ธิษะณา วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญขาดเชื่อมั่น-เสนอปรับปรุงให้โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือเกี่ยวกับปัญหาขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้มีการยื่นคำร้องจำนวนมากแต่ศาลส่วนใหญ่ไม่รับพิจารณา พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและแนวทางประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจง่าย รวมทั้งผลักดันการประเมินความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียพบว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยอยู่ในภาวะน่ากังวลทั้งในด้านความน่าเชื่อถือและขอบเขตอำนาจที่กว้างเกินไป จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์กรให้เป็นอิสระ โปร่งใส และตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้นเพื่อฟื้นฟูศรัทธาในระบบประชาธิปไตยและนิติธรรม

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวีค่ะ วันนี้ดิฉันจะมาอภิปรายเกี่ยวกับรายงานของการปฏิบัติงานและงบประมาณ ศาลรัฐธรรมนูญค่ะขอ Slide ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

Slide ถัดไปเลยค่ะ ในประเด็นแรกนะคะ ดิฉันอยากอภิปรายเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่อยู่หลายประการ โดยหนึ่งในอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญคือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทย การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ที่บัญญัติว่าผู้ซึ่งถูกละเมิด สิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี คำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติใน พ.ร.ป. หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จากรายงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ของศาลรัฐธรรมนูญ พบว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๕ เรื่องที่ประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุดคือ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ค่ะท่านประธาน โดยในปี ๒๕๖๕ มีคำร้องเกี่ยวกับมาตรา ๒๑๓ มากกว่า ๗๐ คำร้องค่ะ แต่ก็เป็นที่ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะคะที่การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ นั้นโดยส่วนใหญ่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องและจำหน่ายคดีค่ะท่านประธาน โดยมิได้พิจารณาลงไปในเนื้อหาสาระว่ามีการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง ไว้หรือไม่ เหตุผลที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องและจำหน่ายคดีเกิดจากการไม่ได้ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับที่ผู้ร้องจะต้องส่งเรื่องให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเสียก่อน

ในปี ๒๕๖๕ ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่จำหน่ายคดีสูงถึง ๗๐ คดี หรือให้พูดง่าย ๆ คือเกือบทุกคดีค่ะท่านประธานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนคนไทย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องและจำหน่ายคดีปัญหานี้ เป็นปัญหาเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนดำเนินการก่อนที่ประชาชนจะยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันเห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญควรมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวก อำนวยความยุติธรรมให้กับ ประชาชนคนไทย ให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองในสิทธิเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญค่ะ

แต่ในความเป็นจริงนั้น ณ ขณะนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกลับกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคค่ะ ดิฉันขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ค่ะท่านประธาน ด้วยการประชาสัมพันธ์ข้อมูลหรือแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้องให้กับประชาชนค่ะ และในกรณีที่เห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณำ ของศาลรัฐธรรมนูญนี้สร้างภาระเกินสมควรแก่ประชาชนก็ควรจะเสนอแก้ไขข้อบัญญัติ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคนี้ให้สมกับค่านิยมของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่ายึดหลักนิติธรรม ค้ำจุน ประชาธิปไตย ห่วงใยสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในประเด็นถัดไปนะคะ ดิฉันจะอภิปรายถึงการประเมินความพึงพอใจ ของประชาชน โดยขอกล่าวถึงบทวิเคราะห์รายงานการประเมินผลภาคราชการแบบบูรณาการ หรือ Government Evaluation System GES ค่ะ

ในส่วนมิติภายนอก การประเมินคุณภาพความพึงพอใจและความรู้ความเข้าใจ ของประชาชนที่มีต่อการบริการและภารกิจของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามรายงาน ประจำปี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียเพื่อได้นำมาปรับปรุงคุณภาพในการบริการและการดำเนินภารกิจเป็นประจำ ทุกปี มีการดำเนินโครงการสำคัญดังนี้

๑. โครงการการพัฒนาเผยแพร่ความรู้ศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญในยุค Digital

๒. โครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับระบบ การปกครองระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

ดิฉันเห็นว่าในเมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับทุกองค์กร ผลของคำวินิจฉัยย่อมส่งผลกระทบ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมกับประชาชนทุกคน ประชาชนทุกคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ การศึกษาวิจัยของศาลรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ โดยศาสตราจารย์ Albert H. Chen อธิการบดีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง พบว่าหนึ่งในตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็น ถึงความสำเร็จของศาลรัฐธรรมนูญในประเทศต่าง ๆ คือความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ ของประชาชนโดยทั่วไป การทำหน้าที่และวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญในประเทศนั้น ๆ ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอความเห็นผ่านท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญว่าควรมีการเพิ่มการประเมินความเชื่อมั่น และความพึงพอใจในการปฏิบัติ หน้าที่ และการทำคำวินิจฉัยในคดีสำคัญ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วม นำความคิดเห็นเหล่านั้นไปเป็นตัวชี้วัดการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอยกกรณีตัวอย่างในปี ๒๕๖๕ ที่มีคดี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีมาครบ ๘ ปีแล้ว หากได้มีความประเมินความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ ในการปฏิบัติหน้าที่และผลของคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าว ดิฉันเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้รับ ทราบความเห็นของประชาชนโดยทั่วไป ว่ามีความเชื่อมั่นและความพึงพอใจต่อการปฏิบัติ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับผลของคำวินิจฉัยนี้ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลความเห็นของประชาชนเหล่านี้ไปปรับปรุงแก้ไขพัฒนาองค์กรต่อไป ใกล้จะจบแล้วค่ะท่านประธาน ขออภัยด้วยค่ะ เนื่องด้วยเวลานี้ได้มีกระแสสังคม วิพากษ์วิจารณ์และนโยบายของพรรคการเมืองหลายพรรคในการขอแก้ไขจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ดิฉันจึงขอโอกาสนี้ในการอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องสักเล็กน้อย ที่ได้คำเสนอแนะมาจากศาสตราจารย์ Albert H. Chen ของมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ดิฉัน ได้กล่าวก่อนหน้านี้ งานวิจัยฉบับนี้ได้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของ ๗ ประเทศในเอเชีย ประกอบไปด้วย ไต้หวัน เกาหลี มองโกเลีย กัมพูชา ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา และได้ข้อสรุปว่าประเทศที่ศาลรัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จที่สุด คือเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยอยู่ในฐานะที่เป็นห่วงเพราะมีขอบเขต อำนาจที่กว้างมาก มีการตุลาการภิวัตน์ที่ค่อนข้างสูง หรือการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดี และไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตที่ประเทศไทยเป็นเช่นนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลทางการเมือง โดยมีปัจจัยพิจารณา คือ

๑. ขอบเขตอำนาจ

๒. ตุลาการภิวัตน์ หรือที่เรียกว่า Judicial Activism

๓. ความเป็นอิสระ หรือ Judicial independence

๔. ความเกี่ยวพันกับการเมืองระดับมหภาค หรือ Involvement in Mega Politics

๕. ความคาดหวังต่อประชาชนในหลักนิติธรรม หรือที่เรียกว่า Rules of Law

๖. การพิจารณาคดีในการประกอบการยุติธรรม หรือเรียกว่า Supply of Judicialization

๗. ความเชื่อมั่นของประชาชน หรือ Public Confidence

งานวิจัยดังกล่าวได้ข้อสรุปเป็นตารางดังต่อไปนี้ ตารางเปรียบเทียบที่ ๑ แกนนอน คือการแสดงถึงขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แกนตั้ง คือการแสดงให้เห็นถึง ตุลาการภิวัตน์ หรือการใช้ดุลยพินิจของศาลในการตัดสินคดีนอกเหนือตัวบทกฎหมายของ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไทยอยู่ตำแหน่งขวาบน ถ้าท่านเห็นบน Slide ของดิฉัน คือมีขอบเขตอำนาจที่กว้างมาก ตัดสินคดีเยอะแยะไปหมด และมีลักษณะของตุลาการภิวัตน์ ที่สูง คือใช้ดุลยพินิจที่อยู่นอกเหนือตัวบทกฎหมายสูงมาก ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ในขณะที่ไต้หวัน เกาหลีใต้และอินโดนีเซีย มีอำนาจที่กว้าง และมี ตุลาการภิวัตน์ในระดับปานกลาง ซึ่งอยู่ในจุดกึ่งกลางของความสมดุล จากที่ศาสตราจารย์ Albert H. Chen นักวิจัยเขาได้ยกตัวอย่างมานะคะ

