ธีรัจชัย สนับสนุนแก้ข้อบังคับสภา เพิ่มถ่วงดุล-เปิดช่องร่างกฎหมายประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายสนับสนุนร่างข้อบังคับที่มุ่งเสริมการถ่วงดุลอำนาจ โดยเสนอให้เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านตอบกระทู้สดในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการตรวจสอบการบริหารประเทศ พร้อมเสนอให้ฝ่ายค้านมีบทบาทในการตั้งประธานกรรมาธิการ รวมถึงการเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเงิน จาก ส.ส. และประชาชน หากนายกรัฐมนตรีไม่วินิจฉัยภายใน 30 วัน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนข้อบังคับการแก้ไขข้อบังคับของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งท่านก็เสนอไว้ว่าเป็นข้อบังคับที่ทำให้สภาก้าวหน้า หลายท่านก็บอกว่าอาจจะ ไม่ใช่ก้าวหน้า เพราะไม่มีชื่ออยู่ในนี้ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วไม่ใช่เฉพาะก้าวหน้า แต่ก้าวไกลด้วยอีกต่างหาก ท่านประธานครับ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบ รัฐสภาการถ่วงดุล ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจมีความสำคัญมาก ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร สำคัญ ข้อบังคับฉบับนี้ที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่แก้ไข ข้อหนึ่งที่ก้าวหน้าค่อนข้างมากก็คือว่า การตอบกระทู้สดของนายกรัฐมนตรี อยู่ในข้อบังคับข้อ ๑๕๕/๑ และอื่น ๆ ที่ถัดมา เดิมปกติแล้วนายกรัฐมนตรีที่จะมาตอบกระทู้ยากมากครับ ในสมัยที่ ๒๕ มีนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้ ๒ ครั้ง สมัยนี้มาเพียงแค่ครั้งเดียว ในประเทศที่พัฒนาแล้วที่มาตอบกระทู้สด เขาจะมากันทุกสัปดาห์ การที่ตอบกระทู้สดและในร่างข้อบังคับฉบับนี้ให้โอกาสผู้นำฝ่ายค้าน ในการถามกระทู้สดถึง ๖ คำถาม ไม่เกิน ๒ นาที และเปิดโอกาสให้สมาชิกที่มาลงชื่อไว้ หรือมาแสดงความจำนงไว้สลับกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ถามกัน ตอบกันประมาณ ๔๕ นาที ตรงนี้เป็นอย่างไรครับ มันเป็นความก้าวหน้าก็คือว่าตัวแทนผู้มีอำนาจสูงสุด ในฝ่ายบริหารประเทศจะต้องยึดโยงกับประชาชน และมา Update มาถามคำถาม มาตอบ คำถามของผู้นำฝ่ายค้านในสภาแห่งนี้ตลอดเวลาทุกสัปดาห์ นั่นหมายความว่าความ กระตือรือร้นที่จะรับฟังปัญหาจะมีอยู่ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่นาน ๆ มาที หรือบางทีมอบอำนาจ ให้มาแล้วก็ไม่มา ในข้อบังคับฉบับนี้ก็ให้โอกาสเพียง ๒ ครั้ง ที่นายกรัฐมนตรีนั้นจะไม่มา ถ้าไม่มาก็ส่งรัฐมนตรีอื่นมา แต่ไม่เกิน ๒ ครั้ง ในสมัย ๑ ประชุม ถามว่าถ้าเกิดสภาแห่งนี้ เป็นสภาที่ก้าวหน้าแบบนี้ ประเทศเราจะไม่กระตือรือร้นมากกว่านี้หรือครับ เพราะที่ผ่านมา ยากมากที่นายกรัฐมนตรีจะมา หรือบางทีรัฐมนตรีที่มาเอง ตัวรัฐมนตรีที่มาก็มอบหมายต่อ ๆ กันมา แล้วก็ไม่ได้ตอบอะไรที่เป็นสาระสำคัญที่จะเป็นความต้องการของประชาชนจริง ๆ นั่น ก็คือตรงนี้ล่ะครับเป็นจุดอ่อนที่เราจะต้องทำให้มันกระชับฉับไวขึ้น ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และอยากจะให้ท่านสมาชิกสภาทุกท่านได้โปรดรับหลักการ การแก้ไข ข้อบังคับฉบับนี้

เรื่องที่ ๒ ก็คงเป็นเรื่องของการตั้งประธานกรรมาธิการ ซึ่งท่านพริษฐ์ เขาระบุไว้ ๓ คณะ คือคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการติดตามงบ และกรรมาธิการกิจการสภา เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายท่านบอกว่ากรรมาธิการเป็นการร่วม ของสมาชิกหลายพรรคการเมือง แต่โดยสถานะของการเป็นประธานกรรมาธิการมีอำนาจ ในการที่จะกำหนดวาระประชุม มีอำนาจในการที่จะส่งตั้งคณะกลั่นกรองและมีสมาชิก กลั่นกรองต่าง ๆ ถ้าเป็นสมาชิกซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน โอกาสที่เรื่องสำคัญที่เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบ ในกรณีกรรมาธิการ ป.ป.ช. นะครับ ที่เป็นของรัฐบาลจริง ๆ จะถูกตรวจสอบนั้นยากมาก หรือถูกตรวจสอบนั้นในการที่ประชุมจะยากมาก ผมไม่ได้พูดถึงในแง่ของตัวบุคคลนะครับ ตัวบุคคลจะเป็นใครก็แล้วแต่ ถ้าอยู่ฝักฝ่ายนั้นโดยปกติแล้วคนในพรรคเดียวกันในฝ่าย เดียวกัน จะตรวจสอบฝ่ายเดียวกันเอาเป็นเอาตายไม่มีทางครับ ในสมัยที่แล้วสมัยสภา ชุดที่ ๒๕ กรรมาธิการประธานเป็นฝ่ายค้าน มีการตรวจสอบเรื่องสำคัญมากมาย บ้านพัก นายก บ้านพักหลวง นาฬิกาเพื่อน แหวนแม่ และเรื่อง IO กองทัพต่าง ๆ มีการตรวจสอบ อย่างชำแหละอย่างมากในส่วนนี้ นั่นก็เพราะว่าประธานกรรมาธิการนั้นเป็นฝ่ายค้าน เรื่องที่ รัฐบาลที่จะต้องตรวจสอบถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ถ้าเกิดคนที่อยู่พรรคเดียวกัน อยู่ฝ่ายเดียวกัน โอกาสที่จะถูกขัดขวางหรืออะไรนั้นก็ได้ ผมเรียนอีกครั้งไม่ได้พูดถึงเรื่องของตัวบุคคล

เรื่องที่ ๒ ในส่วนของกรรมาธิการติดตามการปฏิบัติงานคืองบประมาณ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ควรจะเป็นฝ่ายค้าน เนื่องจากการใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ. งบประมาณ ที่อนุมัติต่อสภาแห่งนี้ก็จะต้องมีการติดตาม ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเองก็จะติดตาม แบบเป็นพิธีกรรม ติดตามเป็นพิธีก็เรียกมาถามไม่กี่คำแล้วก็ปล่อยไป ถ้าเป็นอย่างนี้ขึ้นมา การตรวจสอบการใช้เม็ดเงินของประชาชนก็ยังไม่ได้ทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ ผมเรียน ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นของสภาก้าวหน้าของสภาชุดนี้ และเราควรที่จะทำให้ดี อย่างยิ่ง อย่าไปปิดบังไม่ให้การตรวจสอบถ่วงดุลเลยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คงเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. การเงิน ในส่วน พ.ร.บ. การเงินโดยปกติแล้ว นายกรัฐมนตรีนั้นจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะไม่ลองวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. นั้นเกี่ยวเรื่องการเงิน และปล่อย ครั้งที่แล้ว สมัยที่แล้วตกไปหลายฉบับ หรือไม่มีโอกาสเข้าในสภานี้หลายฉบับ การแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้มันมีความก้าวหน้าก็คือว่าให้เงื่อนเวลาภายใน ๓๐ วัน ถ้าเกิดว่า นายกรัฐมนตรีวินิจฉัยว่าปฏิเสธ ๓๐ วัน ก็ถือว่ายอมรับและสามารถเข้าพิจารณาในสภา ได้ทันที ไม่ใช่มาเฉพาะกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลผ่านกฤษฎีกาเท่านั้น แต่กฎหมายโดย สส. โดยประชาชนสามารถที่จะเข้าพิจารณาในสภาได้ เราอย่ากลัวอำนาจของประชาชนเลยครับ สิ่งเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าที่ผมคิดว่าเราควรที่จะเปิดใจกว้าง และรัฐบาลก็ควรที่จะเปิด โอกาสให้มีการแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ ผมยกตัวอย่างเพียงแค่ ๓ ประเด็นนี้ถ้าผ่านขึ้นมาผมว่า การเปลี่ยนแปลงของการตรวจสอบถ่วงดุล ความกระฉับกระเฉงของรัฐบาลที่จะต้องกระตือรือร้น ในการที่จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนจะดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ขออนุญาตนะครับ ขอท่าน สมาชิกสภาทุกท่านได้โปรดช่วยกันรับหลักการด้วย อย่าตีตกไปเลยนะครับ เพราะทราบว่า มติวิปของรัฐบาลบอกจะตีตก ผมอยากให้ทำมาเถอะครับ ขอบคุณมากครับ