ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายสนับสนุนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อความชอบธรรม ความหลากหลาย ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคัดค้านการแต่งตั้งที่อาจขาดความเป็นกลางและถูกครอบงำจากผู้มีอำนาจ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จังหวัด ปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา ธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ ผมขอมีส่วนร่วมอภิปราย ญัตตินี้ สนับสนุนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ควร มาจากการแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว ก่อนอื่นขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ทำรายงานฉบับนี้ละเอียด มาก ๆ ๑๐๒ หน้า มีการเลือกตั้ง แล้วก็มีการให้ทางเลือกด้วยว่าจะเลือกกลุ่มหลากหลาย มาได้อย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเรามีการร่างรัฐธรรมนูญบ่อยมาก ๆ ประเทศหนึ่งในโลกเลย จากประวัติศาสตร์การเมืองก็ชี้แล้วว่าผู้ที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญมีผล อย่างยิ่งต่อทิศทางของรัฐธรรมนูญ และการกำหนดวิถีทางและแนวทางการเมืองของ สังคมไทย การออกแบบ สสร. จึงเป็นกระดุมเม็ดแรกในการแก้วิกฤติของเมืองไทยในปัจจุบัน ยิ่งโจทย์ของสังคมไทยมีการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นมรดกของรัฐประหารมาสู่ รัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะฉะนั้นก้าวแรกของเราสำคัญมาก ๆ คำถามสำคัญที่สังคม ต้องคิดกันต่อก็คือว่า สสร. หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรมีที่มาอย่างไร ควรประกอบด้วย กลุ่มบุคคลที่หลากหลายเพียงใด และการออกแบบกระบวนการทำงานอย่างไรเพื่อให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็มีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก วิกฤติการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ คำถามก็คือว่า สสร. ควรมีคุณสมบัติอย่างไร ผมก็ออกมา ได้ ๔ ข้อ ข้อ ๑ คือว่าต้องยึดโยงกับประชาชน ข้อ ๒ ต้องมีความหลากหลายมาจากหลาย กลุ่มวิชาชีพ แล้วก็หลายกลุ่มสถานภาพ ข้อ ๓ คือจะต้องเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น หลากหลายจากทุกภาคส่วน ข้อ ๔ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ และที่สำคัญคือ สสร. ต้องมีความเป็นอิสระ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนะครับท่านประธาน สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาคืออาจจะถูกครอบงำจากคนที่แต่งตั้งได้ อาจต้องทำงาน ทดแทนบุญคุณผู้ที่แต่งตั้งมา อาจจะไม่มีความเป็นกลาง ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่คำนึงถึง ประโยชน์ของประชาชน แล้วก็อาจจะโหวตตามใบสั่ง โหวตตาม Deal ลับ พูดจากลับกลอก แล้วแต่นายสั่ง นี่คือปัญหาของ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จะไม่มีนายคอยสั่ง จะมีความเป็นอิสระมากกว่ากันเยอะเลย ข้อเสียของ สสร. ที่มาจากการแต่งตั้ง เดี๋ยวผมจะอธิบายเป็นข้อ ๆ ให้ ข้อเสียของ สสร. ที่มาจาก การแต่งตั้งก็คือ ข้อ ๑ อาจจะขาดความชอบธรรม สสร. ที่มาจากการแต่งตั้งจะไม่ได้รับ การยอมรับจากประชาชน ข้อ ๒ คือขาดความหลากหลาย สสร.ที่มาจากการแต่งตั้งอาจจะ ไม่มีตัวแทนจากหลายกลุ่มของสังคม ข้อ ๓ คือขาดความโปร่งใส คือกระบวนการคัดสรร สสร. ก็อาจจะมีปัญหาอีก ไม่มีความโปร่งใส ข้อ ๔ คือไม่มีความเป็นกลาง อย่างที่ได้ กล่าวไปนะครับ จะต้องทำงานรับใช้คนที่แต่งตั้งมา ไม่ทำงานตามหน้าที่ ไม่มีประสิทธิภาพ คอยยกมือตามคำสั่งเท่านั้น ส่วน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ มีข้อเสียเช่นกัน อย่างเช่น การเปลืองทรัพยากรในการใช้กำลังคนในการเลือกตั้ง ใช้เวลานานที่จะเลือกตั้ง เข้ามา แล้วก็ข้อ ๒ คือมีการเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ข้อ ๓ ก็คืออาจจะถูกครอบงำ จากกลุ่มทุนได้ ซึ่งข้อนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหามาก เพราะว่ากลุ่มทุนอาจจะไม่ได้อยากจะลงทุน ในการที่จะตั้ง สสร. เพื่อมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแค่นั้น คงไม่มีปัญหาเท่าไร แต่ข้อดีของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ มีความชอบธรรมมาก ๆ เลย เพราะว่าได้รับ การยอมรับจากประชาชนเพราะเป็นเสียงของประชาชนโดยตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อ ๒ คือ มีความหลากหลาย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นตัวแทนของกลุ่มหลายกลุ่มในสังคม สะท้อนความต้องการของประชาชนที่หลากหลายอย่างแท้จริง มีความโปร่งใส กระบวนการ คัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ตรวจสอบได้ เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งเข้ามา ข้อ ๔ ที่สำคัญที่สุดก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐธรรมนูญที่มาจาก สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนย่อมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญที่แท้จริง เพราะเป็นคนเลือกสรร สสร. เข้ามาเอง จะติดตามการทำงานของ สสร. จะให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสียแล้วผมก็คิดว่า สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเรา ต้องการรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ควรจะเริ่มจะก้าวแรกเลยเพื่อความ โปร่งใส ก็คือการเลือกตั้งเพื่อความสง่างาม ไร้ข้อตำหนิ ข้อกังขาของสังคม ท้ายที่สุดสภาของ เราเคยมีตัวอย่างคณะบุคคลคณะหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา พอโหวตก็โหวตไปทาง เดียวกันทั้งคณะ แต่พอเจ้านายแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย คณะนี้ก็แตกเช่นกัน แบ่งโหวตเป็น ๒ ฝ่าย จนประชาชนก็รู้กันหมดว่าใครถูกแต่งตั้งมาจากใคร ระบบแบบนี้ควรจะสูญพันธุ์ ไปจากการเมืองไทยได้แล้ว ขอบคุณครับ