วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่เพิ่มความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต วิพากษ์การเปิดเผยข้อมูลก่อนข้อเท็จจริงชัดเจนซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กพิเศษและครอบครัว และเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแทนการเรียกร้องลดอายุความรับผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ถ้าท่านประธานติดตามผมก็จะทราบว่าในทุกเวทีนี้ผมย้ำอยู่เสมอว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ ปลอดภัยทั้งกายและใจของทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียน ทั้งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง บุคลากร ทางการศึกษาและรวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาด้วย แต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้เราเกิดอะไร ในโรงเรียน ครูทำร้ายนักเรียน อย่างกรณีล่าสุดใช้เข็มมาเจาะปากนักเรียน ป. ๒ ยกห้อง อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าผีเจาะปาก ครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนผู้อำนวยการ ล่วงละเมิดทางเพศครู นักเรียน Bully กัน กีดกันเพื่อน โดดเดี่ยวเพื่อน ล้อเลียน ด้อยค่าเพื่อน ความรุนแรงภายในโรงเรียนหลายกรณี ปัจจุบันถึงกับมีการใช้อาวุธเข้าประหัตประหารกัน จนถึงขั้นเสียชีวิต ล่าสุดที่หน้าวิทยาลัยอาชีวะแห่งหนึ่ง ๙ ต่อ ๑ รุมกันจนเสียชีวิต และล่าสุดเหตุเกิดขึ้นที่โรงเรียนในย่านพัฒนาการจนมีนักเรียนถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ใช้อาวุธทำร้ายภายในโรงเรียนจนเสียชีวิตเหมือนกัน เมื่อมีความสูญเสียเกิดขึ้น ผมยืนยันว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการก่อนเป็นลำดับแรกก็คือการเยียวยาแล้วก็ดูแลสภาพจิตใจของผู้สูญเสีย และครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างทันท่วงที และที่สำคัญที่สุดต้องเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงสำคัญมากครับ แต่ความเห็นภายใต้ความไม่จริง นี่ครับอันตราย ทุกท่านทราบดี อยู่แล้วว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วก็เปราะบางมาก ๆ การเผยแพร่ข่าวสารหรือให้ความเห็นในขณะที่ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ ยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริง ส่วนไหนควรเปิดเผย ข้อเท็จจริงส่วนไหนต่อให้จริงก็ควรปิด การแสดงความคิดเห็นและ คาดการณ์ต่าง ๆ มีแต่จะสร้างผลกระทบในเชิงลบต่อสังคมในวงกว้าง ทำให้ผู้ที่ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่ย่านพัฒนาการ ผมไม่สบายใจอย่างมากที่มีการกล่าวถึงเด็กพิเศษ ทั้ง ๆ ที่การสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่มีการสอบปากคำผู้ต้องหา ไม่มีพยานเลยแม้แต่ปากเดียวที่ถูกสอบ อย่างจริงจังตามกระบวนการ เกิดอะไรขึ้นครับ ทำให้เด็กพิเศษ ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครอง ของเด็กพิเศษที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงใด ๆ ถูกเหมารวม ถูกมองจากสังคม ในแง่ที่ไม่ดี ถูกเพื่อนนักเรียน เพื่อนผู้ปกครองตั้งแง่จนเกิดความโกลาหลในหมู่การศึกษา ไปหมด ผมเข้าใจดีจากกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ผมได้ยินเสียงกระแสสังคมมาเยอะกรณีที่ ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน กระแสสังคมเกิดอะไรขึ้นครับ กระแสสังคมส่วนหนึ่งเรียกร้องให้มี การปรับลดอายุเด็กและเยาวชนในการรับโทษทางอาญา บางคนบอกว่าให้ลงมาเหลือ ๑๒ ขวบบ้าง ต่ำกว่านั้นก็มี ในสภาวะที่อารมณ์ของสังคมเดือดดาล ผมเข้าใจว่าแนวคิด ในลักษณะนี้ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ท่านประธานครับเรื่องนี้สำคัญมาก แต่ถ้าหากเราวางใจ เป็นกลางแล้วดึงสติทบทวนให้ดี แล้วถามตัวเองว่าการปรับลดอายุเด็กและเยาวชนในการ รับโทษจะแก้ไขปัญหานี้ได้จริง ๆ หรือ ในเมื่อผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็บอกอยู่เสมอไม่ใช่ หรือครับว่าเด็กที่กระทำผิดจำนวนไม่น้อยหรือส่วนใหญ่ทำโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แล้วถ้า เชื่อว่าเด็กกระทำความผิดนี้เขาไม่คิดหน้าคิดหลัง ทำโดยไม่ไตร่ตรอง แล้วการปรับลดอายุ ในการรับโทษลงมามันจะแก้ปัญหาอะไรได้ครับท่านประธาน กระแสการปรับลดอายุในการ รับโทษของเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นเพราะอะไร ผมไม่โทษกระแสเหล่านี้ แต่ผมถาม ท่านประธานและอยากจะตอบให้ท่านประธานฟังว่ามันเกิดขึ้น เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขและป้องกันปัญหา โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในโรงเรียน ผมเชื่อว่ามาตรการในการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรมคือคำตอบที่สังคมต้องการมากกว่าการปรับลดอายุในการรับโทษทางอาญา ของเด็กและเยาวชนลงมา ถ้ามีมาตรการที่เป็นรูปธรรม เห็นผลชัดเจน ความรุนแรงลดลง การ Bully ถูกยกเป็นวาระ แห่งชาติ ไม่มีใครที่อยากจะเรียกร้องให้ปรับลดอายุลงมาหรอกครับ แล้วผมยืนยันว่าถ้ายังทำ อย่างนี้ ปรับลดอายุลงมาสุดท้ายเหลือ ๑ ขวบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในการทำให้โรงเรียน ปราศจากการ Bully หรือการกลั่นแกล้งรังแก การยกเลิกการใช้อำนาจนิยม อำนาจกดทับ ต่าง ๆ ในโรงเรียนอย่างจริงจัง มีประกาศสิครับ มีมาตรการสิครับ ในการทำงานร่วมกันกับ ผู้ปกครอง และมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องจริงจัง มีนักจิตวิทยา มีจิตแพทย์เข้ามามีส่วนร่วม ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สิครับ เรายังป้องกันไม่ดีเลย เรายังแก้ไขไม่ดีเลย ประชาชนก็ไม่มี ทางเลือกครับ สุดท้ายผมเข้าใจกระแสว่าทำไมต้องเรียกร้องให้ปรับลดอายุ ก็เพราะรัฐบาล ไม่ทำอะไร ครูประจำชั้นและครูผู้สอนเขาควรได้รับการอบรมทักษะจิตวิทยาเด็กขั้นพื้นฐาน และได้รับการวางบทบาทที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการ Bully ในโรงเรียน การ Bully ล้อเลียน ด้อยค่า ต้องไม่ใช่การล้อเล่น ไม่ใช่การที่เด็กเล่นกันอีกต่อไปตามที่ สส. สุภกรพูด มีการใช้เวลาในช่วง Homeroom ในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ในทางปฏิบัติ มีการพูดคุยกับ นักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้มีส่วนร่วมในการขจัดการ Bully ให้หมดไปจากสังคมโรงเรียน ให้ได้ การ Bully ไม่ใช่เพียงนักเรียนกับนักเรียนเท่านั้นครับ ครูกับนักเรียนก็ด้วย ครูกับครู ก็ยิ่งตัวดีเลย ผู้บริหารสถานศึกษากับครูก็ต้องไม่มีด้วย โรงเรียนต้องปราศจากการกลั่นแกล้ง รังแกอย่างสมบูรณ์ ทุกคนในโรงเรียนต้องรู้สึกปลอดภัยโดยไม่มีข้อยกเว้น นักเรียนที่มี ข้อสังเกตว่ามีพฤติกรรมรุนแรงหรือมีปัญหาในด้านทักษะสังคม โรงเรียนต้องมีมาตรการ ในการดูแลและติดตามกรณีนี้เป็นการเฉพาะ มีการทำงานร่วมกันกับผู้ปกครอง อย่างจริงจัง มีกลไกในการส่งเคสต่อไปยังนักจิตวิทยาเด็กหรือจิตแพทย์เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการดูแล ตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายดี และในกรณีที่จำเป็นก็อาจจะ มีการให้นักเรียนที่ยังขาดความพร้อมพักการเรียนชั่วคราวเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะมีความเห็นให้กลับเข้าร่วมเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นอย่างไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยสรุปครับท่านประธาน สิ่งที่เรายังขาดคือมาตรการในการแก้ไขและป้องกันปัญหา ความรุนแรงการ Bully และการใช้อำนาจนิยมภายในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรมที่ประชาชน ไว้วางใจและเชื่อถือได้ว่าปัญหาเหล่านี้จะถูกคลี่คลายและลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีระเบียบ ปฏิบัติและขั้นตอนต่าง ๆ จนทำให้สังคมทั้งสังคมมีความมั่นใจ มากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาลควรดำเนินการคือสิ่งเหล่านี้ แล้วกระแส การปรับลดอายุให้เด็กต้องมารับโทษก็จะคลายตัวลงถ้าเห็นความจริงจัง ความจริงใจ ของรัฐบาล ขอบพระคุณครับท่านประธาน