ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ หารือปัญหาความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษา พร้อมเสนอให้สภาพิจารณาแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเน้นประเด็นสุขภาพจิตวัยรุ่นที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 จากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จึงเสนอใช้บริการจิตวิทยาผ่านระบบเทเลเมดิซีนและประชาสัมพันธ์สายด่วนช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเรียกร้องให้ทบทวนเกณฑ์อายุผู้กระทำผิดและปัญหาการตรวจค้นอาวุธในโรงเรียน เพื่อร่วมกันสร้างแนวทางป้องกันความรุนแรงและส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา
ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันรวมทั้งเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์สูญเสียเด็กนักเรียน ที่เกิดขึ้นใน ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ แล้วก็ยังเป็นความสะเทือนใจของพวกเราทุกคน อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่าเราต้องมาร่วมกันหาแนวทางในการป้องกันแล้วก็แก้ไขไม่ให้ เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เรื่อย ๆ ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ พวกเราต้องมาช่วยกัน ไม่โยนหน้าที่นี้ให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เท่านั้น อย่างที่ดิฉันจะได้กล่าวต่อไปในเรื่อง ญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีเยาวชนก่อความรุนแรง และได้รับความรุนแรงทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อที่จะหามาตรการในการป้องกันต่อไป ท่านประธานคะ ความรุนแรงในโรงเรียนนั้น หมายถึงการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนักเรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำภายในหรือภายนอกโรงเรียนก็ตาม รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อทรัพย์สินโดยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ กักขัง ลักพาตัว การใส่ร้ายป้ายสี การกรรโชกทรัพย์ การบังคับขู่เข็ญ การใช้ความรุนแรงทางเพศ การกลั่นแกล้งกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือ ทาง Social ต่าง ๆ การเผยแพร่ข้อมูลที่หยาบคายรุนแรงผ่านเครือข่ายข้อมูลและการสื่อสาร ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมาก ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเหมือนเป็นยาพิษที่เยาวชนของเรา กินอยู่ทุกวัน เสพอยู่ทุกวันจนทำให้เกิดการซึมซับในพฤติกรรมที่จะก่อปัญหาขึ้นในอนาคตได้ ความรุนแรงในโรงเรียนเป็นปัญหาที่เกิดบ่อย แล้วก็ดูว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรามีรายงาน ผลการวิจัยของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัดที่ทำการสำรวจ เด็กและเยาวชนจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ รายทั่วประเทศ พบว่าเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ปวช. ปวส. ๑ ใน ๑๐ หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ คนตกอยู่ในวังวนของ การใช้ความรุนแรงและใช้กำลังกันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง แล้วก็ที่เราเรียกกันว่า Cyberbully ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การทำร้ายตัวเองบ่อยครั้งมาก จากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่ดิฉันได้กล่าวไปในเบื้องต้นที่มีการใช้อาวุธทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิตที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ในกรุงเทพมหานครนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลย