สิริน ตั้งข้อสังเกตตัวชี้วัดสุขภาพ-แผนเมืองอัจฉริยะ ชี้ไม่สะท้อนจริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

สิริน สงวนสิน ตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานยุทธศาสตร์ชาติด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลจาก NUMBEO Survey ที่มีข้อจำกัดทั้งในแง่กลุ่มตัวอย่างและขอบเขตความครอบคลุม พร้อมชี้ปัญหาสุขภาพชุมชนที่แท้จริง เช่น ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ภาระงานหนัก และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ จึงเรียกร้องให้ใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมในการประเมินผล รวมถึงเสนอให้เร่งรัดการจัดทำแผนผังเมืองอัจฉริยะร่วมกับประชาชน โดยเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกระดับ เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างพื้นที่

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

สวัสดีท่านประธานที่เคารพนะครับ ผม สิริน สงวนสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตตลิ่งชัน และเขตทวีวัฒนา พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอมาตั้งข้อสังเกตในการอภิปรายผลดำเนินงานของยุทธศาสตร์ชาติ ในแผนแม่บทที่ ๑๓ การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี มีเป้าหมาย คือคนไทยมีสุขภาวะที่ดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีแผนแม่บทย่อยอยู่ ๕ แผน ผมขออนุญาตหยิบขึ้นมาพูด ๒ แผนนะครับ

แผนแรก คือการพัฒนาบริการสุขภาพที่ทันสมัยและสนับสนุน การมีสุขภาวะที่ดีครับ แผนนี้ท่านใช้ Health Care Index จาก NUMBEO Survey เป็น ตัวชี้วัดการปฏิรูปเป้าหมายนี้ครับ การปฏิรูปเป้าหมาย ก็คือเราต้องติดอันดับ ๑ ใน ๒๕ ของ NUMBEO Survey ในเรื่องของมาตรฐานสาธารณสุขในปี ๒๕๖๕ เราก็ผ่านตามที่ท่าน ต้องการนะครับ แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตแล้วก็มีความเป็นกังวลนะครับ ว่าการเข้าถึง สาธารณสุขของประเทศไทยมันเข้าถึงสำหรับประชากรทุกระดับหรือเปล่านะครับ เพราะว่า หากการประเมินที่เราประเมินมานี้มันไม่ใช่ประเมินจากสภาพความเป็นอยู่จริงนะครับ จากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและถูกต้องและแม่นยำนะครับ มันจะกระทบและเกิด ความเสียหายต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากครับ เพราะรัฐจะพึงพอใจกับ การประเมินนี้ และคิดว่าตัวเองบริหารงานได้ดีจนประชาชนพึงพอใจนะครับ แต่ผมคิดว่า มันค่อนข้างขัดกับความรู้สึกของพวกเราเป็นอย่างมากนะครับ ขัดกับความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ เพราะผลสำรวจจาก NUMBEO Survey มันไม่น่าเชื่อถือ ครับท่าน มันไม่สามารถสื่อสารถึงภาพรวมของประเทศได้ครับ เพราะแบบสำรวจนี้ ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาทำได้ด้วย ๘ คำถามตรงนี้ที่ไม่มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมใด ๆ ครับ และผมก็อยากจะตั้งข้อสังเกตต่อไปนะครับว่าคนที่เข้ามาทำแบบสอบถามนี้เป็นคนไทย จริง ๆ หรือเปล่า และเป็นประชาชนที่เข้ามาใช้บริการจริง ๆ หรือเปล่าครับ และอีกอย่างหนึ่ง ผมเห็นในแบบสอบถามก็มีคน Sample Size แค่ ๕๐๐ คน และจะเอา ๕๐๐ คนนี้ มา Referenced คนไทย ๗๐ ล้านคน ผมว่ามันไม่ค่อยถูกต้องนะครับ และเมื่อเราแยกดู รายจังหวัดนะครับ บางจังหวัดไม่มีคนทำแบบสอบถามเลยด้วยซ้ำครับ ผมจึงเห็นว่าเรา ไม่ควรนำผลลัพธ์จากแบบสอบถามนี้มาประเมินความพึงพอใจของประชาชนของคนไทย ทั้งประเทศครับ

เรื่องที่ ๒ แผนย่อยที่ ๒ คือจำนวนสุขภาพชุมชนดีขึ้น วัดจากการขยาย จำนวนบริการปฐมภูมิ เป้าหมายคือ ๓,๐๐๐ แห่ง อันนี้ด้วยเพียงจำนวนตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ผมว่ามันไม่พอที่จะสรุปว่าชุมชนในประเทศไทยสุขภาพดีขึ้นครับ เราควรพิจารณา ดูสภาพความเป็นจริงนะครับ เรายังมีปัญหาในระบบสาธารณสุขอีกมากมายครับ เช่น ปัญหาการจัดการบุคลากรของรัฐ ปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอเราเห็นได้จากอัตราส่วน ประชากรต่อจำนวนหมอนะครับ World Health Organization เขาเขียนมาตรฐานว่า หมอ ๑ คน สามารถดูแลประชากรได้ ๑,๐๐๐ คน แต่ความเป็นจริงในประเทศไทย ตอนนี้หมอ ๑ คน ดูแลคนถึง ๑,๖๘๐ คน ซึ่งมันเกินจากอัตราส่วนมาเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอยกตัวอย่างปัญหาหมอลาออกจากระบบนะครับ ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา นานแล้วนะครับ แต่ในระบบสาธารณสุของของไทยครับ ด้วยการบริหารงานที่ไม่เข้าใจ จนทำให้บุคลากรทางการแพทย์งานล้นมือนะครับ เรื่องค่าตอบแทน เรื่องค่าครองชีพ ก็ไม่สอดคล้องกับงานปัจจุบัน ผมขอแบ่งปันประสบการณ์จากพี่น้องประชาชนในเขตตลิ่งชัน แม้อยู่ในกรุงเทพฯ หน่วยปฐมภูมิก็ไม่สามารถบริการได้อย่างครอบคลุมครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องที่แพทย์นาน ๆ จะมาทีนะครับ เวลาเปิดปิด ที่ไม่แน่นอน เปิดบ้าง ปิดบ้าง สิทธิต่าง ๆ ที่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางคนก็เล่าว่าอะไรนิดหน่อยสุดท้ายก็ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล อยู่ดี อย่างไรก็ต้องไปจบที่โรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลก็อยู่ค่อนข้างไกลออกไปนะครับ นี่ขนาดอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าน้ำท่วม ฝ่าฝนตกออกไปนะครับ บางทีกว่าจะถึงโรงพยาบาลรถชนตายกันก่อนนะครับ ทำให้ผมอดเป็นห่วงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ไม่ได้นะครับ ว่าเขาต้องเจอปัญหาที่มันยากเย็นกว่าคนในกรุงเทพฯ ขนาดไหนนะครับ ผมอยากจะแนะนำว่าเราควรจะจัดการปัญหานี้ด้วยแนวคิดเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เชิงปริมาณ แล้วเราก็ควรจะดูปัญหาจริง ๆ ว่าบุคลากรต้องการอะไร เพราะภาระงานที่ล้นมือ หมายถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตคนไข้ครับ และทรัพยากรที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง หรือหัวเมืองใหญ่มันคือความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขของไทยครับ ผมจึงเล็งเห็นว่า เราควรปรับเพิ่มตัวชี้วัดในเรื่องนี้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยครับ

ต่อไปขออนุญาตพูดในส่วนแผนแม่บทที่ ๖ เรื่องพื้นที่และเมืองที่น่าอยู่ อัจฉริยะ โดยจุดประสงค์ก็คือการพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะในทุกมิติ ให้เป็น ส่วนงานการเศรษฐกิจและสังคมด้วยแผนผังภูมินิเวศน์อย่างยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ผมมีความรู้สึกว่าแผนแม่บทของท่านมันค่อนข้างจะมีความขัดกันเองนะครับ เพราะว่า ท่านก็มองแต่จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ไม่ได้ส่งเสริมให้มัน ครอบคลุมไปทุกจังหวัดทั่วไทยและอย่างนี้จะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร และจังหวัดที่ท่าน หยิบขึ้นมาก็เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพดีอยู่แล้วครับ

อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ท่านบอกว่าท่านใช้เวลา ๕ ปีในการทำแผนผัง ภูมินิเวศ ๑ ภาค นั่นก็คือภาคเหนือ แต่ท่านมีโครงการวางแผนว่าจะใช้เวลา ๒๐ ปี ถึงจะทำ ครบ ๔ ภาค ผมว่ามันจะไม่ล่าช้าเกินไปหรือครับ ผมอาจจะแนะนำให้ท่านลอง Chat GPT ดูเผื่อจะทำให้มันเร็วขึ้นได้ครับ

อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ผมว่าท่านควรให้ความสำคัญกับแผนผังเมืองมากกว่า แผนผังภูมินิเวศนะครับ เมื่อก่อนแผนผังเมืองเราใช้ได้ในระยะ ๕-๗ ปี ใช้ไม่เกิน ๗ ปี แต่ก็มีการแก้ไขให้มันสามารถใช้ออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ โดยปัจจุบันเมืองบางเมือง แผนผังเมืองหมดอายุเกิน ๑๒ ปีแล้วครับ ยังไม่มีการ Update เลย แล้วผมก็คิดว่า แผนผังภูมินิเวศมันเหมือนเป็นการแสดงว่าปัจจุบันพื้นที่นั้นเขาทำอะไรอยู่ แต่แผนผังเมือง มันคือการกำหนดทิศทางอนาคตของพื้นที่นั้น ๆ เพื่อว่าจะได้พัฒนาไปทางไหน กำหนด กรอบไว้นะครับ ผมก็เลยอยากจะเสนอให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ ผังเมือง เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตครับ ขอบคุณครับ