พุธิตา วิจารณ์ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ขาดการมีส่วนร่วม-เพิ่มช่องว่างสังคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

พุทธิตา ชัยอนันต์ ตั้งข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ชาติฉบับปี 2565 โดยวิพากษ์ว่าแผนดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ลึกซึ้งขึ้นได้ ทั้งยังส่งผลให้ดัชนีความอยู่ดีมีสุขลดลง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่คนจนได้รับผลกระทบหนักและตกหล่นจากระบบ ขณะที่คนรวยได้รับการดูแลดีกว่า จึงเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการด้านการกระจายอำนาจ รัฐสวัสดิการ และการลดช่องว่างทางสังคมอย่างจริงจัง

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธาน ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สส. แบบแบ่งเขต พรรคก้าวไกล จากที่ดิฉันได้อ่านรายงานสรุปผลการดำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี ๒๕๖๕ ดังกล่าว ดิฉันมีข้อสงสัยและอยากชวนให้เพื่อนสมาชิก ทบทวนเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้ ซึ่งการอภิปรายนี้ดิฉันตั้งข้อสังเกตไปที่ ๒ ด้าน ด้วยกัน คือ

ด้านแรก ด้านความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและสังคมไทย

ด้านที่ ๒ ความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางสังคม

โดยในด้านที่ ๑ หรือมิติที่ ๑ ตามรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ผลรายงานฉบับนี้ได้มีการรายงานผลว่าดัชนีชี้วัด ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และลดลง อย่างมีนัยสำคัญ จากตัวชี้วัด ๕ ด้านในรายงานฉบับนี้เองพบว่าลดลงในทุก ๆ ด้าน และไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวชี้วัดด้านที่เป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลจะลดลง เหลือ ๕๙.๗๐ เปอร์เซ็นต์ รายงานยังบอกว่าอยู่ในระดับที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งดิฉันก็คงไม่คิดว่า ธรรมาภิบาลจะดีขึ้นจากแผนนี้ที่ไม่ได้มีที่มาอย่างชอบธรรม เราไม่มีทางที่จะสร้างสังคม ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลได้ หากเรายังใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีฉบับนี้ แผนนี้เป็นแผนที่ผู้มีอำนาจคิดแทนประชาชน ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบแผน ที่จะกระทบต่อชีวิตของพวกเขา จึงไม่แปลกใจเลยที่รายงานผลการดำเนินการ ๕ ปีที่ผ่านมานี้ ก็ไม่มีวี่แววว่าดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมไทยจะเพิ่มสูงขึ้น มีแต่แนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ ทีนี้เรามาดูด้านความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคม พบว่าการรายงานเกี่ยวกับ สถานการณ์ความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางสังคมประเทศไทย ปี ๒๕๖๕ ระบุไว้ใน หน้า ๕๘ ของรายงานว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยค่อนข้างคงที่ เกือบจะเคลิ้มไปกับการใช้ ภาษาที่ว่าค่อนข้างคงที่แล้วค่ะ แต่ที่ว่าคงที่คือ ๒ ปีหลัง ความเหลื่อมล้ำยังคงเท่าเดิม รายงานฉบับนี้แสดงตัวเลขว่ารายได้ของคนจนที่สุดกับคนรวยที่สุดมีช่องว่างห่างกัน หรือมีความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่คงที่เท่าเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือในปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๘.๒ และในปี ๒๕๖๔ อยู่ที่ ๘.๖๑ คือค่อนข้างคงที่ที่ไม่ได้ทำอะไร ที่ดีขึ้นมาเลย ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการเข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง ยังคงอยู่กับ ความเหลื่อมล้ำที่มีแต่แย่ลง แย่ลง อย่างไรก็ตามขอชื่นชมทีมผู้จัดทำรายงานที่รายงาน อย่างตรงไปตรงมาว่าความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคมด้านความก้าวหน้าทาง สังคมลดลง แต่รายงานผลว่าความเหลื่อมล้ำคงที่ โดยใช้ตัวชี้วัดในที่นี้คือค่าสัมประสิทธิ์ ความไม่เสมอภาคเป็นตัวชี้วัดเดียว ซึ่งนำเอารายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของคนรวยและคนจน มาอธิบายความเหลื่อมล้ำในสังคม ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่ได้มีเพียงแค่นี้ ไม่ได้มีการสำรวจวิเคราะห์ถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส ความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ ด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมที่การถือครองที่ดินของคนรวยมีอัตรามากกว่าคนจนอย่างน่าหดหู่ คนจนกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ในสังคมไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ และในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา อัตราคนที่ไม่สามารถครอบครองที่ดินได้มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตรา การว่างงานก็มีมากขึ้นด้วย ดิฉันซึ่งเป็น สส. เขตที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน พบเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมในช่วง COVID-19 มากมาย การบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้า การรักษาเยียวยาที่ไม่เท่ากัน คนรวยมีโอกาสเข้าถึงมากกว่าคนจน เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุหลายคนต้องเสียชีวิตก่อนได้เตียง ในการเข้าถึงมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ก็ต้องพิสูจน์ความจน เราเห็นข่าวมากมายว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ตกหล่นจากระบบ ไม่ได้รับสิทธิการเยียวยา อย่างไรก็ตามจากวิกฤติ COVID-19 ดังกล่าวมองด้วยตาเปล่า ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบกระทบกับคนจนมากกว่าคนรวย และข้าราชการ คนจนที่เมื่อล้มก็ไม่ได้มีเบาะรองรับที่นุ่มเท่ากับคนรวย การเยียวยาต่าง ๆ คนรวยนายทุน ได้รับการดูแลและมีอภิสิทธิ์มากกว่าคนจน ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยต้องปิดกิจการลง คนรวยกับมีโอกาสสะสมทุนจากวิกฤตินี้ ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่าความเหลื่อมล้ำนั้นเพิ่มขึ้น และมีโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาล ที่ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา แต่ในรายงานฉบับนี้กลับบอกว่าค่อนข้างคงที่ ค่อนข้าง คงที่ในที่นี้หมายถึงไม่พัฒนายังคงที่ ไม่มีการพัฒนาเลยใช่หรือไม่ นโยบายและแผนรับมือ วิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมายิ่งทำให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่สามารถปรับตัวให้ทันโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นยุทธศาสตร์ชาติและแผนฉบับนี้ยังเหมือนกับกับดักที่ทำให้รัฐบาลต้องแก้ไข ปัญหาให้กับยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้ แล้วผลก็ออกมาคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ขาดความคล่องตัว ไม่ตอบโจทย์ของปัญหา เพราะไม่ได้แตะไปที่โครงสร้าง ของปัญหาอย่างแท้จริง ดิฉันไม่อยากเห็นการสงเคราะห์ที่คล้ายกับการโยนเศษเนื้อ เศษอาหารมาให้ประชาชนต้องมาคอยแย่งชิงกันเอง อย่างเช่นโครงการเราชนะที่คนแพ้ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็มีแต่ทวีความสูงขึ้น และท้ายที่สุดคนจนก็ตกขบวน จากนโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้

สุดท้ายนี้ไม่ใช่แค่ความหลอกหลอนที่ประชาชนต้องมาพบกับยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับนี้ไปอีกหลายปี แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังต้องพบกับดักจาก พ.ร.บ. การจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาตินี้ เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้มีผลบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนี้ไม่เคยเป็น ความหวังให้กับประชาชน แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและตรวจสอบได้ต่างหาก คือความหวัง การกระจายอำนาจจากทุนและรัฐให้กับประชาชนอย่างแท้จริงต่างหาก คือความหวัง การเป็นรัฐสวัสดิการต่างหากคือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่เสมอภาคของสังคม สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไข ให้กับประเทศชาติและประชาชนของสังคม สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้อง แก้ไขให้กับประเทศชาติและประชาชนของพวกเราค่ะ ขอบคุณค่ะ