ณัฐวุฒิ หารือรัฐธรรมนูญใหม่ เน้นมีส่วนร่วม-ความหลากหลาย-สภาร่างฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือถึงความจำเป็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่เน้นความฝันร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะจากกลุ่มเปราะบางและผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมผลักดันให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีการกำหนดสัดส่วนผู้หญิงอย่างเหมาะสม และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนปี 2570 โดยเน้นความเป็นธรรมและความหลากหลายในกระบวนการยุติธรรม

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดทำข้อเสนอระบบการเลือกตั้งและแนวทางการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายในวงเล็บใหญ่ ๆ เลยนะครับ (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ท่านประธานครับ พวกผมผ่าน ปี ๒๕๔๐ มา อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ก็อยู่กับพวกผมในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเรามีความฝันและ ความคาดหวังร่วมกันว่าสังคมไทยมันจะก้าวหน้าไปจากรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดที่เรียกว่า Constitutionalism หรือรัฐธรรมนูญนิยม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ แล้วก็งานของคณะกรรมการพัฒนาการเมืองเป็นปึกใหญ่ ๆ ของนักวิชาการอีก ๒๐ กว่าคน แน่นอนครับ วันนั้นก็เป็นแบบวันนี้ เราเองอาจจะยังไม่ได้รู้ทั้งหมดว่าเสื้อที่เราจะออกแบบนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร จะมีกระดุมกี่เม็ด จะมีรายละเอียด จะเย็บแบบไหน จะติดตราอย่างไร ใส่พอดีหรือไม่ บางครั้งอาจจะต้องลองใส่ดูก่อน ใส่ไม่พอดีก็อาจจะต้องมีการปรับแก้ แต่นั่นคือเป็นความฝันไม่ใช่หรือครับ เป็นสิ่งที่ดี ๆ ไม่ไช่หรือครับที่เราควรจะต้องมีส่วนร่วม ในการกำหนดมาใหม่ หรือการออกแบบรูปแบบใหม่บนพื้นฐานที่เปิดกว้างของการแสดง ความคิดเห็นอย่างแท้จริง มิได้มีคำถามนำหรือการชี้นำแบบใดแบบหนึ่ง หรือมือที่ไม่เท่ากัน ในการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และแน่นอนเราจำเป็นต้องยอมรับ กันอย่างตรงไปตรงมาว่าการตัดเสื้อเมื่อปี ๒๕๖๐ นั้นมีปัญหา และถึงเวลาที่เราจำเป็นจะต้อง ตัดเสื้อตัวใหม่ อย่างไรก็ตามเวลาที่เราพูดถึงเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญนั้นหนีไม่พ้นว่าที่มา ของคนที่มาแก้นั้นต้องเป็นประเด็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง แน่นอนครับในรายงานของ คณะกรรมาธิการพูดถึงการมีส่วนร่วมของคนที่เรียกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ ๓ ส่วน ด้วยกัน

ส่วนแรก เรียกว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผม เป็น สส. มาจากต่างจังหวัด ผมเองก็อยากมีตัวแทนในพื้นที่ของผมที่เข้ามานั่ง ซึ่งยากที่สุด เมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ แล้วก็กรณีแบบนี้ท่านต้องเคารพและไว้ใจว่าพี่น้องประชาชนวันนี้ มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในการจะตัดสินใจว่าเขาจะเลือกใครมาเป็นตัวแทนของพวกเขา ปี ๒๕๔๐ ผ่านมาแล้วครับ ปี ๒๕๕๐ ผมเป็นอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมทราบดีว่ามันมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่นเวลาที่เราจะไปรับฟังความคิดเห็นนั้นถูกล็อกด้วยคำถามแค่ไม่กี่ข้อที่เอาให้ไปถาม ประชาชนว่า เอาแบบนั้นแบบนี้หรือไม่ นั่นเป็นปัญหาในอดีต แต่วันนี้เราต้องแก้

ส่วนที่ ๒ ก็คือหนีไม่พ้น เอาเข้าจริง ๆ แล้วเราต้องยอมรับว่าความหลากหลาย ของผู้คนนั้นมันมากขึ้น แล้วผู้คนหลากหลายนั้นบางกลุ่มไม่มีส่วนกำหนดชะตาชีวิตของ ตนเอง วันนี้ถ้าท่านพูดถึงความหลากหลายก็มีคำถามเหมือนกันว่าสัดส่วนของคนที่มีความ หลากหลายทางเพศจะอยู่ตรงไหน สัดส่วนของพี่น้องประชาชน พี่น้องชาติพันธุ์จะอยู่ตรงใด สัดส่วนของกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ซึ่งผมต้องยอมรับว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีมาตราหนึ่ง ที่เรียกว่า มาตรา ๔๐ (๖) ระบุไว้เลยว่า ต่อไปในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและ เยาวชนจะต้องมีพนักงานสอบสวนหญิง อันนี้ไม่ได้พูด เขียนแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นที่มาที่ไป ที่ทำให้มีพนักงานสอบสวนหญิง แต่ปี ๒๕๖๐ ไม่มีข้อความแบบนี้ และความรุนแรงในเด็ก เยาวชน สตรี ส่วนหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมเอื้อมไม่ถึง ก็มาจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีความละเอียดอ่อนอย่างเพียงพอต่อความหลากหลายที่ผมพูดนั่นละครับ

