบุคลากรให้พวกเขาเหล่านั้น มี Training Program ที่ดีขึ้น เพื่อที่จะให้เขารับมือกับสถานการณ์ รับมือเบื้องต้นกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่พนักงานต่าง ๆ หรือว่าเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ จะมาถึง แต่การป้องกัน ด้วยการรักษาความปลอดภัยอย่างเดียวก็คงไม่เพียงพอค่ะท่านประธาน เพราะว่าพอเรามาดู ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ ผู้ก่อเหตุก็คือเป็นนักเรียน แล้วสาเหตุมันอาจจะยังไม่ทราบ อย่างชัดเจน แต่เหตุผลหลัก ๆ ในหลายเหตุการณ์มันก็เกิดมาจากการถูก Bully ถูกกลั่นแกล้ง จนทนไม่ไหว จนทำให้ส่งผลไปถึงความรู้สึกทางจิตใจ และก็ส่งผลไปถึงความรุนแรงต่าง ๆ ที่จะออกก่อเกิด มาในทาง Physical หรือว่าทางร่างกาย ดิฉันคิดว่าเราควรจะมีวิธีการแก้ปัญหา Bully เหล่านั้นให้หมดไปจากโรงเรียน หากเราสามารถจัดการในระดับโรงเรียนได้แล้วนั้น ดิฉัน เชื่อว่าในระดับสังคมเราจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ดิฉันขอแนะนำวิธีหนึ่งที่ได้รับการที่น่าสนใจ จากอาจารย์แห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นั่นก็คือการใช้ศิลปะมาบำบัด หรือที่เขา เรียกว่า Expressive Arts Therapy คือเด็กนี้ ถ้าสมมุติเขาได้ Express หรือว่าได้ออกมา วาดภาพอะไรต่าง ๆ ในหัวสมองเขาว่าเขาคิดอะไรอยู่ มันจะเป็นกระบวนการกระบวนหนึ่ง ที่จะช่วยคัดกรองได้ว่าเด็กคนนั้นเขามีความรู้สึกอย่างไร ภาพจะบ่งบอกและบอกได้ว่าเขาคนนี้ มีความคิดอย่างไร จัดอยู่ในกลุ่มผู้ถูกกระทำหรือจะอยู่ในกลุ่มผู้ที่จะสร้างความรุนแรง ในสังคม ศิลปะบำบัดจะช่วยในด้านจิตวิทยาตรงที่ว่าครูเองก็จะสามารถประเมินภาวะของ เด็กกลุ่มนั้นได้ด้วยก่อนที่จะให้คำแนะนำ สามารถทำประวัติกลุ่มเสี่ยงก่อนที่สถานการณ์ รุนแรงต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในโรงเรียนได้

ดิฉันขออนุญาตพูดถึงสถิติจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สถิติ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ วัยที่เป็นช่วงที่ก่อคดีมากที่สุดคือวัยมัธยมศึกษา คิดแล้วเป็น ๖,๓๐๖ คดีด้วยกัน หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ ๕๑.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเด็กวัยนี้เขามีอารมณ์ที่คึก คะนองและเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ นอกจากการดูแลทางโรงเรียนแล้วดิฉันว่าสถาบันของ ครอบครัวก็เป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ ถ้าครอบครัวจะช่วยดูแลเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับ พวกเขา เป็นพื้นที่ที่เขาสามารถพูดคุยและปรึกษาไม่ให้พวกเขาได้รู้สึกถูกทอดทิ้ง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเราหันมาใส่ใจกับครอบครัวมากขึ้น เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน สุดท้ายนี้ ค่ะท่านประธาน แม้ในช่วงนี้ประเทศเราจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโรงเรียนและนักเรียน เกิดขึ้น แต่ก็ยังโชคดีขณะที่มันไม่ได้ยกระดับความรุนแรงไปเหมือนที่ต่างประเทศเกิดขึ้น ดิฉันก็ขอแค่ภาวนาว่าจากนี้ไปเราต้องมีวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้มีความรุนแรง ในโรงเรียนเกิดขึ้นอีกแล้ว และสุดท้ายนี้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แล้วก็ในฐานะคุณแม่ ของลูกสาว ดิฉันขอให้รัฐบาลนี้ทำให้โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อลูกหลานแล้วก็ คนไทยอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณค่ะท่านประธาน