ทรงยศ รามสูต หารือประเด็นจากรายงานประจำปี 2565 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนปฏิบัติงาน งบประมาณคงค้าง และการพัฒนาคุณภาพการพิจารณาคดี พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มสนับสนุนโครงการจัดทำบรรทัดฐานคำวินิจฉัยเพื่อยกระดับมาตรฐานสู่สากล และเน้นย้ำปัญหาความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นในศาล พร้อมเสนอให้มีการชี้แจงเหตุผลการตัดสินอย่างชัดเจนรวมถึงพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เพื่อฟื้นฟูศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะขอฝาก ข้อสังเกต แล้วก็สะท้อนสิ่งที่ได้รับรู้รับฟังจากพี่น้องประชาชนไปยังท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งบางครั้งอาจจะนอกเหนือจากรายงานนี้ ไปบ้าง แต่อย่างน้อยท่านเลขาธิการก็มาแล้วอันไหนดีก็นำไปประกอบนะครับ
ในส่วนที่ ๑ คือในเรื่องของแผนปฏิบัติงานราชการ ๕ ปี ที่รายงานมา เป็นระยะแรก ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๕ ซึ่งก็มีงบคงค้างอีก ๕๑ กว่าล้านบาท น่าจะเป็น ระยะที่ ๒ ปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ ซึ่งจะไปทำในการจัดฐานข้อมูลองค์ความรู้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการพิจารณา
และอันที่ ๒ โครงการจัดทำบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ๖ ล้านบาท อันนี้จริง ๆ น่าจะได้เยอะกว่านี้นะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอภิปรายว่าทำไมถึงต้อง ควรจะเยอะกว่านี้นะครับ ในส่วนของพันธกิจ ในส่วนที่ ๑ เขาบอกว่าจะคุ้มครองความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าประสงค์ คือยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน การพิจารณาคดีสู่สากล อันนี้ผมเชื่อนะครับ เพราะว่าในส่วนที่ ๓ นี้เองก็มียุทธศาสตร์ถึง ๔ ส่วนที่จะยกระดับตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ในเรื่องของการยกระดับมาตรฐานคดี งานคดี การให้ทุนไปบูรณาการ การเสริมสร้างเทคโนโลยีเหมือนอย่างที่ท่านเลขาธิการ ได้อภิปรายหลายต่อหลายอย่างนะครับ มีการพัฒนาบุคลากร มีการพัฒนาเครือข่าย มีการให้ เสริมสร้างความรู้ และพัฒนายุวชนศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ ๕ ปี แล้วก็ แผนปฏิรูปรวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ มีบางเรื่องนะครับ อย่างเช่นเมื่อสักครู่มันอาจจะซ้ำประเด็นเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วในเรื่องของงบอบรม คงจะไม่อภิปรายอีก แต่ก็ฝากไว้นิดหนึ่งว่าดัชนีความคุ้มค่าของการอบรมต่องบประมาณ ที่ลงไปได้มีการสืบหรือว่าพิจารณาแค่ไหน เพียงไรนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ แต่ส่วนที่ ผมอยากจะฝากข้อสังเกตก็คือ
ในส่วนของส่วนที่ ๑ ในเป้าประสงค์ที่ ๔ คือทำอย่างไรให้ประชาชน มีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับในองค์กรนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ศรัทธาต่อนิติบัญญัติกับบริหารอาจจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามดัชนีประชาธิปไตยครึ่งใบ ค่อนใบ แต่ระดับของศาลต้องยอมรับว่าช่วงหลังดัชนีความศรัทธาเชื่อมั่นเริ่มลดลงเราก็ต้อง มาดูว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรนะครับ เรามีองค์กรอิสระเกิดขึ้นมากมายเพื่อแบ่งเบาภาระ ของศาล แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แต่ทำไมพี่น้องประชาชนถึงเกิด เสื่อมศรัทธาในระบบศาล ผมมาดูแล้วสาเหตุใหญ่ก็เกิดจากว่าในกระบวนการตัดสิน หลายต่อหลายครั้ง ผมเชื่อในการตัดสินใจของแต่ละท่าน ถูกต้อง แต่มันอาจจะไม่ถูกใจ พี่น้องประชาชน ปัญหาอยู่ตรงนี้ เวลาไม่ถูกใจต้องยอมรับว่าบางครั้งบางคราในศาล หรือในองค์คณะทั้ง ๙ ของท่าน หรือทุกที่ก็มีความเห็นแย้ง ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่ทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลายจะทำบรรทัดฐานลงไป ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ และบังเอิญที่ผ่าน ๆ มาในบรรดากระบวนการตัดสินทั้งหลาย รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญด้วย เวลาพิจารณามันมักจะเป็นคุณให้กับฝ่ายหนึ่ง และมักจะเป็น โทษให้อีกฝ่ายหนึ่ง มันถึงนำไปสู่คำว่าสองมาตรฐาน มันถึงทำให้บ้านเมืองมันมีปัญหานะครับ หลายเรื่องข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน แต่ผลการพิจารณาแตกต่างกัน แค่คนละช่วงเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็อยากจะฝากให้พิจารณา เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเรื่องคำวินิจฉัย แล้วก็ คำสั่งในเรื่องของบรรทัดฐาน คำวินิจฉัยและบรรทัดฐานของคำสั่ง ผมอยากจะให้เพิ่มนะครับ ตรงไหนที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ท่านบรรยาย หรืออธิบายให้คนได้เข้าใจได้มากขึ้นว่า เพราะเหตุอะไร ตรงนี้ ๆ มันถึงตัดสินที่แตกต่างกันนะครับ ผมไม่ก้าวล่วงถึงผลของ การวินิจฉัย แต่บรรทัดฐานที่จะอธิบายให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ขนาดคนเรียนกฎหมาย มายังสงสัยเลย และนับประสาอะไรกับพี่น้องประชาชนนะครับ ผมอยากจะฝากไว้ตรงนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ สมัยนั้น สมัยยุบพรรคไทยรักไทยตอนนั้นเรื่องยุบพรรคอยู่ที่ศาล พอเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ธรรมนูญศาล กระบวนการรัฐธรรมนูญก็ตั้งขึ้นมาว่าถ้ายุบพรรค ให้ตัดสิทธิกรรมการบริหาร ทั้ง ๆ ที่โทษนี่เพิ่งมาเขียนเอาไว้ทีหลังนะครับ ซึ่งตามหลัก กฎหมายผมเรียนมากฎหมายก็ไม่มีผลย้อนหลังยกเว้นเป็นคุณ อันนี้โทษมาเขียนทีหลัง ก็ยังไปบังคับใช้คนก็เลยสับสน เพราะฉะนั้นไม่ใช่แต่ Case นี้ Case เดียว มีอีกหลายกรณี ที่พี่น้องประชาชนสงสัย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากท่านทั้งหลายได้พิจารณาในการบรรยาย ในส่วนของบรรทัดฐานของคำวินิจฉัย หรือบรรทัดฐานของคำสั่งลงรายละเอียดนะครับ โดยเฉพาะตรงไหนนี่ท่านคงจะรู้อยู่แล้วว่าความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเรื่องนี้ เขาติดตาม เรื่องนี้เขาสงสัย ท่านต้องอธิบายให้โดยละเอียด เสริมงบประมาณไปตรงนี้ ในการประชาสัมพันธ์เขาจะได้มั่นใจนะครับ ผมอยากให้ศรัทธาของระบบศาลกลับคืนมา เพราะไม่อย่างนั้นเราอุตส่าห์มีองค์กรอิสระ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมาแบ่งเบาภาระ ของศาลนะครับ แต่ปรากฏว่าจากคำตัดสินหลาย ๆ องค์กรที่ผ่านมามันย้อนแย้ง เหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนว่ามันเหมือนมีการเข้าไปแทรกแซง แต่ผมก็เชื่อว่า ไม่มีใครแทรกแซงท่านทั้งหลายเหล่านี้ได้ แต่ถ้าเกิดคำตัดสินมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันถึงเวลาไหมครับ บางครั้งบางคราอาจจะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ เขาบอกว่า ในการตัดสินขององค์กรอิสระทั้งหลาย ห้ามอุทธรณ์ ฎีกา ให้ยุติแค่นั้น ถ้าถึงเวลาจริง ๆ เพราะยังมีปัญหาอยู่นี่ผมว่าอาจจะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าให้เราสามารถฎีกา ให้ยุติในข้อกฎหมายที่องค์กรอิสระ แต่สามารถฎีกาให้ยุติในข้อเท็จจริงที่องค์กรอิสระ แต่สามารถฎีกาในข้อกฎหมายได้ เพราะผมเชื่อในคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ ผมเรียนกฎหมายมานี่ เอามาใช้เป็นบรรทัดฐานใช้ได้อย่างเต็มที่นะครับ แต่ว่าในส่วน คำวินิจฉัยขององค์กรอิสระต่าง ๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ จับหลักไม่ถูกนะครับ สงสารเด็กที่ เรียนกฎหมาย สงสารคนทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากตรงนี้เพื่อสร้างเป็น บรรทัดฐานเพื่อที่ว่าศรัทธาของกระบวนการยุติธรรมจะได้กลับคืนมา นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ก็หวังว่าข้อเสนอของผมคงจะมีโอกาสที่นำให้ท่านไปพิจารณานะครับ ขอขอบคุณครับ