ภาควัต ชี้เกษตรกรเสี่ยงภัยแล้ง หลังเอลนีโญไร้แผนรับมือในยุทธศาสตร์ชาติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

ภาควัต ศรีสุรพล อภิปรายประเด็นการเกษตรภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นความสำคัญของการเพิ่มผลิตภาพและผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคเกษตร ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของพื้นที่ขอนแก่น พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรอัจฉริยะจากแปลงใหญ่สมัยใหม่ และเสนอให้เปิดข้อมูลสาธารณะผ่าน www.opendata เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และขยายผลอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะการขาดแผนรับมือเอลนีโญในยุทธศาสตร์ชาติ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น

นายภาควัต ศรีสุรพล ขอนแก่น

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภาควัต ศรีสุรพล ขอนแก่น เขต ๕ พรรคเพื่อไทย จากรายงานสรุปผลดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี ๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ขอ Slide ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

หัวข้อที่ผมจะอภิปรายในวันนี้คือหัวข้อ NS03 การเกษตรที่ประกอบไปด้วย ๑๐ แม่บทย่อย ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมศึกษาจากรายงานแล้วมี ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากภาคการเกษตรนั้นถือเป็นอาชีพหลักของคนไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของผมจังหวัดขอนแก่น โดยในหัวข้อนี้มีการตั้งเป้าหมายระดับ ประเด็นออกเป็น ๒ หัวข้อดังนี้

๑. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในสาขาเกษตรเพิ่มขึ้นขยายตัวร้อยละ ๓.๘

๒. ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑.๒

ซึ่งประเด็นที่ ๑ ที่ผมให้ความสนใจ คือประเด็นเรื่องเกษตรอัจฉริยะ ขอเปลี่ยน Slide ด้วยนะครับ ถ้าหากมองจากรายงานของคณะยุทธศาสตร์ชาติ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ของ การดำเนินการทั้ง ๒ แผนแม่บทย่อยด้านเกษตรอัจฉริยะนั้นสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทั้ง ๒ แผน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าสินค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อัจฉริยะเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ และผลผลิตต่อหน่วยของฟาร์มหรือแปลงที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อัจฉริยะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ ๑๐ โดยหากพิจารณาตัวเลขของพื้นที่ดำเนินการแปลงใหญ่สมัยใหม่ที่ได้ดำเนินการ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ นั้น จะเห็นได้ว่าช่วงแรกของการดำเนินการตลอด ๔ ปีแรกนั้น ยังไม่มี การเปลี่ยนแปลงด้านผลลัพธ์เท่าไรนัก แต่ปีการผลิต ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ต้นทุนการผลิตลดลง จาก ๒๗๘ ล้านบาท เหลือเพียง ๑๔๘ ล้านบาทเท่านั้น และการเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้น จาก ๑,๕๐๑ ล้านบาท เป็น ๓,๖๔๓ ล้านบาท และในส่วนของมูลค่าเพิ่มต่อไร่จากการเพิ่ม ผลผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จาก ๘,๕๘๖ บาทต่อไร่ในปีการผลิต ๒๕๖๓-๒๕๖๔ เพิ่มเป็น ๒๐,๗๗๒ บาทต่อไร่ในปีการผลิต ๒๕๖๔-๒๕๖๕ หรือเพิ่มขึ้น ๑๔๑ เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียวท่านประธาน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการผลลัพธ์ของโครงการถือว่าประสบความสำเร็จ อย่างมากทั้งในส่วนของการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตและมูลค่าเพิ่มต่อไร่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลของเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่จำนวน ๘๕ แปลง จากการ ทำเกษตรแปลงใหญ่ทั้งประเทศ จำนวน ๘,๑๙๑ แปลง หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ ร้อยละ ๑.๐๔ เท่านั้น จึงไม่อาจสะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงได้ เพราะกลุ่มตัวอย่าง ค่อนข้างน้อยเกินไปครับท่านประธาน ยิ่งหากเทียบกับพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศแล้ว ยิ่งจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่ก็ยังถือว่าถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก หากมองถึง ความสำเร็จด้านตัวเลขที่ได้จากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาคการเกษตร ผมอยากฝากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จากการดำเนินการที่ผ่านมาผ่านทาง www.opendata ที่ระบุในรายงาน เพื่อเป็นช่องทาง สาธารณะให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาศึกษา และนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ เพื่อเกิดการ เรียนรู้ร่วมกันแบบเป็นวงกว้าง เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลทางการเกษตรได้รับการเผยแพร่ใน Website จากปี ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบันมีเพียงแค่ ๒๒ ชุดข้อมูลเท่านั้น เฉพาะในปี ๒๕๖๕ มีเพียง ๑๔ ชุดข้อมูล สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารเป็น Key Message คือความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหาก พิจารณาถึงสัดส่วนที่เริ่มดำเนินการตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา เทียบกับชนิดและพื้นที่ในภาค การเกษตรภายในประเทศ ถือว่ามีความแตกต่างกันมากพอสมควรครับท่านประธาน ดังนั้น หากนำองค์ความรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะที่ได้จากการดำเนินการมาประยุกต์ใช้อย่างรวดเร็ว เท่าไร คุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรก็จะดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ผลผลิตต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้น ย่อมส่งผลดีทั้งการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออก ซึ่งจะเป็นส่วนผลักดันให้ GDP ของประเทศสูงขึ้นด้วยในอนาคตข้างหน้า

และประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะกล่าวถึงนี้ คือผลกระทบภาคการเกษตรจากการ แปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปถึงการตั้งเป้าหมายด้านประเด็นแล้ว จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ทั้ง ๒ เป้าหมายดังกล่าวมีสถานะการบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับที่วิกฤติ ในการบรรลุเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบของสภาพอากาศที่แปรปรวน และอุทกภัยในหลายพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก WMO ได้ออกมาประกาศเตือนถึงปรากฏการณ์ EI Nino ที่กำลังจะ เกิดขึ้นในภูมิภาค ASEAN ซึ่งอาจทำให้เกิดภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลังนี้ และกระทบต่อการเพาะปลูกของพี่น้องภาคการเกษตรครับท่านประธาน ผมขอยกตัวอย่าง ข้อมูลเขื่อนอุบลรัตน์ที่เป็นเขื่อนหลักที่ใช้ในภาคการเกษตรของพี่น้องจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จากรายงานของคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำจำนวน ๘๗๑ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิด เป็นเพียง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความจุเขื่อน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งปริมาณลดลงถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นคำถามว่าในแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้ได้มีแผน ในการรับมือปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่าง EI Nino ไว้หรือไม่ และจะรับมืออย่างไรครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าในปี ๒๕๖๖ ได้ตั้งค่าเป้าหมายไว้เท่าไร แต่ถ้ามารายงานความคืบหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้ในปีหน้าโดยไม่มีแผนรองรับ ก็อาจจะต้องมารายงานว่าห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้เหมือนเดิมหรือไม่ครับท่านประธาน กระผมจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ช่วยศึกษาแนวทาง ในการบริหารจัดการข้อมูลในการขยายผลเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วและเหมาะสมต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