วีรภัทร คันธะ หารือปัญหาค่าไฟฟ้าที่สูงเกินควรในชุมชนคนจนที่ไม่มีทะเบียนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมที่คำนึงถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคก้าวไกล ตัวแทนพี่น้องชาวพระประแดงครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันก่อนผมลงพื้นที่ไปในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนที่ผม เรียกว่า เหล่าคนจนเมือง ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ถ้าขอทะเบียนบ้านชั่วคราวได้ การขอใช้น้ำไฟ ก็จะไม่ใช่อัตราปกติเหมือนกับคนที่มีทะเบียนบ้านทั่วไป ซึ่งในชุมชนหนึ่งอาจขอหม้อไฟ ได้หม้อเดียว หรือ ๒ หม้อ แล้วพ่วงไฟกันใช้นะครับ ค่าไฟที่เกิดขึ้นเกิดจากบ้านเรือน หลายสิบหลังไม่ใช่ครัวเรือนเดียว ค่าไฟก็เป็นอัตราก้าวหน้าก็เลยยิ่งแพง พอมาหารกัน ค่าไฟต่อหน่วยนี้แพงกว่าชนชั้นกลางที่บ้านอยู่ Townhouse เสียอีก และแน่นอน ไม่ต้องไปถามว่าบางคนที่อยู่ในค่ายทหารแถวนั้นเขาใช้ไฟฟรีครับท่านประธาน เข้าใจว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ที่ผ่านมา ให้ใช้ไฟได้แล้วในอัตราเท่ากับคนที่มีทะเบียนบ้าน แต่ก็ต้องว่าไปตามกันต่อว่าการบังคับใช้นั้นจะบังคับใช้ได้จริงหรือเปล่านะครับ บางชุมชน นะครับท่านประธาน เขาเรียกกันว่า ชุมชนบุกรุก ขอทะเบียนบ้านไม่ได้ ก็ต้องไปขอพ่วงน้ำ พ่วงไฟจากบ้านข้าง ๆ กลายเป็นแพงเข้าไปอีกนะครับ เพราะบ้านเหล่านี้ขายน้ำขายไฟ ในอัตราที่อาจเรียกได้ว่าขูดเลือดขูดเนื้อ รีดเลือดจากปูครับ ยิ่งกว่าหอพักเรียกเก็บจาก นักศึกษาเสียอีก หลายพื้นที่ครับ ท่านประธานครับ ตัวเลขคนจนเมือง ๑.๒ ล้านครอบครัว ๖.๕ ล้านคน ทั่วประเทศ ๖,๓๕๐ ชุมชน ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง และใน กทม. กว่า ๑,๔๐๐ ชุมชน ไม่สามารถเข้าถึงนโยบายใช้ไฟฟรีของรัฐบาลได้ ท่านไปถามชุมชนในคลองเตย ๔๒ ชุมชน ที่บุกรุกการท่าเรือ ๒๘ ชุมชน ๑๘,๐๐๐ ครอบครัว ว่ามีใครสามารถใช้ไฟฟรีตามนโยบาย รัฐบาลได้บ้างนะครับ สาธารณูปโภคพื้นฐานรัฐควรจัดการ ทุกคนควรได้รับในอัตราที่ เท่าเทียมกัน ไม่ควรนำเอาเรื่องทะเบียนบ้านมาอ้างด้วยซ้ำครับท่านประธาน สาธารณูปโภค พื้นฐานของประชาชน ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่อยู่อาศัย เป็นหนึ่งในปัจจัยของการดำรงชีวิตของมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับทั้งทางตรง คือค่าไฟฟ้าในครัวเรือน และทางอ้อมก็คือค่าไฟที่แพงขึ้น ทำให้เอกชนมีต้นทุนในการ ผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลต่อราคาข้าวของประชาชน ค่าไฟที่ประกอบด้วยค่าไฟฟ้าคิดแบบขั้นบันได ตามปริมาณการใช้ ค่าบริการรายเดือน ค่า FT และภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นนะครับท่านประธาน ถ้าดูในรายละเอียดแล้วมีหลายจุดที่ยังต้องหาทางออก เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มเติมครับ ค่าบริการรายเดือนที่เก็บเกินสมควรและสามารถลดได้ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยี และลดการซ่อมบำรุงในหลายส่วน ค่า FT ที่เป็นค่าไฟฟ้าผันแปรที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ ทุก ๔ เดือน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ กกพ. ซึ่งค่า FT เกิดขึ้น โดยประมาณต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเป็นตัวเลขจำนวนหนึ่งเนื่องจากต้นทุนพลังงานมากขึ้นลง อย่างรวดเร็ว จึงต้องมีค่า FT ประมาณไว้ เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงวันต่อวัน ดังนั้นหลังจากช่วงที่ค่า FT สูงเกินไป จะมีการลดค่า FT ตามมาอย่างเป็นปกติ หรือเปรียบ ค่า FT ได้กับเงินที่คนไทยหยอดกระปุกให้กับภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องไฟฟ้านั่นเอง ซึ่งเป็นผล มาจากการตัดสินใจของรัฐกับเอกชน โดยมีต้นทุนเป็นเงินในกระเป๋าของประชาชน แบบเลือกไม่ได้ ค่าไฟฟ้าที่ควรเป็นธรรมนะครับ ลดส่วนต่างโรงไฟฟ้าให้ประชาชนมีทางเลือก ในการเลือกใช้พลังงานสะอาดได้ หรือแม้แต่การขายคืนภาครัฐในส่วนของ Solar Rooftop ในบางพื้นที่ครับ ผมเห็นด้วยกับการพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าแพง นอกจาก จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทางตรงแล้ว เป็นการเตรียมความพร้อม ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมหรือ Just Energy Transition การเปลี่ยนผ่าน ภาคพลังงานสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในทางที่กระจายประโยชน์และต้นทุนของการ เปลี่ยนผ่านอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม คำนึงถึงการลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งเสริมสร้าง ประชาธิปไตยทางพลังงาน หรือ Energy Democracy และให้ความสำคัญกับการแบ่งเบาภาระ ของผู้บริโภคและกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ในการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการชดเชยความสูญเสีย และความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยครับ วิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการเปลี่ยนผ่าน พลังงานที่ยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน เนื่องจากไม่มีอะไรเป็น หลักประกันว่าการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น การลด ละ เลิก การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง Fossil โดยปราศจากแผนการ เปลี่ยนทักษะ หรือยกระดับทักษะแรงงานหรือ Upskill Reskill นั่นเองครับ รวมถึง มาตรการการชดเชยเยียวยา ซึ่งอาจส่งผลให้แรงงานรายได้น้อยจำนวนมากประสบปัญหา โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อาจอ้างว่าเขียวเพียงเพราะปล่อยก๊าซเรือนกระจก น้อยกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง Fossil ทั้งที่สร้างผลกระทบมหาศาล ทั้งทางด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการผลิตไฟฟ้าจาก LNG นำเข้าอาจอ้างว่ายังคงจำเป็นในช่วงการ เปลี่ยนผ่าน ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่ดีและราคาถูกกว่าอย่าง LNG เป็นต้น เนื่องจากการ เปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมควรเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงเป็นปัจจัย หลักที่ต้องทำงานร่วมกันจากทั้งภาครัฐ เอกชน และผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน และสิ่งแวดล้อมของโลกในระยะยาว สส. ในฐานะตัวแทนและเป็นปากเป็นเสียงของ พี่น้องประชาชนมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และความไม่เป็นธรรม ของภาพใหญ่ในประเทศ ผมจึงขอสนับสนุนญัตติดังกล่าวครับ ขอบคุณครับ