Slide ถัดไปค่ะ จะจบแล้วนะคะ แกนนอน ความเกี่ยวพันกับการเมือง ระดับมหภาค และแกนตั้งความเป็นอิสระของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญไทยก็ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยู่ในระดับตำแหน่งขวาล่าง คือมีความเกี่ยวพันกับการเมืองระดับ มหภาค ระดับสูงค่ะ และกระบวนการพิจารณามีข้อสงสัย หรือข้อครหาถึงความเป็นอิสระ เลือกฝักเลือกฝ่ายทางการเมืองของฝั่งตุลาการ ซึ่งต่างจากไต้หวัน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ที่มีความเกี่ยวพันกับการเมืองระดับมหภาคสูงเช่นเดียวกันนะคะ แต่มี ความเป็นอิสระที่สูงเช่นเดียวกัน หรือสถิติในการตัดสินคดีไม่ได้เลือกข้าง ไม่ได้เข้าข้าง ฝักฝ่ายการเมืองฝั่งใดทั้งนั้น แกนนอน คือการตอบสนองต่อการพิจารณาคดีที่มีปริมาณ มากหรือน้อย แกนตั้งคือความคาดหวังต่อประชาชนในหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law นั่นเอง ศาลรัฐธรรมนูญไทยอยู่ในตำแหน่งขวาล่าง ก็คือต่ำสุดเช่นเดิม ประชาชน ขาดความหวังต่อหลักนิติธรรม หมดหวังมีอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ศาลรัฐธรรมนูญไทย กลับสนองตอบต่อการดำเนินการในระดับสูงกว่าที่ประชาชนคาดหวัง ก็คือพิจารณาคดี เยอะมาก ซึ่งต่างจากไต้หวัน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ที่ความคาดหวังของประชาชน ต่อหลักนิติธรรมอยู่ในระดับสูง แล้วก็มีการพิจารณาคดีที่สูงด้วยเช่นกันนะคะ

Slide ที่ ๔ Slide สุดท้ายแล้วค่ะ แกนนอนระดับตุลาการภิวัตน์ หรือการใช้ ดุลยพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดี และแกนตั้ง คือความเชื่อมั่น ของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญไทยอยู่ตำแหน่งขวาล่าง ความเชื่อมั่นในระดับต่ำ ลักษณะ ตุลาการภิวัตน์ ระดับสูงค่ะ และนอกจากนั้นรายงานผลการดำเนินงานประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในการเข้าร่วมโครงการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ หรือที่เรียกว่า ITA หรือว่า Integrity and Transparency Assessment ในปี ๒๕๖๕ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งไว้ในรายงาน ฉบับนี้ ว่ามีความโปร่งใสถึง ๘๙.๑๒ เปอร์เซ็นต์ ในระดับ Grade A เลย ดิฉันจะอภิปราย เกี่ยวกับข้อบกพร่องและประเด็นปัญหาของระบบการประเมินความโปร่งใส หรือที่เรียกว่า ITA ของ ป.ป.ช. ถัดไปในการอภิปราย ป.ป.ช. นะคะ

โดยสรุปได้จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะขอบเขตอำนาจที่กว้างมาก มีลักษณะตุลาการภิวัตน์ในระดับสูง มีปัญหาเรื่องความอิสระของตุลาการยึดโยงกับ ฝ่ายการเมืองใดการเมืองหนึ่ง มีการตอบสนองต่อหลักนิติธรรมสูงยิ่งกว่าความต้องการ ของประชาชน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่ในระดับต่ำค่ะ ซึ่งหากต้องการ นำข้อมูลนี้มาปรับปรุงแก้ไขโดยการลดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มความอิสระ ไม่ยึดโยงกับฝ่ายการเมือง ลดการเป็นตุลาการภิวัตน์ และตอบสนองความต้องการของ พี่น้องประชาชนในด้านหลักนิติรัฐ นิติธรรมให้สมสัดส่วน ดิฉันเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไทย จะได้รับความเคารพนับถือ มีความเชื่อมั่นจากสายตาประชาคมโลก และประชาชนไทย ให้สมกับเป็นองค์กรผู้พิทักษ์หลักการและค่านิยมตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความสงบ และระงับข้อพิพาททางการเมือง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยด้วยความชอบ ด้วยกฎหมายบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ตามที่ประชาชนและสังคม คาดหวัง ขอบพระคุณค่ะ