ถ้าเราจะย้อนกลับไป เมื่อปลายปีที่แล้วเมื่อเดือนตุลาคม เหตุการณ์นักเรียนใช้อาวุธปืนกราดยิงในห้างสรรพสินค้า นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่มีผู้เสียชีวิตแล้วก็ผู้บาดเจ็บหลายรายด้วยกัน มีชาวต่างชาติรวมอยู่ในนั้นด้วย ฉะนั้นแล้วมันไม่ได้เกิดแค่ในสถานศึกษาเท่านั้น ภายนอกสถานศึกษาเราก็ได้ยินข่าวนี้กัน บ่อยครั้งจนน่าตกใจ นอกจากเหตุการณ์ที่นักเรียนเป็นผู้กระทำแล้ว ๒ วันที่แล้วก็ยังมี เหตุการณ์ที่นักเรียนถูกกระทำค่ะ ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง ขณะที่กำลังเดินทางไปโรงเรียน เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยคะท่านประธาน ทำไมจึงมี เหตุการณ์ที่เราพยายามจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น แต่กลับเกิดถี่ขึ้นจนเรานั้นคิดว่าผู้ปกครอง เองนั้นจะสามารถดูแลลูกหลานของท่านได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่ดิฉันกำลัง จะบอกไปค่ะ วันนี้นักเรียนที่ถูกทำร้ายแล้วก็ใช้ความรุนแรงแล้ว แม้แต่ครูเองก็ยังอยู่ ในสถานที่ที่ยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้เช่นเดียวกัน ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ครูเวรที่จังหวัดเชียงราย ที่ท่าน สส. วิสาระดีท่านได้เป็นห่วงแล้วก็มีความกังวล อย่างมากที่ครูสตรีท่านหนึ่งถูกทำร้ายภายในโรงเรียน แล้วก็ทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน เมื่อได้ทราบเรื่องท่านเองก็กังวลใจแล้วก็ได้มีการปรึกษาหารือกับทาง หน่วยงาน ทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จนนำมาซึ่งคำสั่งการในการยกเลิกครูเวรขึ้น ฉะนั้นก็ถือว่า เป็นสิ่งที่เมื่อรัฐบาลได้รับทราบแล้ว แล้วก็ดำเนินการหาทางแก้ไข แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ที่ร้ายแรงต่อคณะครู บุคลากรทางการศึกษานั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต อย่างที่ ดิฉันเป็นกังวลที่ได้กล่าวไปว่าเราพยายามป้องกันทุกวิถีทาง แต่ทำไมเรายังได้ยินข่าวเช่นนี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันสะท้อนถึงความผิดปกติของสังคมไทยค่ะ ดิฉันจะไม่ขอกล่าวย้ำ ในความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพราะว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าจะเกิดจากการกดดันจาก สภาพแวดล้อม หรือว่าจากปัญหาสุขภาพจิตของผู้ก่อเหตุเองก็ตาม เพราะดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง มากในขณะนี้ก็คือ สภาพจิตใจของนักเรียนและเยาวชน รวมถึงสุขภาพจิตใจของผู้ปกครอง และบุตรหลานที่ก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อที่จะไปโรงเรียนว่าในวันหนึ่ง ๆ พวกเขาต้อง พบเจอกับอะไรบ้าง ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ดิฉันอยากพูดถึงในวันนี้ก็คือพวกเราและรัฐบาล พวกเรา ต้องมาร่วมมือกันในการที่จะหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก อย่างที่ดิฉันเรียนไปค่ะ ทุกคนถือว่ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บ้าน และสถานศึกษา ผู้ปกครอง พ่อแม่ ครอบครัว และครูมีส่วนสำคัญอย่างมากในการป้องกัน เหตุการณ์เหล่านี้ ผู้ปกครองเองก็อาจจะต้องคอยสังเกตบุตรหลานของท่านอยู่เสมอ ด้วยความใส่ใจ แม้ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปอย่างไรก็ตาม แต่เราต้องอย่าปล่อย ให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวนั้นต้องห่างกันไปด้วยค่ะ สื่อ Social มีอิทธิพล อย่างมากกับการใช้ชีวิตของเด็กและเยาวชน สื่อทุกรูปแบบในปัจจุบัน น้อง ๆ นักเรียน สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและได้รับอิทธิพลจากสื่อเหล่านั้น นี่ก็คิดว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ในการที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้นได้ ครูต้องดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด หากนักเรียน มีพฤติกรรมที่ผิดสังเกต ซึ่งอาจจะเป็นเหตุในการบอกว่ามีสัญญาณที่จะเกิดความรุนแรง ในโรงเรียนได้ อาการที่อาจจะเป็นสัญญาณผิดปกตินี้ เช่น ตัวน้อง ๆ นักเรียนเองมีท่าทีหวั่นไหว รู้สึกไม่สบายใจเมื่อคุณครูได้เข้าไปพูดคุยหรือสอบถามถึงปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตของเขา แล้วเขารู้สึกประหม่าหรือมีท่าทีที่ไม่มั่นใจ อันนั้นเราก็พอจะอนุมานได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ ที่เกิดขึ้น อาการที่เกิดขึ้นอีกอย่างเช่นมีการพูดคุยว่าอยากจะย้ายโรงเรียน ไม่อยากอยู่ ที่นี่แล้ว หรือว่ามีอาการไม่อยากที่จะทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ ในโรงเรียน นี่ก็อาจจะเป็น สัญญาณอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกได้ว่าน้อง ๆ เกิดความไม่พอใจหรือความไม่สบายใจในการใช้ ชีวิตอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้น หรือในกรณีที่บุตรหลานมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ชอบแกล้งเพื่อน แกล้งสัตว์ ใช้ความรุนแรง ใจร้อน ชอบพูดจาให้ร้ายในทำนองนินทาเพื่อน ๆ พฤติกรรม เหล่านี้ก็อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อผู้ปกครองและครูพบเห็น บุตรหลานของท่านมีพฤติกรรมที่แปลกแยกไป เรื่องของการพูดคุย การให้ความใส่ใจ คือสิ่งสำคัญค่ะ ดิฉันยังถือว่าสถาบันครอบครัวคือสิ่งที่จะทำให้น้อง ๆ นั้นได้อยู่ในสภาพ สังคมได้อย่างดีที่สุด การดูแลจากคุณพ่อคุณแม่จะเป็นพื้นฐานของชีวิตอย่างดีในการที่เขา จะใช้ชีวิตได้อย่างมีสติในอนาคตด้วย ซึ่งจากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แนะนำ ถึงแนววิธีในการลดความรุนแรงในสถานศึกษาด้วยค่ะ เช่นในเรื่องของการส่งเสริมแล้วก็ เปลี่ยนแปลงค่านิยมวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง รวมถึงการที่จะปลูกฝัง การเคารพการมีศักดิ์ศรีของบุคคลอื่นที่จะไม่แบ่งแยกทั้งชายและหญิงด้วย ในเรื่องของ การเสริมสร้างความมั่นคงระหว่างเด็กและพ่อแม่ให้เข้มแข็ง และเริ่มด้วยการพัฒนาทักษะ การใช้ชีวิตของเด็กและเยาวชนเพื่อที่จะลดปัญหาความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว หรือต่อเด็กและสตรี ลดการใช้สุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่อาจจะเป็นสาเหตุ ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมได้ ร่วมกันเสริมสร้างลักษณะนิสัยให้เห็นถึงอันตรายจากการใช้ อาวุธมีด ปืน ยาพิษต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเขาได้รู้ถึงพิษภัยของมัน ถ้าหากใช้ไปในทางที่ ผิดแล้วก็จะลดปัญหาที่จะตามมาในอนาคต การควบคุมในการนำเสนอของสื่อที่อาจจะ ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน เรายังคงต้องช่วยกันจับตาดูต่อไป การที่ทางภาครัฐจัด โปรแกรมในเรื่องของการดูแลแล้วก็ช่วยเหลือต่อผู้ที่ได้รับความรุนแรงเหล่านี้ก็ยังถือว่า มีความสำคัญ เพราะว่าเมื่อเขาได้ประสบเหตุแล้วเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไป เยียวยาแล้วก็ฟื้นฟูดูแลจิตใจของพวกเขาค่ะ
