สิทธิพล ชี้นักเรียนถูกกลั่นแกล้งโดดเดี่ยว ขอเร่งแก้ความรุนแรงในโรงเรียน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนโดยเน้นผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอแนวทางลดวัฒนธรรมอำนาจนิยม ส่งเสริมทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน ผลักดันการดูแลเด็กปฐมวัยอย่างเข้มแข็งผ่านนโยบายสวัสดิการและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงเสนอให้สภาสนับสนุนญัตติด่วนเพื่อเร่งให้รัฐบาลกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจาให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกัน ให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเป็น รูปธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมลุกขึ้นอภิปรายไม่ใช่แต่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ แต่ยังอภิปรายในฐานะคุณพ่อของลูก ๒ คน คนโตอายุ ๑๐ ขวบ คนเล็กอายุ ๘ ขวบ ที่วันนี้ยังต้องไปโรงเรียนทุกวัน ก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตครับ ไม่ควรมีนักเรียนคนไหนที่ต้องไปโรงเรียนแล้วเผชิญความรุนแรง ไม่ว่าต่อร่างกายหรือจิตใจ ไม่ว่าระหว่างเด็กนักเรียนด้วยกัน หรือระหว่างเด็กกับคุณครู ในฐานะพ่อที่มีลูกเล็กฟังแล้ว ก็เห็นใจคนเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ของผู้ก่อเหตุหรือคุณพ่อคุณแม่ของ ผู้เสียชีวิต ความสูญเสียของนักเรียนจากความรุนแรงในโรงเรียนเช่นในกรณีนักเรียน ชั้น ม. ๒ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาไม่ใช่กรณีแรก และเอาจริงคือเกิดมาหลายครั้ง เราจะปล่อย ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกกี่ครั้งครับ งานวิจัยของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน หลายจังหวัด หรือ Child Watch ในปี ๒๕๖๕ ซึ่งสำรวจเด็กและเยาวชนมากถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ พบว่าเด็กที่อยู่ในระดับมัธยม อาชีวะ ปวช. ปวส. มากถึง ๑ ใน ๑๐ หรือ ๗๐,๐๐๐ คน กำลังตกอยู่ในภาวการณ์ใช้ความรุนแรงครับ ถ้าเทียบกับทั่วโลกปัจจุบันไทย ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ ๔ ของประเทศที่มีเด็กรังแกกันในโรงเรียนมากที่สุด ปัญหาการรังแกกัน ในโรงเรียนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจาก Social Media จากอินเทอร์เน็ต เด็กที่ถูกรังแกหรือ ล้อเลียนประสบภาวะเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน ความรุนแรงเหล่านี้ ยังส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและผลการศึกษา นักเรียนที่เป็นเหยื่อพบว่ามีผลการเรียน ตกต่ำ รู้สึกโดดเดี่ยว มีแนวโน้มเลิกเรียนเมื่อจบระดับชั้นมัธยมศึกษาสูงกว่าเพื่อน ๆ ทั่วไป งานวิจัยยังพบอีกว่า นักเรียนคนหนึ่งเป็นได้ทั้งเหยื่อและผู้ก่อความรุนแรงในตัวคนเดียวกัน ความรุนแรงไม่ได้ก่อ ผลกระทบเฉพาะปัจจุบันเท่านั้น ส่งผลต่อเนื่องยาวนาน บางคนส่งผลไปตลอดชีวิต เด็กที่ ได้รับความรุนแรงตั้งแต่อายุยังน้อยพบว่ามีผลต่อพัฒนาการทางสมอง นอนไม่หลับ พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้านสังคม เสี่ยงใช้ยาเสพติด และก่ออาชญากรรมในอนาคต บางคน รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่าจนนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง สาเหตุที่ทำให้นักเรียนถูกรังแก ได้แก่ ความผิดปกติทางกาย ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ ผมในฐานะ นักเศรษฐศาสตร์เราพบว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีผลครับ งานวิจัยพบว่าความเหลื่อมล้ำ หรือการแตกต่างทางรายได้ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลันมีผลทำให้ ความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในแง่เศรษฐกิจความรุนแรง ผลกระทบต่อการพัฒนาคน ๑ คน นั่นคือ ทุนมนุษย์ของประเทศ ความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นทั่วโลกคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ต่อปีสูงถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นี่ยังไม่รวมต้นทุนในอนาคตที่พบว่านักเรียนเหล่านี้ เมื่อโตไปกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบใช้ความรุนแรง ก้าวร้าว หรือเสี่ยงเป็นอาชญากร ท่านประธานครับ ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต หรือ Think Forward Center โดยผู้อำนวยการ อาจารย์เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน รวบรวมประสบการณ์จากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ องค์การอนามัยโลก มีข้อน่าสนใจหลายประการ ผมขอเอามาฝาก ๓ ข้อ

ประการแรก เราจำเป็นต้องขจัดอำนาจนิยมในโรงเรียน อำนาจนิยมคือ บ่อเกิดสำคัญของความรุนแรง โรงเรียนต้องลดการใช้วัฒนธรรมอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการสื่อสาร การทำโทษ การให้รุ่นพี่สามารถสั่งรุ่นน้อง หรือกระทั่งการใช้อำนาจระหว่าง ผู้บริหารสถานศึกษากับคุณครู ซึ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรง ในโรงเรียน สิ่งที่โรงเรียนต้องพยายามทำคือส่งเสริมการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นการจัดการก็สำคัญครับ งานวิจัยพบว่าต้องทำ อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้า ไม่เกรงใจว่าเป็นลูกของใครหรือใครเป็นคนทำ การจัดการที่รวดเร็ว ช่วยลดโอกาสเกิดความรุนแรงต่อไป การเยียวยาและฟื้นฟูก็สำคัญ ต้องทำอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง ฉะนั้นโรงเรียนและระบบการศึกษาต้องชัดเจนว่าจะมีแนวปฏิบัติอย่างไรในการ จัดการหากเกิดความรุนแรงขึ้นเพื่อระงับได้ทันท่วงที ในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ออกแนว ปฏิบัติชัดเจนเลยว่าหากเกิดกรณีความรุนแรงขึ้น คุณครู ผู้ปกครอง หรือโรงเรียนต้องมีหน้าที่ อย่างไรบ้าง

ประการที่ ๒ การศึกษาต้องเน้นทักษะทางสังคมและทางอารมณ์มากขึ้น การศึกษาที่เน้นเฉพาะการแข่งขันมีส่วนทำให้นักเรียนขาดการพัฒนาทักษะทางสังคม ทางอารมณ์ มีแนวโน้มทำให้เกิดพฤติกรรมแตกแยก เป็นจุดเริ่มต้นของการกลั่นแกล้งและใช้ ความรุนแรง ฉะนั้นระบบการศึกษาและโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทำอย่างไร ให้คุณครู ให้นักจิตวิทยาสามารถเพิ่มพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ให้กับนักเรียนให้ได้

ประการสุดท้าย การให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมช่วงปฐมวัย อย่างที่ เรียนท่านประธานไปครับ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน ฐานะยากจนฉับพลัน เป็นปัจจัยเพิ่มความรุนแรง ดังนั้นอย่างที่พรรคก้าวไกลเสนอตลอดมา รัฐบาลควรสนับสนุน สวัสดิการช่วงปฐมวัยให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน การสร้างศูนย์ดูแลเด็กเล็กตั้งแต่ ๖ เดือนจนถึงช่วงอนุบาลหรือประถมศึกษา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีความสามารถในการรับมือความรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตไว้สำหรับคุณครูหรือผู้ปกครอง เพื่อป้องกันปัญหา ข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจ จากสถิติพบว่านักเรียนที่ถูกกลั่นแกล้งมักสันโดษ หรือแปลกแยกเวลาอยู่ที่โรงเรียนมากกว่านักเรียนปกติถึง ๓ เท่า และมีแนวโน้มขาดเรียน เป็นประจำสูงกว่าเด็กปกติ ๒ เท่า ดังนั้นคุณครูหรือผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตเพื่อจะได้ ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทุกท่านครับ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ปราศจาก ความรุนแรงและทุกคนเข้าถึงได้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกสังคมต้องให้ความสำคัญ เด็กทุกคน ควรมีสิทธิไปโรงเรียนอย่างปลอดภัย ไม่มีเด็กคนไหนควรต้องกลัวการไปโรงเรียนหรือ ทุกข์ใจกับการไปโรงเรียน ท่านประธานครับ ดังนั้นผมขอสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ร่วมกันให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม กราบขอบคุณครับ