ส่วนที่ ๓ จำเป็นต้องมีคนที่มาปรับแต่งหน้าตาของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีข้อใด ๆ ที่จำกัดว่าจะล็อกว่าหมวดใดหมวดหนึ่งนั้นแก้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญไม่เคยมี ข้อจำกัดว่าแม้กระทั่งประเด็นถกเถียงกันว่าอำนาจอธิปไตยจะเป็นของ หรือมาจากประชาชน พี่น้องประชาชนหรือคนที่มีความเชี่ยวชาญก็มีส่วนถกเถียงกันได้ มาตรานี้อยู่ในหมวด ๑ แน่นอนครับ อำนาจอธิปไตยจะเป็นของหรือมาจากประชาชน วันนั้นก็ยังเถียงกันได้ แล้ววันนี้เพราะเหตุใดถึงไม่อาจหยิบยกเรื่องนี้มาเถียงกันได้ครับ ฉะนั้นที่มาที่ไปของ ๓ ส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของตัวแทนของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ตัวแทนของกลุ่ม ต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายและตัวแทนของคนที่มีความเข้าใจในเชิงเทคนิค ในเชิง รายละเอียด ในเชิงการเชี่ยวชาญที่จะระบุแค่คำว่า และ หรือ ต่อกัน บางครั้งกฎหมายก็เขียน ไม่เหมือนกัน เจตนารมณ์ต่างกันเลย ฉะนั้นจำเป็นต้องมี ๓ ส่วนนี้ ซึ่งเราเรียกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะมาจากการเลือกโดยตรง จะมาจากการปรับแต่งใด ๆ ตาม Model ที่ท่านเสนอ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณ แต่ว่า ความเข้าใจของการเลือกหรือที่มาที่ไปนั้นยากครับ ท่านเสนอ ๓ แบบ ๕ Model ต่าง ๆ ผมอยากฟังตอนท้าย ๆ อีกสักครั้งหนึ่งว่าท่านเสนอแล้วนี้ จะสรุปออกมาข่าวคร่าว ๆ ให้เรา ได้ยินได้ไหมว่าบางครั้งเป็นการเลือกโดยตรงทั้งหมดนะ บางครั้งเป็นการมาเลือกกันเอง บางครั้งเป็นการเลือกแบบเป็นพวง พูดง่าย ๆ ก็คือมีการระบุใด ๆ ต่าง ๆ แต่อย่าลืมว่าวันนี้ สัดส่วนของประชาชนคนไทยว่ากันโดยเพศสภาพ โดยกำเนิด เรามีผู้หญิงเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรในประเทศ แต่ท่านไม่ได้เขียนหรือไม่มีตรงใดเลยที่ระบุว่า ที่มาของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย หรืออาจจะถึงกึ่งหนึ่งต้องควรมีผู้หญิงอยู่ในสัดส่วน ปี ๒๕๖๐ มีผู้หญิงอยู่ ๓ คนนะครับ ยกร่างกันไปกันมา คุณทิชา ณ นคร ลาออก ๑ คน เหลือ ๒ คนเอง เห็นไหมว่าสัดส่วนของเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงกับผู้ชายก็ต้อง มีส่วนสำคัญในสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ทาง คณะกรรมาธิการช่วยตอบผมนิดหนึ่งครับว่าในการจัดทำรายงานนั้นท่านพูดถึงประเด็น เหล่านี้หรือไม่

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน รายงานฉบับนี้มีข้อสังเกต อยู่ ๒ ข้อ และเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ ลงนามโดย คุณปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ เลขานุการคณะกรรมการ สส. นนทบุรี เพื่อนพรรคผม ท่านประธานครับ ข้อ ๑ คือการส่งให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาศึกษา อันนี้ผมคิดว่าเข้าใจตรงกันครับ ไม่ยาก ถ้าเราเห็นชอบก็ส่ง แต่ข้อที่ ๒ บอกว่า ควรให้ สส. และสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาข้อเสนอและทางเลือกทั้งหมด ผมก็ต้องเรียนถามท่านประธานว่าวันนี้เป็นไปได้หรือไม่ หากเรามีความเห็นแล้วว่ารายงาน ฉบับนี้มีสิ่งที่ดีสำคัญยิ่งที่ควรศึกษานั้น สภาผู้แทนราษฎรจะส่งให้ สว. ได้หรือไม่ ถ้าส่งให้ สว. ได้ประกอบกันผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่จะตอบโจทย์แล้วก็นำไปสู่การร่วมกัน ในการกำหนดรูปแบบที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่าให้รอถึงปี ๒๕๗๐ ทุก ๆ ๑๐ ปีเลยครับ ก่อนปี ๒๕๗๐ ก็มีได้ แต่ขอให้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากและพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการจะกำหนดเจตจำนงของเขาอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน