ทรงยศ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาเปลี่ยนปีงบประมาณให้สอดคล้องฤดูกาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ มกราคม ๒๕๖๗

ทรงยศ รามสูต เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนปีงบประมาณให้สอดคล้องกับฤดูกาล เพื่อแก้ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับช่วงรายได้และฤดูกาล ตลอดจนส่งเสริมประสิทธิภาพการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ความเป็นไปได้ ในการเปลี่ยนปีงบประมาณให้เหมาะสมแก่ฤดูกาล เพื่อการแก้ไขปัญหา ทางสังคม การลงทุน และการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขออนุญาต อ่านในตัวญัตตินะครับ จะได้สมบูรณ์ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ รายจ่าย การควบคุมงบประมาณ รวมถึงการประเมินและการรายงานการใช้จ่ายงบประมาณ ของประเทศ ที่มีลักษณะมุ่งเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงบประมาณเป็นสำคัญ โดยใน มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดไว้ว่าปีงบประมาณ หมายความว่าระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ของปีหนึ่ง ถึงวันที่ ๓๐ กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น แต่ด้วยข้อกำหนดปีงบประมาณ ตามกฎหมายดังกล่าว น่าจะมีความไม่สอดคล้องอาจไม่เหมาะสมกับฤดูกาล และเป็น อุปสรรคต่อการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม การลงทุน และการขับเคลื่อน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระบวนการจัดสรรงบประมาณของประเทศที่มีลักษณะ มุ่งเป้าหมายและผลลัพธ์ของบประมาณเป็นสำคัญ กล่าวคือด้วยระบบงบประมาณ ที่กำหนดให้ปีงบประมาณแบบเดิม รัฐบาลจะเริ่มจัดเก็บรายได้หรือมีรายได้ภาครัฐในช่วง เดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม และเริ่มจัดสรรงบประมาณรายจ่ายสำหรับการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนหรือช่วงไตรมาส ๔ ดังนั้น จึงควรที่จะกำหนดปีงบประมาณให้สอดคล้องกับผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลให้เหมาะสมแก่ฤดูกาล สอดคล้องกับใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหากับสังคม การลงทุน การขับเคลื่อน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระบวนการจัดสรรงบประมาณของประเทศที่มีลักษณะมุ่งเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ ของงบประมาณเป็นสำคัญ เพื่อสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน รวมถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์ สำคัญของแผ่นดิน หรือมีความจำเป็นรีบด่วนในการที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ ประเทศ ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ ในการเปลี่ยนปีงบประมาณให้เหมาะสมแก่ฤดูกาล เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสังคม การลงทุน และการขับเคลื่อนเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้รัฐบาลรับไปพิจารณา ซึ่งรายละเอียดจะได้ขออภิปรายดังต่อไปนี้นะครับ คือเมื่อสมัยประชุมที่แล้วตอนวาระที่สภาพัฒน์ได้มารายงานในเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ของชาติ ผมได้เคยเสนอแนะทางสภาพัฒน์ว่างบประมาณของประเทศ ไม่แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพราะกว่าจะเริ่มได้บริหารใช้งบจริง ๆ มันเป็นหน้าฝน และประมาณปลายไตรมาส ๓ ต่อไตรมาส ๔ อยากให้สภาพัฒน์ไปศึกษา เพราะผมก็เชื่อว่า ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้สภาพัฒน์คงไม่ไปศึกษาหรอกนะครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นงาน นโยบาย ผมก็เลยจึงนำเรื่องนี้เสนอเป็นญัตติสู่สภา เพื่ออย่างน้อยจะได้อธิบายรายละเอียด ให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ แล้วเพื่อนสมาชิกที่เห็นด้วยก็จะได้แสดงความคิดเห็นนะครับว่า ศักยภาพของปีงบประมาณในปัจจุบันนี้มันเหมาะสมหรือเปล่า มันดีที่สุดไหม ถ้าเรา เปลี่ยนแปลงปีงบประมาณ เราสามารถที่จะทำให้ศักยภาพในการบริหารประเทศมันดีขึ้น แค่ไหน เพียงไร ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณเราก็ต้องมีความเข้าใจของปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี ๒๔๑๘ เรามีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในสมัยพระจุลจอมเกล้า จนมาปี ๒๔๕๖ ในสมัยพระมงกุฎเกล้าที่ให้กระทรวงรวบรวมรายจ่ายให้แล้วเสร็จคำร้องขอภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม และเพื่อทูลเกล้าถวายต่อพ่ออยู่หัว เพราะฉะนั้นพอปี ๒๔๗๕ พอเปลี่ยนแปลง การปกครอง ก็ตรา พ.ร.บ. งบประมาณครั้งแรกก็ล้อตามแบบเดิม คือเริ่มปีงบประมาณในวันที่ ๑ เมษายน สิ้นสุดวันที่ ๓๑ มีนาคม แต่พอปี ๒๔๘๑ สมัยท่านอาจารย์ปรีดี ท่านหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ท่านก็คิดว่าปีงบประมาณช่วง ๑ เมษายน ไม่เหมาะสมนะครับ โดยท่านให้เหตุผลไว้ว่าเดือนเมษายนวันหยุดเยอะ แล้วการบริหาร งบประมาณควรจะทำงานโยธาต้องทำในฤดูกาลที่เหมาะสม แล้วก็ให้เสร็จฤดูกาลเก็บเกี่ยวก่อน ก็เลยกำหนดปีงบประมาณใหม่มาเป็นวันที่ ๑ ตุลาคม ซึ่งผมก็เห็นด้วย ณ ตอนนั้น ซึ่งต่อมา ในปี ๒๔๘๓ ก็มีการเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าควรจะเปลี่ยนเป็นสากลตามปีปฏิทิน ปีงบประมาณก็มาเริ่มต้นที่ ๑ มกราคม พอจนปี ๒๕๐๒ ก็ได้กลับมาใช้วันที่ ๑ ตุลาคม เหมือนเดิม โดยเหตุผลเหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์ปรีดี ซึ่งการที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการ ตั้งไตรมาสแรกหรือวันแรกของปีนี้ เหตุผลของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันนะครับ อย่างของอังกฤษก็เริ่ม ๖ เมษายน อเมริกา ๑ ตุลาคม ออสเตรเลีย ๑ กรกฎาคม ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ จีน ฝรั่งเศส เริ่ม ๑ มกราคม อินเดีย ฮ่องกง ๑ เมษายน สำหรับประเทศไทยเรา ในช่วงแรกนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ คือเวลาเราจะทำปีงบประมาณมันต้องสามารถบริหาร ประเทศได้ สามารถจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานของรัฐบริหารได้ แต่ในระยะหลังผมสังเกต หลังจากประเทศไทยเรามีรายจ่ายมากขึ้น ปีงบประมาณของประเทศสังเกตดูดี ๆ นะครับ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายประจำ ซึ่งเป็นหมวดของเงินเดือน ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งภาระดอกเบี้ยที่รัฐจะต้องพึงจ่าย รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมีโอกาสบริหารประเทศ ในงบลงทุนเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บวกลบนะครับ เพราะฉะนั้นพอเริ่มไตรมาสแรกของแต่ละปี คือตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ถ้าพวกเราสังเกตดี ๆ ส่วนใหญ่รัฐก็จะมุ่งแต่ค่าใช้จ่าย ที่เป็นรายจ่ายประจำ แต่อย่างในงบลงทุนจะต้องรอเก็บภาษีก่อน แล้วเราเก็บภาษีเดือนไหน ภาษีเราเริ่มเข้าเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นปลายไตรมาส ๒ กว่าเงินจะเข้าสู่สำนักงบ กว่าสำนักงบ กระทรวงการคลังจะกระจายไปสู่ กระทรวง ทบวง กรม เพื่อไปจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นประมาณ ปลายไตรมาส ๓ ต่อไตรมาส ๔ ซึ่งก็ปรากฏว่าช่วงนั้นมันเป็นช่วงหน้าฝน ฝนเป็นอุปสรรค แล้วหน่วยงานของรัฐก็บริหารจัดการงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างหรือบริหารงบประมาณเพียง ประมาณไตรมาสเดียวหรือไตรมาสเศษ ๆ ซ้ำเป็นหน้าฝน อะไรเกิดขึ้นครับหลายโครงการ ของรัฐที่มีปัญหาที่ฝนเป็นอุปสรรคทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นงบผูกพัน ๒-๓ ปี อันนั้นไม่มีปัญหา หน่วยงานของรัฐบริหารได้ แต่งบที่เป็นภาระภายในปีเดียวมักจะเกิดปัญหา ผมยกตัวอย่างเช่น ถนนหนทาง เราไปทำหน้าฝน ปรากฏมีปัญหาทุกที่หลายที่ต้องกัน งบเหลื่อมปี บางที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงการ เพราะกลัวเงินตกและบางครั้งบางคราว บางพื้นที่ในหน้าฝนประสิทธิภาพงานก็ไม่ดี ก็ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในการตรวจรับงาน มันไม่เหมาะสมนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่างบมันมาในหน้าฝน และหน่วยราชการ เขาก็ต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณมันก็เลยเกิดปัญหา นอกจากนี้ ถ้าเราสังเกตดี ๆ ในช่วงปลายปีงบประมาณ หน่วยงานของรัฐก็จะต้องพยายามใช้ งบประมาณให้หมด ไม่อย่างนั้นจะไม่มีประสิทธิภาพ อย่างงบศึกษาดูงานงบจัดอบรม อันนี้ ไม่มีปัญหา เพราะว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเดือนไหนก็ได้ แต่บางครั้งบางคราวผมเห็น บางจังหวัดมันมีงบที่เอา ชาวบ้าน เอาสินค้า OTOP ไปขายด้วยนะครับ มี Event ขายของ ต่าง ๆ ปรากฏว่าแทนที่จะเลื่อนหรือทำเหลื่อมปี ขอไปจัดพฤศจิกายน ธันวาคม จะได้กระตุ้น ยอดขาย เพราะฉะนั้นหน่วยงานก็เริ่มจัดเพื่อให้เสร็จก่อนปีงบประมาณปรากฏว่าขายไม่ได้ เพราะมันหน้าฝน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันมีปัญหานะครับ ผมก็คิดว่ามันน่าจะต้องมีการแก้ไข เพราะการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพอย่างน้อยหน่วยงานของรัฐเขาควรจะมีโอกาส ได้บริหารงบประมาณของเขาไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ไตรมาส เขาจะได้บริหารได้เต็มที่ และบริหาร ในเดือนที่มันสามารถดำเนินการได้ ในขณะที่บ้านเราตามสภาพความเป็นจริงกว่าหน่วยงาน ของรัฐจะได้บริหารก็เหลือประมาณไตรมาสเดียวหรือไตรมาสเศษ ฉะนั้นผมก็เลยเห็นว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาแล้วน่าจะต้องมีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขมันมีอยู่ ๒ วิธี วิธีแรกคือเราจัดเดือนที่เก็บภาษีใหม่เลย อันนี้ยุ่งวุ่นวาย ผมไม่เห็นด้วย ประเทศยุ่งวุ่นวาย วิธีที่ ๒ คือวิธีที่ผมเสนอ ก็คือเราเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณใหม่ เปลี่ยนไตรมาสใหม่ เราจะกำหนดว่าเดือนไหนที่เราจะมีศักยภาพที่สุด กำหนดให้เป็นต้นของปีงบประมาณ ซึ่งวิธีแก้วิธีนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ ๓ ปีเต็มที่ คือปีหนึ่งถ้าเราทำสำเร็จปุ๊บ ปีหนึ่งงบประมาณ มันอาจจะสั้นกว่าเดิมหรือยาวกว่าเดิม ถ้าปีแรกสั้น ปีที่ ๒ ก็ยาว ถ้าปีแรกยาว ปีที่ ๒ ก็สั้น ส่วนปีที่ ๓ งบประมาณก็จะปกติ ๑ ปี เราก็จะได้เดือนไตรมาสตามที่เราต้องการ แต่เพื่อนสมาชิกอาจจะสงสัยถ้าไตรมาสมันสั้นลง และปีนั้นมันสั้นลงจะเป็นไปได้ไหม เราจะบริหารประเทศอย่างไร อันนี้ก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงจะเห็นว่าบางครั้งเรามีการเลือกตั้ง เวลาบริหารงบประมาณจัดสรรงบประมาณ มันก็ล่าช้าลงมา ดูอย่างงบปี ๒๕๖๗ นี้กว่าจะ เข้าสภามีการเลือกตั้ง Late มา เข้าวาระ ๑ เมื่อมกราคมกว่าจะผ่าน ๒ ๓ ว่าจะเริ่มประกาศ ออกมาใช้ก็พฤษภาคมมีเวลาบริหารแค่ ๕-๖ เดือน เพราะฉะนั้นผมว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่าน่าจะได้มีการศึกษาเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะผมเชื่อศักยภาพถ้าเรามีปีงบประมาณใหม่ที่ดีขึ้น