รอมฎอน ปันจอร์ หารือปัญหาสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ วิพากษ์แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งที่เน้นการกดปราบโดยไม่แก้ต้นตอ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของการลดงบประมาณด้านความมั่นคงเมื่อเทียบกับข้อมูลจริงและงบที่ใช้นอกแผน จึงเรียกร้องให้ทบทวนเกณฑ์การวัดผลความสำเร็จของยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนกรอบคิดใหม่ที่ต้องลงลึกถึงรากเหง้าของปัญหา เน้นการกระจายอำนาจและการสร้างฉันทามติทางการเมืองอย่างจริงจัง เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เรียนท่านประธานและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานที่เกี่ยวข้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติด้วยนะครับ ขออนุญาตฉาย Slide เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ของผมอาจจะนั่งฟังพร้อมกับ เพื่อน ๆ มาทั้งวันทั้งแผนปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติอาจจะเหนื่อยล้านะครับ ของผมก็จะเสนอ ประเด็นที่อาจจะแตกต่างเหมือนกับว่ายังไม่มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ในตลอดวันนี้นะครับ ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือสันติสุขในความหมายของ ทางการนะครับ แต่พูดถึงชะตากรรมของมัน เมื่ออ่านเอกสารเล่มประมาณ ๓ กิโลกรัมนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วระบุเนื้อหาไม่กี่หน้าครับ แต่ว่าผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมี การอภิปรายกัน ผมเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเหมือนความใฝ่ฝันของพลังเสนาอนุรักษ์นิยม ไทยอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ที่หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งแบบซึ่งหน้า แล้วก็มุ่งสนใจ แต่การกดปราบความรุนแรง แล้วทำให้เราทึกทักเอาไปว่าภาพของสันติสุขนี่มันจะปรากฏ ขึ้นมาโดยตัวมันเอง
ขอ Slide ถัดไปนะครับ ทีนี้ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อไปดูว่าเป้าหมายของ ยุทธศาสตร์ชาติต่อเรื่องความขัดแย้งต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ มีอะไรบ้าง เราเห็นว่าแน่นอนครับ ๒๐ ปี คงหวังให้มีความสงบ มีความสุขร่มเย็น แต่ที่น่าสนใจดูเฉพาะ แค่ปี ๒๕๖๕ ต่ำกว่าค่าเป้าหมายในระดับเสี่ยงเลยทีเดียว สีส้มนะครับ จากตัวชี้วัด หรือว่าค่าเป้าหมาย ๓ ตัว ที่ผมจะขออนุญาตอภิปรายที่นี่แบบกระชับเลย ต่อไปเลยครับ คำถามก็คือตัวแรกดูที่งบ งบต้องลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณด้านความมั่นคง ต้องลดลง ผมเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงอยู่ตลอด คนมักจะพูดว่า หากสงบงบไม่มา ตัวชี้วัดอันหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำเร็จหรือไม่คือดูที่งบประมาณ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าแม้ว่าในปี ๒๕๖๕ จะผ่านคือตั้ง ๒๗.๗๒ เปอร์เซ็นต์ แต่งบด้านความมั่นคงนี่ไปดูแล้วมันคือยอดเดียวกันกับแผนงาน บูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผมพบว่าจริง ๆ มีงบ ด้านความมั่นคงอยู่ข้างนอกด้วยนะครับ แต่น่าจะต้องรวมด้วย น่าจะต้องนับด้วย แต่ทำไม ไม่ถูกนับ
Slide ถัดไปครับ อันนี้เป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่ามีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้นอกงบบูรณาการอยู่ไม่น้อยทีเดียว ส้ม ๆ นะครับ และกลายเป็นว่า งบบูรณาการทำให้เห็นว่ามันมีงบที่ซ่อนอยู่ ซุกอยู่ ผมไปดูก็จะเห็นว่ามันมีการขึ้น มีการลง คำถามใหญ่ก็คือว่าตกลงจะนับอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง อะไรที่เราจะประเมิน ความสำเร็จ
ถัดไปก็มีตัวอย่างอย่างเช่นงบของ กอ.รมน. นั่นเอง อย่างการกำลังพล และการดำเนินงาน ลดลงราว ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีต่อเนื่องกัน ลดลงจริง มีงบอื่นด้วย การสนับสนุนการใช้งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานด้านความมั่นคง แต่ผมแปลกใจว่า ทำไมไม่นับรวมเอาเงินยอดพวกนี้ งบพวกนี้เข้าไปในการประเมินความสำเร็จของ แผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย
ประเด็นถัดไป ตัวชี้วัดที่ ๒ ความรุนแรง กลายเป็นว่าความรุนแรงเพิ่มขึ้น เป็นการกระดกขึ้นมาจากเป้าที่ต้องลดร้อยละ ๑๐ ต่อปี ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ความสูญเสียต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๖๕ เป็นสัญญาณที่น่ากังวลทีเดียว แต่เวลารายงาน อภิปรายลงมาถึงสาเหตุน่าสนใจครับ พูดถึงว่าอาจจำเป็นเพราะการผ่อนปรนมาตรการ จำกัดการเดินทางลง ใช่หรือเปล่าว่าเป็นการลดด่านตรวจ ลดอุปสรรคขัดขวางการใช้ชีวิต ของพี่น้องประชาชน ใช่หรือไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง นี่หมายความว่า ถ้าเพิ่มวิสามัญฆาตกรรม การบังคับใช้กฎหมาย การปิดล้อมตรวจค้นจะทำให้สถานการณ์ แย่ลงใช่หรือไม่ ถ้าเป็นการประเมินอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ต้องตั้งเอาไว้ เพื่อที่จะ ชี้ให้เห็นว่ามันมีข้อจำกัดอย่างไรในกรอบของยุทธศาสตร์ชาติ
อันสุดท้ายเป็นเรื่องนักท่องเที่ยวและการลงทุนที่ตามเป้าค่าเป้าหมาย ต้องเพิ่มขึ้น แต่เห็นได้ชัดเลยว่าสถานการณ์แย่ลงในปีที่ ๕ ของยุทธศาสตร์ชาติ ใน ๕ ปีแรก ของยุทธศาสตร์ชาติ เราพบสัญญาณที่ดูท่าจะไปไม่ค่อยไหวแล้ว
อันที่จริงแล้วผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ากรอบคิดของยุทธศาสตร์ชาติโดยตัวมันเอง แม้กระทั่งเรื่องการสร้างสันติสุข การสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็น อุปสรรคที่ขัดขวาง เป็นอุปสรรคที่จำกัดทางเลือกของฝ่ายบริหาร ของฝ่ายการเมือง ของรัฐบาล ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น กลายเป็นจำกัดให้เรามองเห็นแค่ปัจจัยที่เป็นแค่ผิวนอกของ สถานการณ์ความขัดแย้ง เห็นแค่ตัวงบประมาณ เห็นแค่ตัวความรุนแรง แต่ไม่เห็น ตัวรากเหง้าของปัญหา ไม่เห็นว่าจริง ๆ แล้วปัญหาความชอบธรรมของการปกครอง ของอำนาจรัฐเป็นการผูกขาดอำนาจรัฐจากส่วนกลาง กลายเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญ ที่ต้องแสวงหาทางออกทางการเมือง ต้องแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างการบริหารปกครอง ที่กระจายอำนาจมากขึ้น ต้องแสวงหาฉันทามติ แสวงหาข้อตกลงสันติภาพผ่านตัวแสดงต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติเลยครับ กลายเป็นว่าตัวยุทธศาสตร์ชาติเองแม้จะวางเป้าหมาย ๒๐ ปีภาคใต้สงบสุข แต่โดยตัวมันเอง ดูทิศทางจาก ๕ ปีแรกแล้ว ดูทิศทางกรอบคิดของมันแล้วน่าจะเป็นอุปสรรค และเราจำเป็น ที่ต้องมีรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นในทางการเมืองอย่างจริงจังในการจะคลี่คลาย แสวงหา ข้อตกลง แสวงหาฉันทามติใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กรอบของ ยุทธศาสตร์ชาติแบบนี้ดูเหมือนว่าจะสิ้นหวังแล้วละครับ อันนี้ก็ต้องฝากประเด็นเอาไว้ ให้ข้อคิดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