เบญจา เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗

เบญจา แสงจันทร์ เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจและหน้าที่การให้บริการไฟฟ้าของกองทัพไปดูแลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความมั่งคั่งผิดปกติของนายพลหลายรายหลังพ้นตำแหน่งทางการเมือง เบญจา แสงจันทร์ ระบุปัญหาการผูกขาดธุรกิจเชิงพาณิชย์ของกองทัพบนที่ดินราชพัสดุ และเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดสรรผลประโยชน์ เบญจา แสงจันทร์ หารือเรื่องการจัดตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการเข้ามามีบทบาทของทหารในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังรัฐประหาร โดยชี้ให้เห็นปัญหาความโปร่งใส การสวมหมวกหลายใบ และการเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง รวมถึงหารือเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังรัฐประหาร และชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างงบประมาณกับอำนาจทางการเมือง

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันขอเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนหน้าที่การให้บริการไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพ ไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตรง รวมถึงศึกษาเรื่องการถ่ายโอนธุรกิจต่าง ๆ ของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะลงรายละเอียดว่าทำไมสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันลงมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางการถ่ายโอนธุรกิจต่าง ๆ ของกองทัพที่เป็นขุมทรัพย์ไปอยู่ในความดูแลของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดิฉันจะขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันเปิดกรุสมบัติและอาณาจักร ลึกลับขุมทรัพย์ธุรกิจในกองทัพ รวมถึงความมั่งคั่งของนายพลในกองทัพไทยและรายได้ ต่าง ๆ ในธุรกิจทั้งหมด ไปจนถึงการเติบโตของนายพลบนเส้นทางเศรษฐีสุดลี้ลับที่แทบจะ จับต้องอะไรไม่ได้เลย อันดับแรกสิ่งที่จะต้องพูดถึงวงจรปริศนานี้ มีเรื่องหนึ่งที่ผู้คนในสังคม มักจะจับตา นั่นก็คือการเปิดบัญชีทรัพย์สินของนายพลหลังจากลงตำแหน่งทางการเมือง ในทุกครั้ง ดังเช่นครั้งนี้มีการจับตาการเปิดบัญชีทรัพย์สินของ พลเอก ประยุทธ์ ในรอบ ๙ ปี และนี่เป็นที่จับตามองอย่างมากค่ะ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ ได้เคยแจ้งว่ามีการรับมอบเงิน ที่ซื้อขายที่ดินราคา ๕๔๐ ล้านบาท จากบิดาของตนเองซึ่งเป็นการขายที่ดินให้กับบริษัท ในเครือธุรกิจเจ้าสัวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจ้าใหญ่รายหนึ่งในราคา ๖๐๐ ล้านบาท และเนื่องจาก พลเอก ประยุทธ์ เป็นบุตรคนโต จึงได้นำเงินแจกจ่ายให้น้องชาย ให้ลูก ๆ และให้ญาติพี่น้อง ทำให้ไม่ปรากฏบัญชีทรัพย์สินของตนเอง ดังนั้นในส่วนของลูกสาวเอง ที่เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วก็ไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน การแสดงบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้จึงปรากฏ แค่บัญชีของ พลเอก ประยุทธ์ และภรรยาที่มีทรัพย์สินมั่งคั่งถึงกว่า ๑๓๐ ล้านบาท แบบไร้หนี้สิน ท่านประธานคะ ยังมีนายพลและ ผบ.ทบ. อีกหลายรายที่ออกจากการดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ในที่นี้ก็จะมีอีกท่านที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เจ้าของนาฬิกาหรู ๒๐ กว่าเรือน สถานะโสด รวย เน้นยืมเพื่อน แจ้งบัญชี ทรัพย์สินมากว่า ๘๙ ล้านบาท และดิฉันยังพบบัญชีทรัพย์สินของอดีต ผบ.ทบ. ที่เมื่อ หลังเกษียณ แล้วก็ลงจากตำแหน่งทางการเมืองหลายท่าน พลเอก ป พลเอก อ พลเอก ฉ พลเอก ณรงค์พันธ์ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หลายท่านมีบัญชีทรัพย์สินที่มีมูลค่า สูงมาก ดิฉันค้นพบกรุสมบัติของนายพลที่พ้นตำแหน่งทางการเมืองหลายราย บางรายมี ๒๐๐ ล้านบาท บางรายมี ๓๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท และบางรายมีทรัพย์สินมากกว่า ๘๐๐ ล้านบาท โดยนายพลที่ร่ำรวยที่สุดรายหนึ่งแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ๘๐๐ ล้านบาท และระบุว่าคู่สมรสของตนเองมีบัญชีทรัพย์สินอยู่ ๗๒๐ ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่ ของคู่สมรสเป็นที่ดินและเงินฝาก แต่แจ้งคู่สมรสว่ามีอาชีพเป็นแม่บ้านเท่านั้น เป็นแม่บ้าน ที่ไม่มีรายได้แต่กลับมีทรัพย์สินที่มั่งคั่ง และดิฉันคิดว่าหลาย ๆ คนก็คงจะแปลกใจอย่างที่ ดิฉันเป็น นี่เป็นเพียงตัวอย่างของนายพลการเมืองผู้มั่งคั่งหลังลงจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. และตำแหน่งทางการเมืองเพียงไม่กี่นาย ที่ดิฉันได้ยกมาให้ทุกท่านได้เห็น แต่ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยยังมีนายพลที่มั่งคั่งอีกกว่า ๓,๐๐๐ นาย ที่รวยกันตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึง หลักร้อยล้านบาท พันล้านบาท ไล่กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น ทหารได้อะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ ค่ะ เมื่อ ๓ วันก่อนนี้โฆษกกระทรวงกลาโหมเพิ่งให้ สัมภาษณ์ว่านายพลไทยสูงทะลุ ๒,๐๐๐ คนไปแล้ว โดยนับเป็นนายพลที่มีตำแหน่งประจำ ซึ่งกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพ อย่างสำนักปลัด กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ทั้งสิ้นมีอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐๐ นายที่มีตำแหน่ง แต่อีก ๗๐๐ นาย เป็นนายพลที่ไม่ได้รับมอบหมายชัดเจน เป็นแค่ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ชำนาญ หรือเป็นตำแหน่งอื่น ๆ เมื่อดิฉันได้ทราบ ตัวเลขเช่นนั้น ดิฉันต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างมากค่ะ ดิฉันไม่ได้ตกใจกับจำนวน นายพลที่มันมีสูงมากล้นกองทัพ แต่ดิฉันตกใจกับตัวเลขของนายพลที่มันคลาดเคลื่อน อย่างมาก เพราะเมื่อดิฉันลองไปดูเอกสารจาก Page อย่างเป็นทางการของกองทัพไทยเอง ซึ่งเป็น Page ทางการด้วยนะคะ ยิ่งต้องตกใจค่ะ เพราะเมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา กองทัพไทย เองเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามีนายทหารชั้นนายพลจำนวน ๒,๒๓๐ นาย ที่เข้าเฝ้า ถวายสัตย์ปฏิญาณ และจากนั้นในปี ๒๕๖๕ ราชกิจจานุเบกษาเองก็ประกาศจำนวนนายพล ในราชกิจจานุเบกษาเปิดเผยชื่อทหารอีกจำนวน ๕๓๐ นาย และในปี ๒๕๖๖ ก็มีนายพลใหม่ เพิ่มอีก ๕๒๔ นาย และเมื่อปีที่แล้วที่มีนายพลเพิ่ม ๕๑๔ นาย ได้มีการถามตัวเลขไปว่า เรามีทหาร มีนายพลที่เกษียณแล้วเท่าไร แต่ก็ไม่มีตัวเลขที่เป็นรูปธรรมชัดเจนและไม่เคย ปรากฏ ดังนั้นดิฉันจะอนุมานว่าตอนนี้เรามีนายทหารชั้นนายพลใกล้เคียงกับจำนวนตัวเลข ๓,๒๐๐ คนแล้ว ถ้านายพลกำลังหลักตามที่ท่านโฆษกพูดมีอยู่ ๑,๓๐๐ คน นั่นเท่ากับเรามี นายพลว่างงานอยู่มากกว่านั้น นั่นก็คือว่าเรามีจำนวนนายพลที่ว่างงานอยู่อีกประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ คน ซึ่งนายพลเหล่านี้ไม่มีรับมอบหมายงานใด ๆ ไม่มีโต๊ะนั่ง โยกย้ายไปช่วยราชการ ที่นั่นบ้าง ทีนี่บ้าง ไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจบ้าง เป็นกรรมการอิสระ นั่งในบริษัทมหาชน นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่บ้าน บ้างก็ไปออกรอบตีกอล์ฟค่ะ สิ้นเดือนก็รับค่าตอบแทน ค่าเบี้ย ประชุม ถ้าไปคำนวณตัวเลขค่าตอบแทนระดับนายพลที่ต่ำสุด ในเงินเดือนระดับ น.๖ ซึ่งเป็นระดับ ที่ต่ำที่สุดแล้วนะคะ อยู่ที่ ๖๙,๐๔๐ บาท เงินค่าบริหารระดับสูง ๑๔,๕๐๐ บาท ค่าตอบแทน รายเดือน ๑๔,๕๐๐ บาท และค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดการหารถประจำตำแหน่ง กรณีไม่มีรถประจำตำแหน่งอีก ๓๑,๘๐๐ บาท ดังนั้นนายพล ๑ คนในระดับต่ำสุดจะรับ เงินเดือน ๑ เดือน เป็นจำนวนเงิน ๑๒๙,๘๔๐ บาท และนี่คือค่าตอบแทนในระดับที่ ต่ำสุดแล้ว นั่นเท่ากับว่า ๑ เดือน ประเทศไทยจะต้องจ่ายเงิน ๔๒๕ ล้านบาทต่อเดือน ปีหนึ่ง เราต้องจ่ายเงินให้นายพลในอัตราที่ต่ำสุดอยู่ที่ ๕,๑๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ประเทศไทย จ่ายเงินไปจำนวนมหาศาลขนาดนี้ แล้วเราลองมองย้อนกลับมาดูแสนยานุภาพของ กองทัพไทยกันค่ะ เศร้าใจและผิดหวังไหมคะ คำถามคือนายพลเหล่านี้รับราชการทหารมา ทั้งชีวิต เหมือนกับข้าราชการในอาชีพอื่น ๆ หลายคนก็รับราชการกันมาตลอดชีวิต หลาย ๆ คนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็รับราชการมาแล้วหลายปี แต่อะไรที่ทำให้พวกเขา หมายถึงนายทหาร นายพลนะคะ เป็นข้าราชการที่มั่งคั่งได้ถึงเพียงนี้ แน่นอนค่ะ ดิฉันก็อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งก็อาจจะอ้างว่าได้รับมาจากเงินมรดก แต่แล้วที่ไม่ใช่มรดกล่ะคะ มันจึงปฏิเสธไม่ได้ ว่าการเข้ามามีอิทธิพล มีตำแหน่งทางการเมืองและธุรกิจของทหาร เป็นเส้นทางเศรษฐี ของบุคคลระดับสูงในกองทัพที่เราทุกคนต่างเห็นเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว แต่ท่าน ประธานคะ อิทธิพลทางการเมืองและธุรกิจของทหารที่ว่านี้มีอะไรบ้าง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ต้อง ทำให้สภามีความจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณาและศึกษาการถ่ายโอนธุรกิจ ของกองทัพในครั้งนี้ และดิฉันจะขอพาทุกท่านไปทัวร์อาณาจักรธุรกิจของกองทัพ ขุมทรัพย์ ทหาร เส้นทางเศรษฐีของนายพลไปด้วยกันค่ะ

เส้นทางที่ ๑ ขุมสมบัติที่ ๑ คือที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของกองทัพและ รายได้จากการทำธุรกิจที่เกิดจากสวัสดิการเชิงพาณิชย์ของกองทัพ ท่านประธานคะ ถ้าจะ เปิดเส้นทางพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่อย่างเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับโลกตัวจริง ก็ต้องบอกว่าคนที่ ครอบครองที่ดินจำนวนนับล้านไร่จะเป็นใครไปไม่ได้ เขาคือกองทัพไทย หน่วยงานที่มี ที่ดินครอบครองกระจายอยู่ทั่วประเทศเต็มไปหมด สิ่งที่น่าสนใจคือที่ดินราชพัสดุที่อยู่ใน ความดูแลของกรมธนารักษ์ที่มีมากกว่า ๑๒.๕ ล้านไร่ทั่วประเทศ กองทัพ ๓ เหล่าทัพ ได้ครอบครองไว้จำนวนเกือบ ๗.๕ ล้านไร่ และสิ่งที่น่าตกใจก็คือประชาชนในประเทศนี้ กี่คนกันที่จะทราบว่ากองทัพมีปั๊มน้ำมัน ๑๕๐ แห่ง มีสนามกอล์ฟ ๗๔ แห่ง และนอกจาก สนามกอล์ฟที่ครอบครองแล้วยังมีรายได้ที่มากกว่าหลายพันล้านบาทต่อปี ยังมีอะไรอีกคะ ยังมีร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัวแบรนด์ใหญ่รายหนึ่งที่ผูกขาดเป็นร้านค้าสวัสดิการในค่ายทหาร มีธุรกิจตลาดนัด กิจการสโมสร โรงแรม สนามมวย สนามม้า สถานพักฟื้นพักผ่อน ของกองทัพ รวมไปถึงสวัสดิการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ค่ะ อย่างโครงการออมทรัพย์หรือ กองฌาปนกิจที่มีการบังคับให้กำลังพลทุกชั้นเข้าไปเป็นสมาชิกสวัสดิการ แล้วก็เข้าร่วม โครงการออมทรัพย์ ซึ่งรายได้ทั้งหมดที่มาจากการฝากเงินจะถูกนำไปเป็นสวัสดิการของ นายพลคนไหนไม่มีใครรู้ มีการจัดแบ่งผลประโยชน์ให้แก่นายทหารระดับใดบ้าง ก็ไม่มี ใครทราบ แล้วเรื่องนี้มีการร้องเรียนทุจริตเรื่องการยักยอกเงินสวัสดิการอยู่บ่อยครั้ง แต่นอกจากกองทัพจะไม่ทำอะไรแล้ว ก็ยังปล่อยให้เรื่องเลือนหายไปพร้อมกับการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาแค่ตรวจสอบเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นค่ะท่านประธาน กองทัพยังเป็นทั้ง Landlord แล้วก็เป็นทั้ง Developer ใช้ที่ดินของรัฐไปทำโครงการที่ดินจัดสรรที่อยู่ภายใต้ การดูแลของกองทัพเอง เพื่อนำไปจัดสรรให้กับกำลังพล อย่างเช่น โครงการบ้านประชารัฐ บนที่ดินราชพัสดุหรือโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ โดยได้รับความร่วมมือจากทาง กรมธนารักษ์ด้วย ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กำลังคน ๆ ไหนถ้าจะเข้าโครงการกู้เงินก็ต้องมีนายทหารผู้บังคับบัญชาเป็นคนเซ็นรับรองให้ จึงจะสามารถกู้เงินซื้อบ้านในโครงการได้ ดังนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเอาที่ดินรัฐไปจัดสรรให้กำลังพล ก็เห็นจะมีแต่นายทหารระดับ ผู้บังคับบัญชาเท่านั้นที่หากิน สูบเลือด สูบเนื้อบนรอยเลือดและคราบน้ำตาของประชาชน และกำลังพลชั้นผู้น้อยทั้งนั้นค่ะ ประเด็นเรื่องธุรกิจเชิงพาณิชย์บนที่ดินราชพัสดุยังไม่จบแค่นี้ ค่ะท่านประธาน ยังมี Series ที่เพื่อน ๆ สมาชิกของดิฉันกำลังจะทยอยลุกขึ้นมาช่วยกัน เปิดกรุ แล้วก็คลังสมบัติ แล้วก็ช่วยอภิปรายลงรายละเอียดอีกครั้ง

ไปต่อกันที่ขุมสมบัติที่ ๒ ขุมสมบัติจากการนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลัง รัฐประหาร ในทุก ๆ ครั้งหลังรัฐประหารจำนวนนายพลยิ่งสวมหมวกหลายใบมากยิ่งขึ้นค่ะ เข้าไปนั่งในตำแหน่งในบริษัทเอกชน และตำแหน่งผู้บริหารในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทั้ง ๕๖ แห่ง ซึ่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจทั้งหมดมีสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจรวมกันราว ๆ เกือบ ๑๕ ล้านล้านบาท สร้างรายได้ต่อปีเกือบ ๕ ล้านล้านบาท นี่อาจจะถือเป็นขุมทรัพย์ทองคำที่ผู้มีอำนาจหลายคน ในกองทัพพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะในยุคใด หลังรัฐประหารครั้ง ล่าสุดนี้เอง มีจำนวนทหารที่เข้ามานั่งเป็นประธานในบอร์ดรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น ๕ เท่า และมี จำนวนทหารและอดีตทหารเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบอร์ดเกือบถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉัน พบว่ามีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ประกอบกิจการที่ไม่ตรงกับความชำนาญของบุคลากรจาก กองทัพเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย การนิคมแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธุรกิจอย่างพลังงาน อย่าง ปตท. รวมไปถึงบอร์ดธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้แต่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยก็ตาม ท่านประธานคะบอร์ดที่เป็นผู้มีอำนาจบริหารในรัฐวิสาหกิจ นอกจากมีอำนาจในการกำกับ ดูแลและบริหารแล้ว เขายังได้รับประโยชน์ตอบแทน มีรายได้จากรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ที่ตัวเองเข้าไปนั่งเป็นกรรมการด้วย แล้วนายทหารบางรายก็ยังไปนั่งเป็นบอร์ดหลายแห่ง ในเวลาเดียวกัน หลายคนสวมหมวกหลายใบ ได้รับทั้งค่าตอบแทนรายเดือน ค่าเบี้ยประชุม ได้รับโบนัส ได้รับเงินเดือนประจำตำแหน่งนายพล ได้ค่าตอบแทน รถประจำตำแหน่ง งานสบาย ๆ รับรายได้หลายทาง และนี่คือกลายเป็นเส้นทางเศรษฐีของกองทัพไทยไปแล้ว และเรื่องที่น่าสังเกตบอร์ดรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มักจะถูกเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดรัฐประหาร ทุกครั้ง คำถามสำคัญค่ะ จะมีความโปร่งใสแค่ไหนในการบริหาร ใช้อำนาจที่ทับซ้อน ก่อให้เกิดการเอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือเปล่า และมีการเอื้อพวกพ้องอย่างไรบ้าง และใครรับรายได้เข้ากระเป๋าไปเท่าไรแล้วบ้าง เราไม่เคยตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ ที่เป็นขุมสมบัติเหล่านี้ได้เลยค่ะ และนี่จึงเป็นเหตุจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อ พิจารณาศึกษา

ไปต่อกันที่ขุมสมบัติที่ ๓ งบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็น งบก้อนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นตลอดแทบทุกปีค่ะ เมื่อเราย้อนไปดูก่อนการรัฐประหาร ในปี ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นก่อนรัฐประหาร ๑ ปี กองทัพไทยได้รับงบอยู่ที่ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่หลัง รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา งบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่เคยได้รับกลับเพิ่มขึ้น ๒ เท่าในปี ๒๕๕๒ และหลังจากนั้นเมื่อ คสช. เดินหน้าภารกิจยึดกุมอำนาจทางการเมืองสำเร็จ กองทัพเข้ามาครอบคลุมอำนาจรัฐได้ งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น ๓ เท่าในปี ๒๕๖๓ โดยได้รับงบอยู่ที่ ๒๓๓,๐๐๐ ล้านบาท จึงทำให้ เห็นชัดว่างบประมาณที่กองทัพได้รับสัมพันธ์กับอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานคะ แล้วถ้าดู จากสไลด์ก็จะเห็นว่างบกระทรวงกลาโหมเป็นงบที่แทบจะไม่ค่อยได้ปรับลดเลยหลังจาก เพิ่มขึ้นแล้ว แล้วก็ตัดลดได้น้อยมากหรือแม้แต่ปรับลดได้ แต่ว่าสุดท้ายก็ไปอนุมัติเพิ่มเติมกัน ภายหลังค่ะ นอกจากงบกระทรวงกลาโหมจะปรับลดไม่ได้แล้วแทบไม่มีหน่วยงานไหนเลย ที่เข้าไปตรวจสอบได้ แม้แต่ สตง. เองก็ตาม นี่จึงทำให้เป็นต้นเหตุของการที่เกิดการทุจริต ฉ้อฉล ปล่อยให้มีเงินทอนสะพัดในโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ตั้งแต่โครงการจัดซื้อ รถถัง เรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์ ยานยนต์สรรพาวุธ โครงการจัดซื้อ GT200 ที่ใช้งานไม่ได้ ทุจริตกันแม้กระทั่งโครงการจัดซื้อกางเกงในของทหาร อย่างที่คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้วก็คุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เพื่อนสมาชิกจาก พรรคก้าวไกลได้เคยอภิปรายเคสทุจริตอื้อฉาวในกองทัพมาแล้วในสภา ในสมัยการประชุม สภาสมัยที่แล้วค่ะ ท่านประธานคะ และนี่คือคลังสมบัติที่มาจากงบประมาณจำนวนมหาศาล ส่งผลตามมาด้วยการตั้งบริษัททหารรับงานกองทัพ ทำธุรกิจหากินกับโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ของกองทัพ ยิ่งมีงบประมาณที่มากขึ้นเท่าไร ก็ย่อมตามมาด้วยภารกิจที่ใหญ่ยิ่งในการนำงบ ไปลงทุนในธุรกิจ ส่งผลตามมาด้วยทรัพย์สินและอำนาจของทหารระดับนายพลและ คนในเครือข่ายที่ก็จะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย เท่านั้นไม่พอค่ะ ตามไปดูกันที่ขุมทรัพย์ที่ ๔ ค่ะ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์สื่อที่อยู่ในมือกองทัพ ทั้งสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุ ในปัจจุบันกองทัพ ถือคลื่นความถี่และประกอบกิจการในระบบวิทยุกระจายเสียงมากที่สุดเป็นอันดับ ๑ ในประเทศนี้ รวม ๒๐๕ คลื่น รองลงมาคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๔๔ คลื่น และรายได้ ของธุรกิจวิทยุส่วนใหญ่มาจากการขายโฆษณาและค่าเช่าคลื่น แต่ท่านประธานทราบ หรือไม่คะ ไม่มีใครทราบตัวเลขรายได้จากคลื่นทั้ง ๒๐๕ คลื่นของกองทัพเลยว่ารายได้เหล่านี้ เข้ากระเป๋านายทหารคนใด ระดับใดบ้าง หรือรายได้ดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนา กองทัพในส่วนใด เพียงใด ข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่เคยมีการเปิดเผยค่ะ แต่ที่แน่ ๆ ตัวเลขรายได้ ยังคงเป็นที่ดึงดูดต่อผู้ประกอบการหลายรายนะคะ ดูได้จากการที่ยังมีผู้เข้าประมูลแข่งขัน คลื่นวิทยุกันอย่างดุเดือดมากค่ะ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา โดยมี การประมูลคลื่นไปด้วยเม็ดเงินจำนวนทั้งสิ้น ๗๐๐ ล้านบาท โดยที่เสือนอนกินอย่างกองทัพ ไม่จำเป็นต้องนำส่งคืนคลื่นของตนเองกลับมาจัดสรรใหม่แต่อย่างใดเลยค่ะ ดิฉันจะขอ ยกตัวอย่างคลื่นที่เป็นของกองทัพอย่างคลื่น คูลฟาเรนไฮต์ ๙๓ และ EFM 94 คลื่นวิทยุ Rating อันดับ ๑ ที่ยังถูกครอบครองโดยกองทัพจนถึงวันนี้และไม่มีข้อมูลว่าสัมปทาน จากการเช่าคลื่นวิทยุนี้ ที่เรียกว่าเป็นความนิยมสูงคลื่นนี้ค่ะ มีจำนวนค่าเช่าอยู่ที่เท่าไร ดิฉันขอยกตัวอย่างเท่าที่พอหาได้ ๑ คลื่น ก็คือคลื่น Life Radio ซึ่งเป็น FM 99.5 ซึ่ง FM 99.5 ทำสัญญาเช่าคลื่นวิทยุ ๑ คลื่นจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการ ทหารสูงสุด เป็นเวลา ๒ ปี เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๖๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ จำนวนเงินเกือบ ๖๕ ล้านบาทนี้เป็นการเช่าคลื่นเพียงแค่ ๑ คลื่นที่อยู่ในมือกองทัพ นั่นเท่ากับอีกจำนวน ๒๐๐ กว่าคลื่นจะเป็นจำนวนเงินมหาศาลแค่ไหน เราไม่เคยเห็นตัวเลข และไม่เคยได้รับการเปิดเผยใด ๆ จากกองทัพเลย ดิฉันเข้าใจเป็นอย่างดีค่ะถึงประวัติ ความเป็นมาที่กองทัพใช้เป็นข้ออ้างเรื่องความมั่นคง นี่เป็นเหตุที่ยังคงแช่เวลา แล้วก็ ครอบครองขุมทรัพย์สื่อไว้ในมือเช่นนี้ แต่ท่านประธานคะดิฉันคิดว่าในยุคสมัยนี้การที่กองทัพ จะอ้างเรื่องความมั่นคงไม่น่าจะฟังขึ้นแล้วนะคะ เพราะกลับไปตรวจสอบดูได้ค่ะ ดิฉันฟังคลื่น เหล่านี้อาจจะไม่ครบทั้ง ๒๐๐ คลื่นด้วยซ้ำ แต่สถานีเหล่านี้ได้กลายเป็นคลื่นเปิดเพลง เพื่อความบันเทิงไปแล้ว ไม่เคยมีเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่เคยมีเนื้อหาใด ๆ ที่เตรียมการป้องกันประเทศอีกแล้วค่ะ ท่านประธานคะ สิ่งที่เราเห็นคือสื่อและภูมิทัศน์ ของสื่อเปลี่ยนไปมาก แต่กองทัพต้องทบทวนไหมในการที่จะขับเคลื่อนธุรกิจวิทยุยุคปัจจุบัน ยังคงทำตัวเป็นเสือนอนกินครองคลื่นความถี่จำนวนมาก อาจจะไม่ได้เป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจ เสมอไป และนี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จของการยึดอำนาจเหมือนสมัยก่อนแล้ว และถึงเวลาแล้ว ที่กองทัพจะต้องคืนสมบัติที่เป็นของสาธารณะ อย่างขุมทรัพย์สื่อที่อยู่ในมือของกองทัพ ทั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุคืนให้กับการจัดสรรทรัพยากรให้กับประเทศนี้ คืนการสื่อสาร คืนคลื่นวิทยุให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์กันอย่างเป็นธรรมค่ะ ไปดูกันที่ TV Digital ค่ะ กองทัพยังคงเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย TV Digital รายใหญ่ และเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ทุกท่านอาจจะไม่ได้แปลกใจนักค่ะ ถ้าหากดิฉันจะบอกว่ากองทัพเป็นผู้ครอบครองขุมทรัพย์ สื่อที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขุมทองธุรกิจโครงข่าย TV Digital เพราะทุกท่านคงทราบกันเป็นอย่างดีว่า กองทัพเป็นผู้บริหารโครงข่าย TV Digital ในลักษณะแบบผูกขาด หลังจาก กสทช. อนุมัติใบอนุญาตต่อเวลาให้อีกยาวนานเพิ่มอีก ๑๕ ปี หลังการรัฐประหาร ต่อมา กสทช. ก็ยังอนุมัติให้กองทัพได้ใบอนุญาตการให้บริการ โครงข่าย TV Digital เพิ่มอีก ๑ ใบ เพื่อแลกกับการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานอย่างกรุงเทพ โทรทัศน์และวิทยุ ในการบริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๗ ให้ย่นระยะเวลาสัมปทาน ลดลง เพื่อช่วยให้การยุติทีวีในระบบ Analogue เร็วขึ้น ท่านประธานคะ ดิฉันต้องบอกว่า ในขณะที่สื่อดั้งเดิมทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ลดขนาดทางธุรกิจค่ะ บางรายต้อง ปิดตัวลง แต่กองทัพยังมีขุมสมบัติที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญจากโครงข่ายโทรทัศน์ในระบบ Digital หรือ MUX ที่ช่อง TV Digital จะต้องเช่า ททบ. ๕ เพื่อใช้แพร่ภาพกระจายเสียง โดยมีค่าเช่าช่องความคมชัดประเภทสูงอยู่ที่เดือนละ ๑๐.๕ ล้านบาท และราคาช่องที่ใช้ ในรายการประเภทความคมชัดแบบปกติเดือนละ ๓.๕ ล้านบาท นี่ลดราคาลงมาแล้วนะคะ ต้องบอกว่าข้อมูลจาก กสทช. บอกไว้ว่าช่องที่ MUX ใช้ MUX ของ ททบ.๕ มีอยู่ด้วยกัน ๑๔ ช่อง ซึ่งช่องนี้เป็นช่องความคมชัดสูง ๕ ช่องและ HD ก็คือช่องความคมชัดปกติ ๙ ช่อง นั่นเท่ากับว่า ททบ. ๕ ได้เงินค่าเช่า MUX ๑,๐๐๘ ล้านบาทต่อปี อันนี้ไม่รวมกับค่าโฆษณา ค่าทำโฆษณา ค่ารับจ้างบริการอื่น ๆ อีก ซึ่งหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ปรากฏ ชัดในเอกสารใด ๆ เลย รายได้นี้ก็ต้องบอกว่าทาง กสทช. ไปเปลี่ยนเงื่อนไขให้ ททบ. ๕ สามารถไปหารายได้ได้จากการโฆษณา แล้วก็ไปแสวงหากำไรได้ โดยสามารถที่จะมีการโฆษณา ได้เฉลี่ยชั่วโมงละ ๘-๑๐ นาทีเท่ากับ TV Digital แบบระบบธุรกิจเลยนะคะ ปัจจุบันกองทัพ จึงกลายเป็นเสือนอนกินรับรายได้จากคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ ฟันกำไรมหาศาล ผูกขาด โดยไม่ ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นเลย จริง ๆ ต้องบอกว่าถึงเวลาแล้วที่กองทัพจะคืน สมบัติที่เป็นสาธารณะ อย่างขุมทรัพย์สื่อที่อยู่ในมือกองทัพทั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุ คืนสิทธิในการจัดสรรทรัพยากรในการสื่อสารให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้จัดสรรในการ ใช้ทรัพยากรแบบนี้อย่างเป็นธรรมค่ะ ไม่เพียงเท่านี้ค่ะท่านประธาน ไปดูขุมทรัพย์ต่อไปค่ะ

ขุมทรัพย์ธุรกิจพลังงานของกองทัพไทย กองทัพเป็นอีก ๑ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจพลังงาน ทั้งธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจไฟฟ้า และ Solar Farm แน่นอนค่ะในอดีต ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการป้องกันประเทศ เพราะกองทัพ ไม่สามารถเคลื่อนทัพได้ ถ้าไม่มีน้ำมัน และฐานทัพเองก็ไม่สามารถดำเนินการได้ถ้าไม่มีไฟฟ้า และดิฉันเอง ก็ไม่มีปัญหากับการที่กองทัพจะสำรองพลังงานเพื่อความมั่นคง แล้วก็ เพื่อการป้องกันประเทศค่ะ แต่ความมั่นคงในปัจจุบันมันได้กลายเปลี่ยนเป็นความมั่นคงใน การขายพลังงานของกองทัพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองไปเสียแล้วค่ะ ถ้าเราไปดูขุมทรัพย์แรก ก็คือของกรมการพลังงานทหาร เราจะเห็นว่าจากข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกรมการ พลังงานทหารได้ระบุไว้ว่ามีการผลิตน้ำมันดิบที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจำนวน ๓๖๕,๐๐๐ บาร์เรล เมื่อคำนวณด้วยราคากลางย้อนหลัง ๖๐ ปีด้วยราคา ๕๐ เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล จะเท่ากับมูลค่าที่ได้รับ ๖๒๕ ล้านบาท ในระยะเวลาที่ดำเนินการมาแล้ว ณ วันนี้ ๖๘ ปี คิดเป็นมูลค่า ๔๔,๓๐๐ ล้านบาท มูลค่ามหาศาลมากค่ะ ซึ่งกองทัพก็ยังอ้างว่าผลผลิต เหล่านี้ผลิตในโรงกลั่นแล้วก็ดำเนินการทุกอย่างในกรมการพลังงานทหาร แล้วก็เอาไว้ใช้ เพื่อป้องกันประเทศ ใช้เพื่อความมั่นคงในเขตทหาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่า มูลค่าขุมทรัพย์ ใต้ดินที่สะพัดในกองทัพปริมาณมหาศาลแบบนี้ มันต้องตั้งคำถามว่ากองทัพผลิตได้ปริมาณ มหาศาลเท่าไร และใช้เท่าไรในกองทัพ พร้อมทั้งขายออกไปสู่ตลาดภายนอกเท่าไร นี่คือผลผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันของกรมการ พลังงานทหารค่ะ ที่ได้ส่งออกไปมีการส่งออกไปที่ภาคเอกชนหรือเปล่า มีการส่งออกไป ที่รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่น ๆ หรือเปล่าในรูปแบบการค้า แบบนี้ก็ไม่เคยมีการเปิดเผย แล้วก็ไม่ทราบด้วย กรรมาธิการงบประมาณหลาย ๆ ครั้งนี้ขอดูงบประมาณ ขอดูรายได้จาก ในส่วนการขายน้ำมันนี้ แต่กองทัพก็ไม่เคยนำส่งรายได้หลายหมื่นล้านบาทตรงนี้ เข้ากระทรวงการคลังเลย แล้วรายได้ที่มีปริมาณมหาศาลแบบนี้เข้ากระเป๋าใคร นายพล คนไหน ท่านประธานคะ ไม่เพียงแต่ขุมทรัพย์น้ำมันเท่านั้นค่ะ แต่กองทัพมีพลังงานไฟฟ้า ในครอบครองแห่งเดียวในประเทศไทยที่กองทัพเข้าไปดำเนินการในธุรกิจขายกระแสไฟฟ้า ให้กับประชาชนที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่ผ่านมากิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทาน กองทัพเรือตั้งขึ้นมากว่า ๘๔ ปีแล้ว ฐานทัพเรือสัตหีบเป็นคนตั้งขึ้น แล้วก็อ้างเรื่อง ความจำเป็นในอดีตที่ต้องเดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานราชการทหาร แล้วก็ ฐานทัพเรือบอกว่าจะเอาไฟฟ้าเหล่านี้ใช้ในฐานทัพ แล้วก็ใช้ในหน่วยราชการฝ่ายพลเรือน ในเขตพื้นที่ทหารเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ได้มีการขยายเขตเหล่านี้ เข้าไปบริการให้ประชาชนได้ใช้ ณ วันนี้มีประชาชนมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ที่ต้องใช้ไฟจาก กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ต้องถามว่ากองทัพเรือมีความจำเป็นแค่ไหน ในการที่จะจำหน่ายไฟฟ้าแบบติด ๆ ดับ ๆ แบบนี้ให้กับประชาชน นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมี แต่ทุกชาติในโลกไม่มีค่ะ คือการที่กิจการสวัสดิการไฟฟ้าได้ขยายธุรกิจออกไปครอบคลุม บริการด้านไฟฟ้าเบ็ดเสร็จให้แก่ประชาชนในพื้นที่หลายแสนคน ด้วยขีดความสามารถที่ ตัวเองไม่มีเลยนะคะ แล้วก็กระแสไฟฟ้าเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ค่ะ ก็เห็นว่ากระแสไฟฟ้าในบริเวณพื้นที่อำเภอสัตหีบ ๓ วัน ๔ วันดับ สร้างปัญหากระแสไฟฟ้า ตกบ่อย ดับบ่อย เครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ก็เสียหาย แล้วไม่เคยมีใครรับผิดชอบ ตามมาด้วยราคาค่าไฟที่แพงและสูงมากกว่าปกติ ไฟติด ๆ ดับ ๆ บ่อย ๆ แบบนี้เป็นปัญหา มาก ๆ ค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะมีขีดความสามารถอะไรไปเตรียมพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศได้ ท่านประธานคะ ข้อเสนอของสภาที่มีต่อกองทัพมาตลอดก็คือกองทัพควรปล่อยวางจาก ธุรกิจไฟได้แล้ว ทบทวนบทบาทที่แท้จริงของตัวเองและให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งมีขีด ความสามารถและความชำนาญเข้ามาจัดการตามบทบาทหน้าที่ของเขาดีกว่าค่ะ นอกจาก น้ำมัน ไฟฟ้า ไปต่อกันที่โซลาฟาร์ม เมื่อปี ๒๕๕๒ การก่อตัวและการลงทุนด้านพลังงาน ของกองทัพปรากฏเด่นชัดขึ้น เมื่อมีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. อุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศและการพลังงานทหาร โดยให้กระทรวงกลาโหมและสำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหมมีอำนาจในการจัดสิทธิ จัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการพลังงานทหาร ให้มีอำนาจในการเข้าไปร่วมลงทุนร่วมทำงานจัดตั้งบริษัทหรือจัดตั้ง บรรษัทตามที่กำหนด แล้วก็ให้ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นกรรมการเพื่อให้ดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ต่อมาท่านประธานในปี ๒๕๕๗ รัฐบาล คสช. ก็เปลี่ยน ทิศทางการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานอีกครั้งค่ะ โดยมีการผลักดันให้โครงการโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่จากก๊าซธรรมชาติให้ใช้การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่เป็นจุดสานต่อการซื้อไฟฟ้าข้ามพรมแดนต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ ดิฉันจะไม่ขอ ลงรายละเอียดในนี้ จากนั้นในปี ๒๕๕๘ กองทัพบกก็ริเริ่มการใช้ที่ดินราชพัสดุที่อยู่ใน ครอบครอง จำนวน ๔,๐๐๐ ไร่ ผลิตไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์หรือที่เรียกกันว่า โซลาฟาร์มร่วมกันกับเอกชนตั้งโซลาฟาร์ม ๓๑๐ เมกะวัตต์ โดยมีการทำเรื่องขอให้กระทรวง พลังงานเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาฟาร์มในที่ดินกองทัพบกเพิ่มอีก แล้วก็ขยายโครงการ อีกกว่า ๒๐ แห่งค่ะ ตามโครงการโซลาฟาร์มส่วนราชการเพิ่มอีก ๑๐๐ เมกะวัตต์ แล้วก็ กองทัพก็ด้วยความที่กองทัพยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย แล้วก็ประกอบกับการที่ยังไม่มีใบอนุญาต แล้วก็ยังไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ยื่นเสนอ ดังนั้นการจัดสรรรายได้ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนก็จึงไม่มีการชี้แจงว่าการบริหารจัดการรายได้ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายไฟฟ้าจะสนับสนุนให้ใคร และจะเป็นรายได้ตัวไหน ดังนั้น ถ้าดิฉันจะยกตัวอย่างให้เห็นว่ารายได้ตรงนี้มันเยอะมากขนาดไหนนะคะ ดิฉันจะอธิบาย แบบนี้ค่ะว่า นโยบายการสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาฟาร์ม ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าว ณ ปัจจุบันอยู่ที่ ๓ บาทต่อหน่วย ในระยะเวลา ๒๕ ปี โครงการโซลาฟาร์มของกองทัพ จะมีรายได้ราว ๆ ๓๓,๔๘๐ ล้านบาท แล้วเงินเหล่านี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เข้ากระเป๋าใคร ไม่เพียงเท่านั้นค่ะท่านประธาน ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา กองทัพบกและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย EGAT ร่วมกันศึกษาพัฒนาการลงทุนโซลาฟาร์มบนที่ดินราชพัสดุ ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อให้รองรับการผลิตโซลาฟาร์มได้ ๓๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ โดยจะนำพื้นที่ของ กองทัพบกทั่วประเทศกว่า ๔ ล้านไร่ มาพัฒนาแล้วก็บริหารจัดการ ทำให้เกิดการผลิตไฟฟ้า ยาวนานต่อเนื่องไปอีก ๒๕ ปี ขุมทรัพย์มหาศาลจากการลงทุนในพลังงานทั้งหมด ไม่ปรากฏต่อสาธารณะว่าจะจัดสรรให้นายพลคนใด และกองทัพได้ไปเท่าไร กรมธนารักษ์ จะได้ไปในสัดส่วนใด และเป็นเงินที่เหลือเข้าคืนคลังเท่าไรก็ไม่มีการชี้แจง ท่านประธานคะ ธุรกิจเสนาพาณิชย์ของกองทัพที่ดิฉันได้อภิปรายไปทั้งหมดเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของปัญหา ความเหลื่อมล้ำในประเทศนี้ค่ะ ถึงแม้ว่าวันนี้พรรคก้าวไกลจะเป็นเพียงฝ่ายค้าน แล้วเราก็มี ข้อจำกัดมากมายที่ยังไม่สามารถที่จะผลักดันนโยบายปฏิรูปกองทัพของเราให้สำเร็จและ เป็นจริงได้ แต่ดิฉันคิดว่าวันนี้การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาการถ่ายโอนธุรกิจ ของกองทัพ เรื่องนี้เป็นประตูบานแรกที่จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณากัน จริง ๆ สักทีค่ะ ว่ากองทัพมีความจำเป็นต้องครอบครองที่ดินจำนวนมหาศาล มีค่ายทหาร ที่ตั้งอยู่บนที่ดินใจกลางกรุงเทพมหานคร อยู่ใจกลางเมืองแล้วก็ผูกขาดธุรกิจที่ทำธุรกิจต่าง ๆ ยังมีความจำเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ และมันถึงเวลาหรือยังที่เราต้องปฏิรูปกองทัพ คืนทหารให้ ประชาชน คืนนายพลกลับไปทำงานในกองทัพและคืนธุรกิจกองทัพหลายหมื่นล้านบาทให้กับ รัฐบาล ปรับลดงบกระทรวงกลาโหมกลับไปเท่าก่อนรัฐประหารก็ได้ค่ะ เราจะมีงบประมาณ เพิ่มหลายแสนล้านบาทเพื่อมาเป็นสวัสดิการให้กับประชาชนค่ะ ถ้างบประมาณและ ทรัพยากรของประเทศนี้ถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างถูกที่ถูกทางนะคะ ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่จัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ให้ประชาชนเป็นที่ตั้งค่ะ วิธีการ เช่นนี้จะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ การปฏิรูปกองทัพ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องคือเรื่องเดียวกัน ดิฉันจึงขอเสนอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาและ ศึกษาการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ ส่งมอบที่ดินและธุรกิจคืนให้กับรัฐและประชาชน เพื่อนำมาจัดสรรและกระจายทรัพยากรให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรมเพื่อสร้างความมั่นคง ให้กับประชาชน สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ และให้กับประเทศนี้ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน