ชนก ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพยุทธศาสตร์ชาติด้านเกษตรและแผนแม่บท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

ชนก จันทาทอง ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่ได้งบประมาณเพิ่มแต่ผลผลิตต่อไร่ไม่ดีขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความยืดหยุ่นในการบริหารของรัฐบาล การใช้งบประมาณ ตัวชี้วัดที่ไม่สะท้อนความสำเร็จจริง และศักยภาพของแผนแม่บทในการตอบโจทย์วิกฤติหลายด้าน รวมถึงสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการคงยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ชาติประจำปี ๒๕๖๕ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น ได้กำหนดให้ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล ทำให้เราต้อง ออกกฎหมายเพิ่มก็คือพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งหมด ๖ ด้าน แยกแผนแม่บทถึง ๒๓ ประเด็นด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เรามีแผนยุทธศาสตร์ยาวนานถึง ๒๐ ปี หรือ ๒ ทศวรรษด้วยกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๐ นี้ กำหนดอย่างชัดเจนในมาตรา ๕ ว่าองคาพยพทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คณะกรรมการ และหน่วยงานราชการทุกแห่งในอนาคต จะต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งแต่ ระดับนโยบาย งบประมาณ และแผนงานต่าง ๆ วันนี้เป็นการรายงานสรุปผลการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประเทศไทยนั้นได้ใช้ผ่านมาแล้ว ๕ ปี ยังคงเหลืออีก ๑๕ ปีที่เราจะต้อง ปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้ ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานสภาไปยัง คณะกรรมการชุดนี้ ทั้งหมด ๔ ข้อค่ะ

ข้อ ๑ กรอบของแผนงานที่ยาวนานถึง ๒๐ ปี ส่งผลเสียต่อการบริหาร ประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ เท่ากับว่ารัฐบาลในอนาคต ที่ยังเหลืออีก ๑๕ ปีนี้ถูกมัดมือชกค่ะ ไร้ซึ่งอิสรภาพในการออกนโยบายที่มากกว่าเดิม ทำให้ ไม่มีความยืดหยุ่นในการบริหารประเทศ ข้อสังเกต

ข้อ ๒ แผนยุทธศาสตร์ชาติมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลจริงหรือไม่ ดิฉันขอ ยกตัวอย่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีทั้งหมด ๒๓ ประเด็น แต่ดิฉันขอยก ประเด็นด้านการเกษตรขึ้นมาเป็นตัวอย่างในวันนี้ค่ะ ขอ Slide ด้วยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากรายงานหน้า ๑๙๘ ตามรายงาน ที่ทางคณะกรรมการมอบไว้ให้ แจ้งไว้ว่าแผนแม่บทด้านการเกษตรนั้นจะต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการภาคการเกษตรให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการ ยกระดับผลิตภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิตและสินค้าการเกษตร รวมทั้ง พัฒนาศักยภาพของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการการเกษตร ตาม Slide ที่เห็นนี้เราได้ใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว ๕ ปีตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึงปี ๒๕๖๕ แต่ผลผลิต ทางการเกษตรต่อไร่แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย ยกตัวอย่าง ข้าวเปลือกนาปี เมื่อปี ๒๕๖๑ นั้น เราได้ผลผลิต ๔๕๓ กิโลกรัมต่อไร่ ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาผลผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไร ปี ๒๕๖๕ นั้นผลผลิตได้เพียงแค่ ๔๔๕ กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น พืชผลตัวอื่นก็เช่นกันนะคะ

สุดท้ายแล้วบรรทัดสุดท้ายค่ะ ดูตัวอย่างที่อ้อย ปี ๒๕๖๑ นั้นผลผลิตของอ้อย ได้ที่ ๑๑,๐๐๐ กิโลกรัม ปี ๒๕๖๕ ผลผลิตกลับลดลงเหลือเพียงแค่ ๙,๖๕๗ กิโลกรัมต่อไร่ เท่านั้น เมื่อสักครู่นี้ท่าน สส. ธีระชัย แสนแก้ว จากอุดรธานี ได้อภิปรายแล้วว่าตอนนี้ผลผลิต อ้อยของเราตกต่ำแพ้บราซิลไปแล้วค่ะ ซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการที่เราจะต้อง วางแผนจัดสรรนโยบาย จัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้น เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลจริงหรือไม่ Slide ถัดไปค่ะ ตอกย้ำความไร้ซึ่งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้วยงบประมาณ เมื่อปี ๒๕๖๑ งบประมาณด้านการเกษตรภาคการเกษตร เราได้อยู่ที่ประมาณ ๑๐๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปี ๒๕๖๖ ก็ได้ประมาณ ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ภาคการเกษตรนั้นมี GDP โตเพียงแค่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นนี่เป็นการตอกย้ำว่าการจัดสรรงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลจริงหรือไม่

ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ก็คือตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์ชาติปัจจุบันนี้มีตัวชี้วัดมากถึง ๒๑๘ ตัว การกำหนดตัวชี้วัดจำนวนมากที่กว้าง หรือเป็นนามธรรมมากเกินไปจนต่อให้บรรลุ ค่าเป้าหมายตามตัวชี้วัดเหล่านั้นได้ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เช่น ดิฉัน ขออนุญาตยกตัวอย่างตัวชี้วัด ๒ ตัวค่ะ

ตัวชี้วัดตัวแรก ดัชนีชี้วัดความสุขของประชากรสำหรับประเทศไทยอยู่ใน ๑๐ อันดับแรกของโลกภายในปีพุทธศักราช ๒๕๘๐

ตัวชี้วัดตัวที่ ๒ ตัวอย่างตัวที่ ๒ ระดับความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ และศักยภาพตำรวจระดับสากลอยู่ใน ๒๐ ลำดับแรกของโลกภายในปี ๒๕๘๐

ข้อสังเกตข้อที่ ๔ จากรายงานที่ผ่านมา ๕ ปี เมื่อเจอปัญหาเรื้อรังและรุนแรง กรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติใช้แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา เราเจอวิกฤติ COVID-19 เจอปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 เจอปัญหาพลังงานที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง เจออาชญากรรมที่เปลี่ยนไปค่ะ ตอนนี้อาชญากรรม ที่รุนแรงมากที่สุด ก็คืออาชญากรรมด้านเทคโนโลยี แต่แผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีกรอบ การพัฒนาที่ยังคงมีกรอบการพัฒนาที่ล้าหลัง ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงนำเรียนผ่าน ท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมการ ว่าขอตั้งข้อสังเกตทั้ง ๔ ข้อถึงเรื่องผลสัมฤทธิ์ของ แผนงานนี้ว่าการบริหารประเทศภายใต้กรอบแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล จะบรรลุวิสัยทัศน์ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือตามคติพจน์ที่ว่า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดค่ะ เราควรที่จะมียุทธศาสตร์ชาติยังคงเหลืออีก ๑๕ ปีต่อไปหรือไม่ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน