พริษฐ์ เสนอแนวทาง สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ย้ำความหลากหลาย-เป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งและแนวทางการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้สมาชิกพิจารณาและร่วมอภิปราย โดยเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมออกแบบโมเดลที่ส่งเสริมความหลากหลายและการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ทั้งในแง่การแบ่งประเภทตัวแทน การจัดสรรจำนวนตามเขตเลือกตั้ง และรูปแบบการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกโดยตรง ทั้งบุคคลและทีม เพื่อให้เกิดความเสมอภาค สะท้อนเจตจำนงของประชาชน และรักษาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย โดยเน้นให้รายงานฉบับนี้เป็นกรอบแนวทางที่นำเสนอทางเลือกหลากหลายพร้อมข้อดีข้อเสีย เพื่อให้สังคมมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญในอนาคต

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการมานำเสนอบทสรุป ของรายงานเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งและแนวทางการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งซึ่งจัดทำโดยคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ แล้วก็ภาคประชาชน ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้มากนัก แต่ด้วยความสำคัญของวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นฉันทามติ ของพวกเราหลายฝ่ายร่วมกัน แล้วก็ด้วยจังหวะเวลาที่ปัจจุบันนั้นสังคมกำลังถกเถียงกัน เรื่องรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีหลายฝ่าย ผมเข้าใจว่ากำลังเตรียมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบ สสร. ที่จะเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภานั้น ผมเลยต้องขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยครับ สักประมาณ ๒๐ นาทีเพื่ออธิบายสาระสำคัญของรายงานฉบับนี้เพื่อหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน แล้วก็หลังจากนั้นจะเปิดรับฟังข้อเสนอแนะ คำอภิปรายของเพื่อน ๆ สมาชิก ก่อนที่จะมาตอบทุกข้อสงสัยหรือว่าทุกคำถามที่มีกันอีกครั้งหนึ่ง

ท่านประธานครับ หากประเทศเราจะมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง การมี รัฐธรรมนูญหรือว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เป็นองค์ประกอบที่ขาดหายไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่อง ของความชอบธรรมทางประชาธิปไตยด้านที่มา กระบวนการ เนื้อหา หลายฝ่ายก็เลยเห็น ตรงกันว่าจำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยทางคณะอนุกรรมาธิการมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด และเปิดกว้างมาก ที่สุดต่อความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แล้วต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม หากถูกร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จริงอยู่ครับ ท่านประธานว่าประเทศไทยนั้นก็ไม่เคยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดมาก่อนในอดีต แต่ความจริงแล้วแนวคิดเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ใหม่ หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด หากเราพูดเฉพาะในประเทศเราครับ แนวคิดเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวคิดที่ถูกเสนอโดยหลายฝ่ายทางการเมือง ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะผ่านการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการ พิจารณาของรัฐสภา หรือไม่ว่าจะผ่านการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป หรือหากเรามองไปนอกประเทศเราก็จะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวคิดที่ถูกใช้ในหลายประเทศทั่วโลกที่เป็นประชาธิปไตยและมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในช่วงเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไอซ์แลนด์หรือว่า ประเทศชิลี เป็นต้น แต่ท่านประธานครับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้มีแค่ รูปแบบเดียว วัตถุประสงค์ของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นการจัดทำข้อเสนอเพื่อจะเปิด จินตนาการให้พี่น้องประชาชนนั้นได้เห็นถึงทางเลือกที่แตกต่างหลากหลายในการออกแบบ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สำหรับใครก็ตามที่เห็นด้วยอยู่แล้วว่า สสร. ควรจะมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ผมก็หวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นเสมือนกับเครื่องมือให้ทุกฝ่ายนั้น ได้ถกเถียง แลกเปลี่ยนถึงข้อดี ข้อเสียของทางเลือกและตัวแปรต่าง ๆ ในการออกแบบ สสร. แต่สำหรับใครก็ตามที่ยังลังเลว่า สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ ผมก็หวังว่า รายงานฉบับนี้จะช่วยคลี่คลายข้อกังวลของท่านได้ทั้งหมด และชี้ให้เห็นว่าทุกข้อกังวล ของท่านนั้นสามารถถูกแก้ไขได้ผ่านการออกแบบระบบเลือกตั้งให้ตอบโจทย์ที่ท่านต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องหันไปหารูปแบบของ สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ท่านประธานครับ ทางคณะอนุกรรมาธิการของเราเสนอว่ากรอบคิดหลักในการออกแบบ Model สสร. นั้นควรจะเริ่มต้นด้วยการมองว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่จำเป็นต้องมี สสร. ประเภทเดียว แต่อาจประกอบไปด้วย สสร. ที่แบ่งออกเป็นหลายประเภทที่ล้วนมาจาก การเลือกตั้ง คล้าย ๆ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือว่า สส. ที่ปัจจุบันก็มีการแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ก็คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อที่ล้วนมาจากการเลือกตั้งทั้งคู่ ท่านประธานครับ การแบ่ง สสร. เป็นหลายประเภทที่ล้วนมาจากการเลือกตั้งนั้นในมุมหนึ่ง ก็จะทำให้ สสร. ยังคงความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการทำให้ สสร. นั้นมีพื้นที่ให้กับหลากหลายกลุ่มที่อาจจะมีจุดเด่นหรือบทบาทที่แตกต่างกันออกไป แต่มาทำงานร่วมกันอย่างผสมผสานเพื่อให้ สสร. โดยรวมนั้นมีชุดบุคลากรที่ตอบทุกโจทย์ ที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ คณะอนุกรรมาธิการของเรามองว่า สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งนั้นอาจจะแบ่งออกได้มากที่สุดเป็น ๓ ประเภทหลัก ผมขอเรียกว่าประเภท ก ข แล้วก็ ค มาเริ่มต้นประเภท ก ครับท่านประธาน นั่นก็คือ สสร. ประเภทตัวแทนพื้นที่ หรือตัวแทนทั่วไป ต้องยอมรับว่าเวลาเราพูดถึง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเรามักจะคุ้นเคย กับ สสร. ประเภทนี้เป็นหลัก สำหรับประเภท ก หรือประเภทตัวแทนพื้นที่ หรือตัวแทน ทั่วไปนั้นก็จะมี ๓ โจทย์หลักที่เราต้องมาพิจารณาในการออกแบบ โจทย์ข้อที่ ๑ ครับ ท่านประธาน คือคำถามที่ว่าเราจะกำหนดพื้นที่อะไรเป็นเขตเลือกตั้งระหว่างพื้นที่ที่เล็กกว่า จังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือว่าทั้งประเทศ ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้จังหวัดหรือพื้นที่ที่เล็กกว่า จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งก็มักจะมองไปถึงข้อดีของการที่ทำให้เรานั้นมี สสร. ที่มีตัวแทน ที่มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ในทุกจังหวัด ซึ่งแน่นอนครับก็จะเป็นโครงสร้างที่สามารถรองรับ บทบาทในการรับฟังความคิดเห็นและการรณรงค์ในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุด แต่ในอีกมุมหนึ่งฝ่ายที่สนับสนุนการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็มักจะมองไปถึง ข้อดีของการทำให้ผู้สมัครที่ขับเคลื่อนเชิงประเด็น หรืออาจจะมีฐานผู้สนับสนุนที่กระจายไป หลายพื้นที่มากกว่ากระจุกอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งนั้นมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งมากขึ้น แล้วก็ทำให้ สสร. โดยภาพรวมนั้นมีตัวแทนที่ครอบคลุมหลายประเด็นมากขึ้น หรือบางฝ่าย ที่เห็นข้อดีของทั้ง ๒ ด้านก็อาจจะสนับสนุนให้มี สสร. ตัวแทนพื้นที่หรือตัวแทนทั่วไปที่มี มากกว่า ๑ ประเภท เช่น ครึ่งหนึ่งอาจจะเป็น สสร. ที่ผ่านการเลือกตั้งในระดับจังหวัด อีกครึ่งหนึ่งก็อาจจะเป็น สสร. ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

ส่วนโจทย์ที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็คือโจทย์ที่ว่าเราจะกำหนดจำนวน สสร. ต่อ ๑ เขตเลือกตั้งกัน สมมุติเราลองใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งครับท่านประธาน ฝ่ายที่ สนับสนุนให้ทุกจังหวัดมีจำนวน สสร. ต่อจังหวัดเท่ากันก็อาจจะมองถึงความเสมอภาคในมิติ ของการทำให้แต่ละจังหวัดนั้นมีจำนวนตัวแทนที่เท่ากัน แต่ฝ่ายที่สนับสนุนให้แต่ละจังหวัด มีจำนวน สสร. ต่อจังหวัดที่ต่างกันตามสัดส่วนประชากรก็อาจจะมองไปถึงความเสมอภาค ในอีกมิติหนึ่งครับ นั่นก็คือความเสมอภาคในมิติของการทำให้น้ำหนักหรือจำนวนประชากร ต่อ สสร. ๑ คนนั้นมีค่าเท่ากันในทุกพื้นที่ ส่วนโจทย์ที่ ๓ ก็คือโจทย์ที่ว่าเราจะใช้ระบบ เลือกตั้งหรือวิธีการใดในการเลือก สสร. ในแต่ละเขตเลือกตั้ง สำหรับโจทย์นี้หากเราใช้วิธี ในการให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเป็นรายบุคคล ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีการเสนอ ทั้งหมด ๕ ทางเลือก ทางเลือกที่ ๑ คือระบบ ที่มีชื่อว่า Single Non-Transferable Vote หรือ SNTV นั่นคือการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนนั้นสามารถเลือกผู้สมัครได้เพียงแค่ ๑ คน ไม่ว่าเขตเลือกตั้งนั้นจะมีจำนวน สสร. ที่รับเลือกตั้งทั้งหมดกี่คนก็ตาม ทางเลือกที่ ๒ คือ ระบบที่มีชื่อว่า Multiple Non-Transferable Vote หรือ MNTV นั่นก็คือการที่ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งแต่ละคนนั้นสามารถเลือกผู้สมัครได้มากเท่ากับจำนวน สสร. ที่จะได้รับการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งนั้น ยกตัวอย่างครับท่านประธาน หากเขตเลือกตั้งมี สสร. จำนวน ๓ คน ประชาชนก็จะสามารถเลือกผู้สมัครได้มากที่สุด ๓ คน เป็นต้น ทางเลือกที่ ๓ คือระบบที่มีชื่อ ว่า Approval Vote นั่นก็คือการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนนั้นสามารถเลือกผู้สมัครกี่คนก็ได้ ที่ตนพร้อมให้การอนุมัติ หรือพร้อมจะ Approve ยกตัวอย่างเช่น หากเขตเลือกตั้งหนึ่ง มี สสร. ๓ คน ประชาชนก็อาจจะเลือกอนุมัติ ๑ คน จะเลือกอนุมัติ ๓ คน หรือจะเรียก อนุมัติ ๑๐ คนก็ได้ ทางเลือกที่ ๔ คือระบบ Single Transferable Vote คือการที่ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งแต่ละคนนั้นสามารถเรียงลำดับผู้สมัครตามความชอบ โดยหากผู้สมัครที่ตนเลือกเป็น อันดับ ๑ ได้รับคะแนนน้อยมาก แล้วยังไม่มีผู้สมัครได้ชนะขาด ระบบนี้ก็จะมีวิธีในการโอน คะแนนดังกล่าวไปให้กับผู้สมัครที่ตนเลือกเป็นอันดับ ๒ หรือในระดับถัดไปเพื่อไม่ให้คะแนน เสียงนั้นตกน้ำ ส่วนทางเลือกที่ ๕ คือระบบที่มีชื่อว่า Score Vote คือการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น สามารถให้คะแนนผู้สมัครตามลำดับความชอบ เช่น ให้ ๓ คะแนนกับผู้สมัครที่ตนชอบ เป็นอันดับที่ ๑ ให้ ๒ คะแนนกับผู้สมัครที่ตนชอบเป็นอันดับที่ ๒ และให้ ๑ คะแนน กับผู้สมัครที่ตนชอบเป็นอันดับที่ ๓ เป็นต้น หรือถ้าอีกมุมหนึ่งครับท่านประธาน หากเรา จะใช้วิธีในการให้ประชาชนเลือกผู้สมัครไม่ใช่เป็นรายบุคคล แต่เลือกผู้สมัครเป็นทีม หรือบัญชีรายชื่อ ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีการเสนอ ๒ ทางเลือกด้วยกัน ทางเลือกที่ ๑ คือระบบบัญชีรายชื่อแบบปิดหรือว่า Close Party List นั่นก็คือการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละ คนนั้นสามารถเลือกได้ ๑ ทีม โดยจำนวน สสร. ที่แต่ละทีมได้นั้นก็จะขึ้นอยู่กับสัดส่วน คะแนนที่ทีมนั้นได้ ส่วนผู้สมัครคนไหนในทีมนั้นจะได้รับเลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับลำดับบัญชี รายชื่อที่ทางทีมได้จัดสรรไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หรือทางเลือกที่ ๒ คือการใช้ระบบบัญชีรายชื่อ แบบเปิด หรือว่า Open Party List นั่นก็คือการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนนั้นไม่เพียงแต่จะ เลือกได้แค่ ๑ ทีม แต่ยังสามารถเลือกเจาะจงไปได้อีกว่าอยากเลือกผู้สมัครคนไหนในทีมนั้น โดยจำนวน สสร. ที่แต่ละทีมได้ก็จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนคะแนนที่ทีมนั้นได้ แต่ผู้สมัครคนไหน ในทีมนั้นจะได้รับเลือกตั้งก็จะขึ้นอยู่กับว่าคะแนนเสียงที่ผู้สมัครแต่ละคนในทีมนั้นได้รับ มากหรือน้อยอย่างไรเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่นในทีมเดียวกัน

ท่านประธาน ในเมื่อเรามีทางเลือกที่หลากหลายมากขนาดนี้ในการออกแบบ สสร. ประเภทตัวแทนพื้นที่หรือตัวแทนทั่วไป หลายฝ่ายเลยมองว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มา จากการเลือกตั้งนั้นจะมีแค่ สสร. ประเภทนี้ประเภทเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็มีบางฝ่าย ที่มองว่าการมี สสร. ตัวแทนพื้นที่ประเภทเดียวนั้นอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ โดยพวกเขานั้น มักจะมี ๒ ข้อกังวลที่หยิบยกขึ้นมา ข้อกังวลที่ ๑ ครับท่านประธาน คือบางฝ่ายมักจะกังวล ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีแค่ตัวแทนพื้นที่หรือตัวแทนทั่วไปนั้นอาจจะไม่สามารถรับประกัน ได้ว่าจะมีพื้นที่สำหรับผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้มีประสบการณ์ให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการตั้งโจทย์ หรือมีอำนาจตัดสินใจเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในฐานะ สสร. ที่มากกว่าเป็นเพียงแค่ในฐานะ กรรมาธิการที่มีหน้าที่ในการยกร่าง ข้อกังวลที่ ๒ บางฝ่ายอาจจะมีความกังวลว่าสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่มีแค่ตัวแทนพื้นที่หรือตัวแทนทั่วไปที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็อาจจะไม่สามารถ รับประกันได้ว่าจะมีตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ ที่มักไม่ถูกมองเห็น มักไม่ถูกได้ยิน แต่มี ความสำคัญต่อการทำให้ สสร. นั้นมีตัวแทนที่สะท้อนเสียงที่หลากหลายทางสังคม แม้ผม เข้าใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกและประชาชนแต่ละคนนั้นก็คงจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ว่าข้อกังวลทั้ง ๒ ข้อนั้นเป็นข้อกังวลที่สมเหตุสมผลหรือไม่ แต่ทางคณะอนุกรรมาธิการเรา มองว่าแม้จะมีใครก็ตามที่มีข้อมูลดังกล่าวจริง แต่ข้อกังวลดังกล่าวนั้นไม่ควรเป็นเหตุผล ในการเสนอให้ สสร. บางส่วนไม่มาจากการเลือกตั้ง เพราะสิ่งที่เราทำได้เพื่อคลายข้อกังวล ดังกล่าวก็คือการเพิ่มประเภท สสร. ขึ้นมาอีก ๒ ประเภทที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเฉพาะ แต่ยังคงมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด นั่นก็คือ สสร. ประเภท ข คือตัวแทน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ สสร. ประเภท ค หรือว่าตัวแทนกลุ่ม ความหลากหลายที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

ท่านประธาน หากใครตัดสินใจว่าจะต้องมี สสร. ประเภทเหล่านี้เพิ่มขึ้นมา จาก สสร. ประเภทตัวแทนพื้นที่หรือตัวแทนทั่วไปก็มี ๓ โจทย์หลักที่ต้องพิจารณาในการ ออกแบบ

โจทย์ที่ ๑ คือเราจะกำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้สมัคร สสร. ประเภท ข และ ประเภท ค ดังกล่าวอย่างไร ในส่วนของ สสร. ประเภท ข เราอาจจะกำหนดได้ว่าให้ผู้สมัคร รับเลือกตั้งนั้นต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายก็ดี รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ การเมืองในระบบ หรือว่าการเมืองภาคประชาชน เช่นเดียวกันในส่วนของ สสร. ประเภท ค เราก็อาจจะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น ต้องเป็นหนึ่งในกลุ่มความหลากหลายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนพิการ หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น หรือถ้าหากเรามองว่า กลุ่มความหลากหลายนั้นมันสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มมาก เราก็อาจจะใช้วิธีในการ เลือกไม่กำหนดหมวดหมู่หรือคุณสมบัติใดเป็นการเฉพาะ แต่เปิดครับ เปิดให้ผู้ที่สนใจสมัคร รับเลือกตั้งในประเภทนี้ต้องระบุเองในกระบวนการสมัครหรือกระบวนการรณรงค์หาเสียง ว่าตนนั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มความหลากหลายในมิติใด

โจทย์ที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็คือโจทย์ที่ว่าแล้วใครจะเป็นผู้เลือก สสร. ประเภทดังกล่าว แน่นอนครับว่าทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการรวบรวมรายชื่อ ผู้สมัครทุกคนที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับ สสร. ประเภท ข และ ค เพื่อนำรายชื่อดังกล่าวนั้น มาให้ประชาชนเลือกโดยตรง ผ่านการเพิ่มบัตรเลือกตั้งขึ้นมาอีก ๑ ใบต่อ ๑ ประเภท แต่หากใครที่กังวลว่าการมีบัตรเลือกตั้งหลายใบมากจนเกินไปอาจจะเกิดความสับสน อีกทางเลือกหนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาคือการให้ สสร. ประเภท ข และ ค นั้นถูกเลือกโดย สสร. ประเภท ก ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แน่นอนครับ แม้วิธีนี้อาจจะไม่ใช่การเลือกตั้งทางตรง แต่อย่างน้อยที่สุดทางเลือกนี้จะยังคงมีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตยมากกว่าการปล่อยให้ สสร. ประเภท ข และ ค นั้นถูกเลือกโดย ครม. รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือว่าคณะกรรมการใด ๆ เพราะนอกจาก สสร. ประเภท ก ที่มาเลือก สสร. ประเภท ข และ ค นั้นจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดแล้ว แต่อย่างน้อย ที่สุดประชาชนก็ยังได้รับรู้ในวันเลือกตั้ง สสร. ว่า สสร. ประเภท ก ที่เขาเลือกเข้าไปโดยตรงนั้น จะไม่เพียงแต่มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังมีอำนาจในการเลือก สสร. ประเภทอื่น ๆ เข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย โดยหากจะเพิ่มความชัดเจนเราอาจจะมีการ กำหนดกติกาเพิ่มเติมได้เพื่อส่งเสริมให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สสร. ประเภท ก นั้นแจ้งกับ ประชาชนก่อนวันเลือกตั้งว่าหากเขาได้รับเลือกตั้งไปแล้วจะเสนอชื่อใครมาเป็น สสร. ประเภทอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมทำงาน อาจจะเป็นกลไกแบบบังคับเหมือนที่แต่ละพรรคการเมือง ที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. นั้นก็ต้องประกาศก่อนว่าชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีของ พรรคตนเองคือใคร หรืออาจจะเป็นกลไกแบบสมัครใจ เหมือนเวลาผู้สมัครผู้ว่า กทม. หรือว่านายก อบจ. นั้นอาจจะมีการรณรงค์หาเสียงไว้ว่าถ้าหากเลือกตนเองมาเป็นผู้ว่า กทม. หรือว่านายก อบจ. จะเลือกใครมาเป็นรองผู้ว่าหรือว่ารองนายก อบจ. เป็นต้น

