สิริลภัส หารือปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก เสนอเยียวยาจิตใจ-ปรับหลักสูตรเร่งด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

สิริลภัส กองตระการ หารือปัญหาความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง โดยนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยและสื่อประกอบเพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอแนวทางการป้องกันและเยียวยาทางจิตใจอย่างเป็นระบบ ผ่านการเลี้ยงดูเชิงจิตวิทยา การมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน การปรับหลักสูตรการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงการงดสัมภาษณ์เด็กโดยตรงเพื่อป้องกันการซ้ำบาดแผล

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบางกะปิ วังทองหลางกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรก ที่สร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อสภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักเรียน ครู ที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมไปถึงผู้ปกครองด้วยค่ะ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอสไลด์แรกเลยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

เคสแรก เด็กคนนี้ ถูกเพื่อนล้อเลียน ทำร้ายร่างกายจนมีความเก็บกดทนไม่ไหว ขโมยปืนพ่อเพื่อมาก่อเหตุ ล้างแค้น สไลด์ถัดไปเด็กนักเรียนชั้น ม. ๓ ถูกเพื่อนร่วมห้อง Bully เรื่องฐานะของครอบครัว ทนไม่ไหวใช้มีดถางหญ้ามาฟันเพื่อนบาดเจ็บ ๒ คน เรามาดูสถิติการก่ออาชญากรรมที่เกิดจาก เด็กและเยาวชนกันนะคะ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนรวบรวมรายงานสถิติคดี ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็พบว่าช่วงวัยที่ก่อคดีมากที่สุดอยู่ที่มัธยมศึกษา คิดเป็น ๕๑.๒ เปอร์เซ็นต์ และรองลงมาคือประถมศึกษาคิดเป็น ๑๗.๕๗ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันว่าประเด็น ที่เราควรจะมาพิจารณาทบทวน ๑ ประเด็นปัจจัยสำคัญเลยคือ เรื่องของความรุนแรง ในครอบครัว การที่เด็กเติบโตมาด้วยการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อทำร้ายแม่ หรือว่าแม่ทะเลาะกับพ่อทั้งร่างกายและจิตใจ จะส่งผลทำให้มีการส่งต่อพฤติกรรม ความรุนแรงนี้จากผู้ปกครองสู่ตัวเด็กค่ะ มีบทความและการศึกษาจากต่างประเทศ ดิฉัน อยากยกตัวอย่างให้ทุกท่านได้ดู อย่างเช่นบทความเรื่อง Family to Kill ที่มีการค้นคว้า จากภาควิชาสังคมวิทยาและอาชญากรรมของมหาวิทยาลัยประจำรัฐเคนต์ ก็ได้ให้ข้อมูลทาง สถิติไว้ว่าร้อยละ ๒๖ ของผู้ต้องขังที่มีการกระทำผิดในข้อหาฆาตกรรมเคยมีประสบการณ์ โดนทำร้ายร่างกายจากคนใกล้ชิดในครอบครัวมาก่อน หรือจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย วิสคอนซินว่าช่วงวัย ๐-๑๑ ปี คือช่วงอายุที่หากเด็กโดนทำร้ายร่างกายและจิตใจจะส่งผล กระทบอย่างมากในเรื่องของความเสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรมและความรุนแรงค่ะ และ บทความล่าสุดเลยจาก The Standard ที่มีการสัมภาษณ์ แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ ว่าปัจจัย ๔ ส่วนในการก่อเหตุความรุนแรงของผู้เยาว์ คือ

ประเด็นแรก ปัจจัยตัวเด็ก เรื่องของการจัดการอารมณ์ การรับมือกับอารมณ์ ที่แตกต่างกันออกไป ปัจจัยเรื่องของการใช้ความรุนแรงในครอบครัว การใช้ความรุนแรง ทั้งร่างกายและจิตใจด้วยการส่งต่อผ่านคำพูดที่ด้อยค่าในตัวเด็ก การใช้ความรุนแรง ในโรงเรียน และชุมชน และสื่อที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ในสังคม Online ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นดิฉันว่าในทุกมิตินี้เราต้องร่วมกันแก้ปัญหา อันดับแรกคือต้องส่งเสริมการเลี้ยงดู ลูกเชิงจิตวิทยา เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ใช้เหตุและผล ใช้หลักจิตวิทยาในการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับลูก เสริมสร้างความฉลาดทางด้านอารมณ์ หรือว่าสอนลูกให้สามารถรู้ เท่าทันอารมณ์ แล้วก็สามารถรับมือกับอารมณ์ต่าง ๆ ของเขาได้ ในปัจจุบันนี้มี Page หรือว่า Influencer หลายท่านเลยที่ได้นำเสนอข้อมูลการเลี้ยงลูกเชิงจิตวิทยาดังที่สไลด์ดิฉันได้ขึ้น ให้ดูนะคะ

ประเด็นที่ ๒ คือการช่วยกันสอดส่องดูแล อย่าเห็นว่านั่นเป็นเรื่องของ ภายนอกของเรา เป็นเรื่องของครอบครัวเขาเราไม่สนใจ เพื่อนบ้านและชุมชนจะต้องคอย สอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสให้กับตำรวจในกรณีที่เกิดการใช้ความรุนแรงในครอบครัว รวมไปถึงเราต้องรณรงค์ให้เด็กรู้เท่าทันสื่อใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ด้วยนะคะ รวมไปถึงตัว สื่อมวลชนเองก็ไม่ควรที่จะนำเสนอชื่อหรือวีรกรรมของผู้ก่อเหตุมากจนเกินไป เพราะนั่นจะ ทำให้เด็กรู้สึกว่า โอ้ นี่คือสิ่งที่เท่ห์จังเลย เราอยากจะมีตัวตน เราอยากจะทำแบบนี้บ้างส่งผล กระทบให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

ข้อเสนอแนะในระยะสั้นที่ดิฉันอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปพิจารณาและ ดำเนินการต่อไปในระยะสั้น ยกตัวอย่างเหตุการณ์กราดยิงในอเมริกาก็มีแนวทางในการ ประเมินสภาพจิตใจเด็กอย่างทันท่วงที ทันทีเมื่อเกิดเหตุเลยโดยต้องประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ โดยละเอียดเพื่อระบุสาเหตุของ Coma ประเมินว่าเด็กมีภาวะ PTSD ไหม ภาวะเครียด ภาวะกดดัน ภาวะซึมเศร้า เพื่อที่จะบำบัดรักษาได้อย่างถูกต้องนะคะ รวมไปถึงการเฝ้าและ สังเกตพฤติกรรมและการสื่อสารอย่างระมัดระวัง ให้เด็กได้มีโอกาสได้เล่าบอกถึงความรู้สึก ที่เขามีอยู่ และการรณรงค์ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการบำบัดสภาพจิตใจของเด็กด้วยค่ะ และดิฉันขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนทุกสำนักนะคะ อย่าเลยค่ะ อย่าไปสัมภาษณ์เด็กว่ารู้สึก อย่างไร ไหนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังหน่อยสิ เพราะนี่จะเป็นการสร้างบาดแผลทางจิตใจ ที่ซ้ำไปซ้ำมาให้กับเด็ก ทำให้เด็กต้องเอาตัวเองพาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ เรามา ช่วยกันนำเสนอดีกว่าว่าภาครัฐเยียวยาอย่างไร หรือว่าติดตามการทำงานของภาครัฐดีกว่า ว่าเขาจะเยียวยาให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้อย่างไร

ในระยะกลางเราควรจะต้องประเมินสุขภาพจิตเด็กทั้งก่อนและหลังเปิดเทอม ทำเลยค่ะจริง ๆ ตอนนี้มี Application แล้วชื่อ Application Hero ที่กรมสุขภาพจิตทำงาน ร่วมกับ สพฐ. แต่ดิฉันอยากรณรงค์ให้มีการประชาสัมพันธ์และรณรงค์การใช้มากขึ้น เราจะ ได้เห็นสัญญาณว่าเมื่อเด็กเปิดเทอมมาเขาเจออะไรมาบ้าง หรือปิดเทอมแล้วกลับไปอยู่ที่บ้าน เขาต้องเจออะไรมาบ้าง เมื่อเรามีข้อมูลแล้วเราก็จะสามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์ ของเด็กในแต่ละคนนั้นเขาต้องเผชิญกับอะไร รวมไปถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก ให้เขาได้มีโอกาสได้พูดคุยบอกเล่าความรู้สึกกับเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครู หรือผู้ปกครอง

ในระยะยาวควรมีการปรับหลักสูตรการศึกษา เช่น การช่วยชีวิตคนขั้นต้น การซ้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือเพิ่มหลักสูตรสุขภาพจิตให้เด็กรู้เท่าทันอารมณ์ และสามารถรับมือกับปัญหานั้นได้ ถ้ากรณีนักจิตวิทยาไม่เพียงพอ ดิฉันก็เคยอภิปรายไปแล้วว่า นักจิตวิทยาของเด็กมีการกระจุกตัวและไม่เพียงพอ เราเพิ่มทักษะเรื่องจิตวิทยาให้กับ ครูแนะแนวได้ไหมคะ ให้ครูแนะแนวมีทักษะเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงเราควรจะต้อง ประเมินสภาพจิตใจของครูในทุก ๆ เทอมด้วย นอกจากนี้เราควรปลูกฝังให้เด็กทั้งผู้ใหญ่เลย สังเกต Red Flag หรือว่าสัญญาณอันตรายที่ผู้ก่อเหตุจะส่งมาให้กับพวกเราได้จับสัญญาณ ดิฉันอยากให้ทุกท่านได้ดูคลิปนี้ค่ะ ขออนุญาตเปิดคลิปค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ขออนุญาตนิดเดียว นะคะท่านประธานอีกประมาณ ๑ นาที เพื่อที่จะอภิปรายเพิ่มเติมให้เพื่อที่ผู้พิการทางสายตา ที่ได้ฟังการอภิปรายอยู่ได้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น นั่นคือคลิปวิดีโอที่เด็กชาย ม. ปลายคนหนึ่ง ได้เขียนข้อความไว้บนโต๊ะแล้วก็มีคนมาโต้ตอบ มีการเขียนข้อความโต้ตอบกัน แต่ว่าทั้งคู่ยัง ไม่เคยเห็นตัวจริงซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายชายเองก็พยายามมองหาเจ้าของลายมือนั้นมาตลอด จนวันหนึ่งก่อนที่จะมีการปิดเทอมมีการเขียนสมุดที่ระลึกกัน แล้วก็รูปแบบตัวอักษรนั้นก็ได้ ไปสะดุดตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของลายมือ แต่ว่าก่อนที่ทั้งคู่จะได้เริ่มต้นบท สนทนากันอย่างที่จะเห็นหน้า มีเด็กอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมปืนแล้วก็เสียงกรีดร้องของ นักเรียนเกิดขึ้น ในวิดีโอนี้ได้บอกว่า ในขณะที่คุณกำลังดูเด็กชายที่กำลังตามหาเจ้าของลายมือนั้นอยู่ ในขณะเดียวกันมีตัวละครอีกตัวละครหนึ่ง ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านหลาย ๆ ท่านอาจจะมองข้ามไป คือเด็กที่ถือปืนเข้ามาก่อเหตุ เขาอยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์ของเด็กผู้ชายที่เป็นตัวละครหลักเลย เขาอ่านหนังสือเรื่องปืน โดนกลั่นแกล้ง Post รูปตัวเองกับปืน ดูวิดีโอเรื่องการใช้ปืนตั้งแต่ต้น จนจบเรื่องราวเลยค่ะ แต่เราไปดูแค่เส้นทางการตามหาเจ้าของลายมือของเด็กผู้ชาย แต่เรา ไม่ได้สังเกตเด็กที่กำลังส่งสัญญาณอันตรายของความรุนแรงเลย นี่เป็นคลิปที่สอนเราได้มาก เลยว่าถ้าเราช่วยกันสอดส่องดูแลหรือจับสัญญาณอันตรายนี้ได้ เราจะมีเปอร์เซ็นต์ในการ ป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งดิฉันไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