ส่วนสุดท้ายการนำหลักศาสนาเข้ามามีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิต ได้มี การพูดถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การยอมรับซึ่งกันและกัน ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหากว่า เยาวชนของเรามีพื้นฐานที่ดีตรงนี้ การที่จะไม่ใช้ความรุนแรงเข้ามาในการตัดสินปัญหานั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเราต้องให้เขามีความเข้าใจว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถเป็นทางออกของปัญหาใด ๆ ได้เลยค่ะ ต้องเรียนว่าทางพรรคเพื่อไทยเราได้ รับทราบปัญหานี้เป็นอย่างดี เพราะว่าการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่ทางเพื่อน สมาชิกได้มาสะท้อน นั่นคือเราได้พบว่าในช่วงของสถานการณ์โควิด-๑๙ ที่ระบาด เด็กนักเรียนต้องอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เรียนหนังสือผ่านช่องทาง Online ไม่ได้ไป โรงเรียนกัน ฉะนั้นแล้วผู้ปกครองที่ไปทำงานในช่วงชีวิตนี้ของน้อง ๆ นักเรียนหายไปเลย ที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในการทำงานเป็นหมู่คณะ ในการทำงานเป็นกลุ่ม ทักษะในการ เข้าสังคมขาดหายไป ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เยาวชนนักเรียนของเรา ประสบปัญหาเรื่องของสุขภาพจิตมากขึ้น และหนึ่งในนโยบายจากทางพรรคเพื่อไทยที่ ภายหลังวิกฤติโควิดนั่นก็คือ เรามีเรื่องของ Mental Health นั่นก็คือสุขภาพจิตของคนไทย จะไม่ถูกละเลย มีการให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์แล้วก็นักจิตวิทยา คลินิกต่าง ๆ แล้วก็ที่เรา เสริมเพิ่มเติมเข้ามาในขณะนี้ได้นำมาประยุกต์ใช้แล้วนั่นก็คือการโทรปรึกษาในเรื่องนี้ผ่าน ระบบ Telemedicine ซึ่งในปัจจุบันนี้แล้วก็ต่อไปเรากำลังที่จะเร่งพัฒนาแล้วก็เพิ่มจำนวน ของนักจิตแพทย์ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น ในอนาคตค่ะ ดิฉันได้ทราบดีว่าทางกระทรวงศึกษาธิการมีสายด่วนในการให้คำปรึกษา คำแนะนำเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาได้ที่หมายเลข ๑๕๗๙ แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของ พฤติกรรมที่ก้าวร้าวของเด็กหรือว่าการที่ผู้ปกครองมีการใช้ความรุนแรงต่อนักเรียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถโทรได้ที่สายด่วน ๑๓๐๐ ค่ะ ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ ในปัจจุบันนี้ให้ได้เป็นประโยชน์ ก็เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้ทราบว่าเวลามีปัญหา แล้วจะต้องปรึกษาใครได้บ้าง ก่อนที่ความรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้น ดิฉันก็คิดว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ท่านประธานคะ ใน Social มีการถกเถียงกันมากมายถึงการปรับอายุเยาวชน ที่ทำความผิดว่าควรจะลดลงจากปัจจุบันหรือไม่ และเป็นเท่าไรจึงจะเหมาะสม ดิฉันคิดว่า ในสิ่งนี้ยังต้องพูดคุยกันอีก รวมถึงเรื่องที่โรงเรียนมีการตรวจอาวุธนักเรียนหรือไม่ เพราะว่า มันเป็นเหรียญ ๒ ด้าน อีกมุมหนึ่งก็คือการลิดรอนสิทธิในเรื่องของการที่จะต้องไปตรวจค้น อาวุธของเด็กทุกวัน แต่อีกด้านหนึ่งก็คือเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียนคนอื่น ๆ ที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในนั้นทั้งวัน ฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เราควรที่จะต้อง นำมาพูดคุยกันเพื่อที่จะหาแนวทางในการป้องกันเหตุร้าย แล้วก็ให้สิ่งที่พี่น้องประชาชน รวมถึงเยาวชนนักเรียนของเรานั้นจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโรงเรียนนั้นมีความปลอดภัย อย่างสูงสุด ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องร่วมกันหยุดความรุนแรงในโรงเรียน ร่วมกัน สร้างพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนจริง ๆ จึงเป็นที่มาของญัตติด่วน ด้วยวาจาในวันนี้ และดิฉันคิดว่าผลสรุปจากการประชุมในวันนี้จะนำมาซึ่งทางออกของ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