ผมว่ามันจะส่งผลต่อนโยบายของรัฐ ก็จะทำได้อย่างเต็มที่ หน่วยงานของรัฐก็จะมีเวลาบริหารงบประมาณได้อย่างเต็มที่ คู่สัญญา ของรัฐก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อพี่น้องประชาชน เวลา ๓ ปี ต้องศึกษานะครับ ผมจึงเสนอเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้ จะต้องทำสำเร็จในรัฐสภาชุดที่ ๒๖ นี้ เพราะต้องใช้ เพราะฉะนั้นอาจจะชุดไหนก็ได้ต้องใช้ เวลา ๓ ปี ต้องศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นอาจจะชุดไหนก็ได้แต่ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ ประเทศชาติ ผมหวังว่าจะได้มีการศึกษาว่าเดือนไหน มันน่าจะเหมาะสมที่สุดที่จะเป็น ไตรมาสแรก เอาจากสภาวะเป็นจริงตามงบที่เงินมันจะออก ไม่ใช่ตามที่เรากะว่าเดือนนี้ เหมาะสมที่จะลงทุน เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภาเพื่อมาพิจารณา หลายคน อาจจะพูดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยทำ ทำกันมานานแล้ว เพราะครั้งที่แล้วปี ๒๕๐๒ หลายคนก็คิดว่ามันไม่น่าจะทำได้ มันเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเรา สำหรับเรื่องใหม่นี้มันไม่ใช่ เรื่องยากที่เราจะทำ ถ้าเรามีความพยายาม ผมจำได้นะครับก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. น่าน ในปัจจุบันนี้ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วผมเป็น สส. หนองคาย ตอนนั้นตลิ่งโขงพังชาวบ้าน ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เอาไม้ไผ่ไปปักชะลอน้ำ เอากระสอบทรายไปใส่ก็เอาไม่อยู่นะครับ ไม่มี หน่วยงานไหนมาทำ ผมเป็นคนแรกที่ยื่นญัตติขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศชาติ ที่เสียดินแดน เพราะแม่น้ำโขง หลายพรรคการเมืองก็ยื่นเข้ามาประกบ หลังจากนั้นก็ยื่นกระทู้ สอบถามรัฐบาล เสียงสะท้อนที่ตอบมาก็คือว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยทำ แล้วก็ทำยาก เพราะจากตลิ่งโขงลงไปถึงน้ำโขงก็มีความสูง จากน้ำโขงลงไปสู่ช่วงใต้น้ำก็มีความสูง เพราะตอนนั้นจีนยังไม่ได้ทำเขื่อน และแถมแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำระดับประเทศอีก ทำยาก แต่รัฐบาลก็รับไปพิจารณา แต่หลังจากนั้น ๖-๗ ปี ผมก็เห็นกรมโยธาธิการเริ่มไปทำเขื่อน ป้องกันตลิ่ง มีการปรับแบบหลายครั้ง จนปัจจุบันผมเห็นมีการไปฝังเข็มอยู่เต็มลำน้ำโขง แล้วแถมมีถนนติดเขื่อนอีก เขื่อนที่เป็นแนวราบแนวเรียบก็ปรับเป็นขั้นบันไดให้ดูงาน ประเพณีแข่งเรือได้ แล้วก็ไม่แต่แม่น้ำโขงเท่านั้น ลำน้ำสาขาก็มีเขื่อน จุดนี้ที่ผมเอามา ชี้ให้เห็นก็คือว่าเรื่องที่เราไม่เคยทำเรื่องที่ยาก ถ้าเราได้มีการศึกษาผมว่าเราก็จะมีโอกาส สำเร็จ เหมือนอย่างที่ผมเสนอในเรื่องให้เราศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณ อย่างน้อยถ้าเราได้นับหนึ่งเพื่อเป็นการศึกษา มันก็จะมีการนับ ๒ เพื่อการพัฒนาและจะเห็น การพัฒนา เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอเรื่องนี้ตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๕๐ มาให้สภา ได้ช่วยกันใช้วิจารณญาณแสดงความคิดเห็นว่าศักยภาพของประเทศเราถ้าใช้งบประมาณตาม แบบเดิม มันเป็นแบบนี้ ถ้าเราเปลี่ยนปีงบประมาณใหม่ มันจะทำให้ศักยภาพในการบริหาร ประเทศดีขึ้นแค่ไหน เพียงไร หรือไม่ผมก็คาดหวังว่าสมาชิกจะให้ความร่วมมือพิจารณา แสดงความคิดเห็นนะครับ แล้วก็หวังว่าในชั่วชีวิตนี้ผมคงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ปีงบประมาณของประเทศไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น เหมือนที่ผมได้มีโอกาสเห็นตลิ่งตลอด ลำน้ำโขง ขอบคุณครับ