โจทย์ที่ ๓ ก็คือโจทย์ที่ว่าแล้วเราจะใช้ระบบเลือกตั้งใดในการเลือก ซึ่งสำหรับโจทย์นี้ทางเลือกก็จะเหมือนกับทางเลือกที่ได้มีการนำเสนอไปแล้วสำหรับ สสร. ประเภท ก หรือว่าตัวแทนพื้นที่ หรือว่าตัวแทนทั่วไป จากนั้นครับท่านประธาน ภายใต้ ทางเลือกต่าง ๆ ที่รายงานนี้ได้พยายามนำเสนอ ท่านประธานก็จะเห็นว่าเราสามารถออกแบบ สสร. ได้หลาย Model มากเพื่อให้ตอบโจทย์สิ่งที่เราให้ความสำคัญ หากเรามองว่า สสร. ควรมีแค่ตัวแทนเชิงพื้นที่ในทุกจังหวัด เราก็อาจจะมีแค่ สสร. ประเภท ก ที่ใช้จังหวัดเป็น เขตเลือกตั้ง หรือหากเรามองว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่จำเป็นต้องมี สสร. ที่เป็นตัวแทน ในพื้นที่ต่าง ๆ เราก็อาจจะมีแค่ สสร. ประเภท ก ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หรือหากเรา มองว่า สสร. นั้นควรจะมีทั้งตัวแทนเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัดและตัวแทนเชิงประเด็น ในระดับประเทศเราก็อาจจะแบ่ง สสร. ประเภท ก ออกมาเป็น ๒ ประเภทย่อย ประเภทย่อยที่ ๑ ก็คือ สสร. ประเภท ก ที่ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ประเภทย่อยที่ ๒ คือ สสร. ประเภท ก ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง คล้าย ๆ กับ สส. ที่มีทั้งแบบแบ่งเขตและแบบ บัญชีรายชื่อ เป็นต้น หรือหากเราต้องการรับประกันพื้นที่กับผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มที่มีความ หลากหลายทางสังคม เราก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการเพิ่ม สสร. ขึ้นมาอีก ๒ ประเภทเพื่อให้ ประชาชนนั้นเลือก สสร. ผ่านบัตรเลือกตั้ง ๓ ใบ ๑ ใบสำหรับ สสร. จังหวัด ๑ ใบสำหรับ สสร. ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ แล้วก็อีก ๑ ใบสำหรับ สสร. ตัวแทนกลุ่ม ความหลากหลาย หรือหากเรากังวลจริง ๆ ว่าการมีบัตรเลือกตั้ง ๓ ใบนั้นจะสร้างความ สับสนยุ่งยาก เราก็อาจจะกำหนดให้ สสร. ประเภท ข และ ค นั้นถูกเลือกโดย สสร. ประเภท ก ที่ประชาชนเลือกเข้าไป

ท่านประธานครับ ท้ายสุดนี้ผมอยากจะย้ำอีกรอบว่าในมุมหนึ่งเราต้องยืนยัน ว่า สสร. นั้นควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็จะเห็นว่า สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดนั้นก็มีได้หลาย Model และหลายรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรายงานนี้ จึงไม่ใช่การบอกว่าระบบเลือกตั้ง สสร. แบบไหนดีที่สุด แต่วัตถุประสงค์ของรายงานนี้ คือการฉายภาพให้ประชาชนและให้พวกเราได้เห็นถึงทางเลือกอันแตกต่างหลากหลาย ที่เป็นไปได้เกี่ยวกับ Model หรือว่าระบบเลือกตั้ง สสร. รวมถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละ ทางเลือก หาก Model สสร. เป็นเสมือนจานอาหาร และหากคณะอนุกรรมาธิการนี้เป็น เสมือนกับร้านอาหารที่ขายเฉพาะอาหารที่ใช้สูตรว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมก็หวังว่ารายงานฉบับนี้ก็จะเปรียบเสมือน Menu อาหารที่มีอาหารตามสั่งที่หลากหลาย เพียงพอให้ประชาชนนั้นได้เลือกและปรุงแต่งได้ตามรสชาติที่เขาต้องการโดยที่ไม่มีใครจำเป็น ที่จะต้องไปตอบสนองความต้องการของตนเองโดยการเดินไปหาร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง ที่ขายอาหารบางจานที่หันเหออกจากหลักการว่า สสร. นั้นควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ขอบคุณท่านประธาน