ศุภโชติ ไชยสัจ หารือปัญหาค่าไฟฟ้าแพงและเสนอแนวทางแก้ไขแบบบูรณาการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม พร้อมแถลงนโยบายบันได 5 ขั้นของพรรคก้าวไกลเพื่อลดภาระค่าไฟ หนุนมาตรการถัวเฉลี่ยต้นทุนก๊าซที่ได้ผลในเบื้องต้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าขั้นตอนที่เหลือ พร้อมสนับสนุนญัตติแก้ปัญหาราคาค่าไฟแพง ย้ำความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประชาชนและเรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกร่วมกัน
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แทนจาก พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายถึงเรื่องค่าไฟแพงของพี่น้องประชาชนในมุมมองด้านต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของกำลังการผลิตส่วนเกิน ความเดือดร้อนจากประชาชนจากการมีการลักลอบ เก็บค่าไฟแพงเกินจริง ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ที่ห่างไกล รวมไปถึงมีข้อเสนอแนะให้ รัฐบาลสนับสนุนการนำเทคโนโลยีอย่าง Heat Pump พลังงานสะอาด และระบบกักเก็บ พลังงานมาใช้ในการลดก๊าซธรรมชาติที่จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟของระบบลง ปัญหาเหล่านี้ ครับท่านประธาน ล้วนแต่ต้องการการแก้ไขแบบบูรณาการทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงราคาค่าไฟที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน ต่อไปได้ ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ในช่วงหาเสียง พวกเราพรรคก้าวไกลเคยนำเสนอนโยบายบันได ๕ ขั้น ที่จะช่วยลดค่าไฟอย่างยั่งยืน หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขโครงสร้างราคาก๊าซ การสนับสนุน ให้มีการติดตั้งโซลาเซลล์บนหลังคาบ้านของพี่น้องประชาชน การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า การแก้ไขสัญญาไฟฟ้าเพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย และการเดินหน้าสู่สังคม Net Zero อย่างจริงจัง ทั้งหมด ๕ ข้อนี้ คือคำมั่นสัญญาที่เราสัญญาไว้กับประชาชนว่าจะผลักดัน ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม ต่อให้เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่ที่ผ่านมา พวกเรา พยายามผลักดันผ่านทุกช่องทางที่เราทำได้ ทั้งการพูดในสภาแห่งนี้ การถามกระทู้สดต่อ รัฐมนตรี การเข้าไปที่ทำเนียบเพื่อเสนอวิธีแก้ไขต่อท่านรัฐมนตรีโดยตรง รวมไปถึง การพูดผ่านสื่อทั้งหมดที่เรามีในมือ จนสุดท้ายบันไดขั้นแรกที่พวกเราพยายามผลักดัน อย่างการแก้ไขโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติก็ประสบความสำเร็จ โดยรัฐบาลออกมาตรการ ให้มีการถัวเฉลี่ยต้นทุนแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกกับราคาแพงลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ไฟฟ้า ถึงแม้ว่าจะใช้เวลามากกว่า ๘ เดือนก็ตาม แต่พวกเราก็ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่สุดท้ายแล้วก็ยอมทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น แต่คำถามที่ต้องถาม กันต่อคือบันไดขั้นแรกนี้มาตรการนี้ จะเป็นการใช้ถาวรหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้ลดค่าไฟ เฉพาะงวดนี้เท่านั้น นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นบันไดขั้นแรก ที่ถือว่ารัฐทำสำเร็จในระดับหนึ่ง มันยังมีบันไดอีก ๔ ขั้น ท่านประธานครับ ที่พวกเราได้เคย เสนอไว้ ที่อยากให้ทางรัฐบาลสานต่อเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาค่าไฟให้กับประชาชน บันได ขั้นที่ ๒ การเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นเงิน รัฐบาลควรจะสนับสนุนให้ประชาชนสามารถติดตั้ง แผงโซลาเซลล์บนหลังคาบ้านของตัวเองได้มากขึ้น โดยยกเลิกหรือปรับลดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ควรจะสนับสนุนให้ประชาชนสามารถขายไฟที่ผลิตคืนมาได้ คืนสู่รัฐผ่านโครงการ Net Billing หรือถ้าจะให้ดี ให้ประชาชนสามารถเก็บไฟฟ้าที่ตัวเอง ผลิตได้เป็นเครดิต แล้วนำมาเป็นส่วนลดใน Bill ค่าไฟในแต่ละเดือนของประชาชน หรือที่เรา เรียกกันว่า Net Metering แต่ปัจจุบันกลับมีการจำกัดโควตาของประชาชนที่สามารถติดตั้ง แผงโซลาแล้วขายคืนได้ไว้เพียงแค่ปีละ ๑๐ เมกะวัตต์ หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ คือคิดเป็น จำนวนบ้านแค่ไม่กี่ ๑๐๐ หลังเท่านั้น ถ้ารัฐบาลสามารถปลดล็อคการเปลี่ยนแสงแดดให้เป็น เงินได้จะไม่เพียงแต่ลดภาระให้กับประชาชน แต่ยังเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับพวกเขา อีกด้วย มาต่อกันที่บันไดขั้นที่ ๓ คือการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า เพราะพวกเราพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเห็นว่าในภาคพลังงานหรือภาคไฟฟ้า มันมีการผูกขาดเป็นอย่างมาก การเพิ่ม การแข่งขันลดการผูกขาดลง จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานที่มีราคาถูกและ มีประสิทธิภาพได้ พวกเขาจะไม่ต้องถูกมัดมือชกให้ซื้อไฟฟ้าจากรายใดรายหนึ่งเท่านั้น จะต้องไม่มีการให้ประชาชนมาแบกรับการประกันรายได้ให้กับเจ้าสัวพลังงานไม่กี่ราย อีกต่อไป ประชาชนจะมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการไฟฟ้าของพวกเขาเอง รวมไปถึงถ้าใครต้องการ ใช้พลังงานสะอาดก็สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกและเป็นธรรม แต่แน่นอนว่าโครงการที่ช่วย เพิ่มการแข่งขันอย่างเสรี ในการซื้อขายไฟฟ้าอย่างการปลดล็อกสายส่งหรือ Third Party Access ก็ยังค้างเติ่งอยู่เป็นเวลาหลายปีแล้ว แล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการบังคับใช้เมื่อไร ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลไปว่าให้มีการติดตาม เร่งรัดและแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วย บันไดขั้นที่ ๔ คือการชนทุนใหญ่เสือนอนกินครับ ข้อนี้ ตัวผมเองก็ได้พูดในสภาแห่งนี้ไปหลายรอบว่าควรจะมีการเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กลุ่มทุนทางด้านพลังงานครับ เพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายลง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ เดินเครื่องเลย อย่างที่เพื่อน สส. ปารเมศจากพรรคก้าวไกลของผมได้อภิปรายไว้ว่าเรามี โรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และโรงไฟฟ้าเหล่านี้กลับได้เงินหลายหมื่น ล้านบาทฟรี ๆ ผ่านค่าความพร้อมจ่ายครับ ซึ่งในตัวเลขเหล่านี้มันก็ไม่ได้ไปไหน เขาก็มาคิด รวมอยู่ในค่าไฟของพี่น้องประชาชนอยู่ดี ซึ่งถ้าท่านจะบอกว่าสัญญาเอกชนมันแก้ยาก มันแก้ ไม่ได้ อันนี้ผมก็ต้องถามกลับไปทางรัฐบาลว่าท่านเคยมีความคิดหรือมีความพยายามที่จะแก้ หรือยัง เพราะในต่างประเทศเองก็มีการแก้ไขสัญญารัฐกับเอกชนมาแล้วหลายรอบ หรือแม้แต่ในอดีตเองประเทศไทยเคยมีการให้เอกชนเข้ามาแก้ไขสัญญาสัมปทานจากภาครัฐ เรื่องนี้รัฐบาลควรจะเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง มีความกล้าอย่างน้อยก็เปิดการเจรจาพูดคุย หาโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายลงในอนาคต แล้วบันไดข้อสุดท้าย บันไดขั้นที่ ๕ คือการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างจริงจัง เพราะในอนาคตครับ ท่านประธานนอกเหนือจากต้นทุนค่าไฟที่ประชาชนจะต้องจ่ายแล้วต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนด้านมลพิษมลภาวะก็เป็นอีก ๑ ปัจจัยที่ประชาชนจะต้องจ่ายสูงไม่แพ้กัน หากยังมี การสนับสนุนให้มีการใช้โรงไฟฟ้าประเภท Fossil อยู่ ซึ่งปัจจุบันเรามีอัตราส่วนจากโรงไฟฟ้า ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติสูงกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มจะยังใช้อยู่ในแผนในอนาคต ของเรา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาครัฐยังคงมีแผนจะใช้ไปถึงปี ๒๐๕๐ เป็นอย่างน้อย แต่การจะเปลี่ยนพาสู่สังคมไร้ คาร์บอนอาจจะเป็นไปได้ยากในประเทศเราครับ เพราะเจ้าของ โรงไฟฟ้าประเภท Fossil ส่วนใหญ่ไม่ใช่ใคร ก็คือกลุ่มทุนพลังงานถ้าหากเราให้มีการเพิ่ม สัดส่วนของพลังงานทดแทนหรือลดปริมาณการใช้ Fossil ลงนี้ รายได้ของกลุ่มทุนกลุ่มนี้ก็จะ ตกลงไปด้วย แล้วอย่างนี้ใครมันจะไปยอมครับท่านประธาน นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเข้ามา แก้ไขและให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ อีกข้อหนึ่ง จากที่ผมพูดมาทั้งหมดบันได ๕ ขั้น ในการลดค่าไฟแน่นอนว่าการจะทำได้แต่ละขั้นนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความ ร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ ผมสรุปมาให้แล้วว่าถ้าเราจะทำสำเร็จแต่ละขั้นได้เราต้องไปคุย กับใครบ้างครับ บันไดขั้นแรกเราทำไปแล้วเรียบร้อยคือการเจรจากับ ปตท. ในการปรับ โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติไหมครับ แต่ ๔ ขั้นที่เหลือนี้เป็นตัวบ่งบอกว่าท่านจะเต็มใจ ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นเงินที่ต้องไป เจรจากับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ส่วนขั้นที่ ๔ กับขั้นที่ ๕ อันนี้ใหญ่หน่อย ที่ทั้งการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและการเดินหน้าสู่ Net Zero ที่รัฐบาลต้องเข้าไปคุยกับ กลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชน ทั้งหมดนี้หน่วยงานผมเรียกว่า ๕ ต ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปคุยอย่าง จริงจังเสร็จไปแล้วอันหนึ่ง อันนี้ขอชื่นชม แต่ ๔ อันที่เหลือก็ต้องถามว่ารัฐบาลจะเริ่มทำกี่โมง ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่ากล้าชน ๆ ท่านกล้าจริง ๆ หรือเปล่าครับ เพราะที่ผ่านมาผมเห็นว่า ท่านชนแต่เรื่องก๊าซธรรมชาติกลุ่มทุนน้ำมัน แต่ทุนพลังงานที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเอกชนนี้ ผมกับไม่เห็นท่านพูดถึงเลย ทั้งที่มันอาจจะช่วยลดค่าไฟได้มากกว่าเสียอีก อย่าให้คนตั้งครหา ครับว่าท่านกล้าชนบางกลุ่มแต่หลีกเลี่ยงแค่บางกลุ่มครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน พวกเราเชื่อว่าการแก้ไขปัญหามันไม่จำเป็นต้อง เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลพรรคก้าวไกล ถ้าหากสิ่งเหล่านี้มันสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟ ของพี่น้องประชาชนได้จริง เราพร้อมเป็นกระบอกเสียงทันที เพราะปัญหาของประชาชน มันรอไม่ได้ครับ ผมจึงเห็นด้วยกับญัตติปัญหาราคาค่าไฟแพงเป็นอย่างยิ่ง ให้ทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสเข้ามาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ หาทางออกให้กับประชาชน เพื่อสุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ใช้ค่าไฟที่ถูกอย่างเป็นธรรม ขอบคุณครับ