นพดล ชี้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ ผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ ต้องเร่งแก้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

นพดล ปัทมะ หารือถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามถึงความยืดหยุ่น ความขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย และกระบวนการที่ซับซ้อน พร้อมวิพากษ์การซ้ำซ้อนของนโยบายและรัฐธรรมนูญ รวมถึงเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาที่แท้จริงอย่างฝุ่นละออง PM2.5 และปัญหาการศึกษาที่ลดคุณภาพลง โดยเน้นให้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แก้โครงสร้างพื้นฐานที่บกพร่อง และจัดทำโครงการหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่แท้จริง

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการอภิปรายวาระที่สำคัญ ผมขออนุญาตรบกวนเวลาสภา ร่วมอภิปรายรับทราบรายงานการปฏิรูปประเทศแล้วก็แผนยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราจะสังเกตว่ามันมีบทบัญญัติ หรือเงื่อนไข หลาย ๆ เรื่องนะครับ ท่านลองดูครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

การกำหนดกรอบทั้งยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐบาลในการร่างนโยบายจะต้องทำตามแผนปฏิรูปประเทศ ในขั้นตอนที่ ๑ นะครับ ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือมีเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ยังจะต้องทำ ตามแนวนโยบายแห่งรัฐอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจะมีคณะรัฐมนตรี มีคณะกรรมการปฏิรูป ๑๓ คณะ มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และมีคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญ คือประเทศไทยนี่ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเป็นสังคมอุดมแผน แต่ขาดแคลน ความสำเร็จ นี่คือเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน

ทีนี้ปัญหาของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติกับปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมไปศึกษาว่ามันมีรัฐธรรมนูญประเทศในบางพื้นที่มีเขียนในลักษณะ ประเทศไทย ของสหรัฐอเมริกาดูก็ไม่มี ของเยอรมนีดูก็ไม่มีนะครับ ของอิตาลีก็ไม่มี ท่านประธานที่เคารพครับ อันนั้นมันเป็นปัญหาในเชิงหลักการว่าคนที่ไปเรียนต่างประเทศ โดยเฉพาะประธานร่างซึ่งเคยไปเรียนที่สหรัฐอเมริกามานี่ ท่านได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ แผนยุทธศาสตร์ชาติแม้ท่านใดจะบอกว่า มันมีความยืดหยุ่นก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าการกำหนดเป้าหมายไว้ ๒๐ ปี แล้วก็แก้ไข ไม่ง่ายครับท่านประธาน จะมีขั้นตอนในการแก้ไขพอสมควร ถ้าเราไปศึกษาใน พ.ร.บ. จัดทำแผนยุทธศาสตร์นี่ จะรู้เลยครับว่ามันมีขั้นตอนการจัดทำ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ยืดหยุ่น อย่างที่เราเข้าใจ ซึ่งมันมีการแข็งตัวแล้วก็ต้องใช้เวลา

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าอันนี้ถ้าจะตั้งคำถาม มันเป็นส่วนขยายของรัฐราชการหรือไม่ การจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร หรือการจำกัดอำนาจ ของรัฐสภาในการที่จะพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะสอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตย เพราะว่าการทำงบประมาณหรือการทำนโยบายรัฐบาลจะต้องสอดคล้องกับ แผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นต้นนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่ามันเป็นการกัดกร่อน หรือบั่นทอนหลักการความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร หรือ Accountability และขณะเดียวกัน เป็นการไม่เคารพเจตจำนงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง เพราะถ้าประชาชนไปหาเสียง เลือกตั้ง ถ้าพรรคการเมืองไปหาเสียงเลือกตั้ง แล้วพี่น้องประชาชนสนับสนุนนโยบายของ พรรคการเมือง แต่พอชนะเลือกตั้งเสร็จจะตั้งรัฐบาลจะต้องทำตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่บั่นทอนเจตจำนงของประชาชน

สรุปนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความไม่ไว้วางใจของคนร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการที่จะให้มีฝ่ายบริหารที่ไม่มีกรอบในการที่จะร่างนโยบายรัฐบาล ทีนี้ท่านประธานครับนั่นเป็นปัญหาในเชิงหลักการ ผมขออนุญาตเป็นปัญหาในเชิง เนื้อหาสาระที่ท่านได้รายงานมานะครับ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า ๕ ปีที่ผ่านมา ในแง่ของการปฏิรูปประเทศยังห่างไกลความสำเร็จ ยังห่างไกล ยังทำได้น้อย ผมขออนุญาต ดู Slide ถัดไปนิดหนึ่งครับท่านประธาน

ประเด็นแรกที่เป็นปัญหาในเชิงสารัตถะ หรือปัญหาในแง่เนื้อหา คือเนื้อหา ซ้ำซ้อน ถ้าท่านดูแนวนโยบายแห่งรัฐท่านจะเห็นครับ ในเรื่องของการพัฒนาความสามารถ ของประเทศมันมีอยู่ในมาตรา ๗๕ อยู่แล้ว แต่การปฏิรูปประเทศก็ยังไปเขียนในมาตรา ๒๕๘ ซ้ำอีกว่าเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน มาตรา ๗๕ ต้องพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขัน ถ้าดูในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายในแนวนโยบายแห่งรัฐบอกว่ารัฐ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ท่านก็ยังไปเขียนในการปฏิรูปประเทศว่าดำเนินการ บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างเล็กน้อยที่มันซ้ำซ้อนแล้วก็ซ้ำซาก ความจริงถ้าเขียนดีจะต้องเขียนว่าต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับ หลักนิติธรรม นี่จะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพมากกว่านี้

ประเด็นที่ ๒ ครับ นอกจากจะซ้ำซ้อนแล้วก็ซ้ำซากแล้ว ผมคิดว่าเวลานี้ มันไม่ใช่เวลาของการรอการปฏิรูปครับ ปัญหาหลายอย่างในประเทศนี้มันเป็นเวลาแห่งการ แก้ไขปัญหาลงมือทำทันที ผมยกตัวอย่างการรายงานในแผนรายงานการปฏิรูปของท่าน ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ท่านบอกว่ามีแผนปฏิบัติการแก้ปัญหา PM2.5 ให้มีฝุ่นละอองเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านจำได้ ว่าที่ผ่านมาฤดูกาลที่ผ่านมานี่ ฤดูหนาวที่ผ่านมานี่ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาอย่างมาก เราไม่มีเวลาทำแผนแล้วครับ เราต้องลงมือ ผมคาดหวังที่จะเห็นท่านรายงานว่าแก้ปัญหา PM2.5 ฝุ่นข้ามแดนโดยการเจรจา MOU กับประเทศลาว เมียนมา กัมพูชา เจรจากับผู้ผลิต อาหารสัตว์ ในแง่ของการกำจัดสิ่งเหลือทางด้านการเกษตร เปลี่ยนรถเมล์ใน กทม. เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เป็นรถเมล์ไฟฟ้า หรือจัดหาเครื่องมือให้ชาวไร่อ้อยได้ตัดอ้อยโดยไม่ต้องเผา ผมอยากจะเห็นการรายงานความสำเร็จในลักษณะนี้ครับท่านประธาน

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าบางเรื่องที่รายงานนี่มันไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ แต่มันเป็น มาตรการ ยกตัวอย่างด้านการเมืองท่านรายงานบอกว่ามี Application ตาสับปะรด ผมคิดว่า มันไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ครับ ด้านบริหารราชการแผ่นดินมีระบบจองคิวเพื่อขอทำ Passport นี่ก็ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ มันเป็นมาตรการ ด้านกระบวนการยุติธรรมจัดให้มีทนายอาสาที่สถานี ตำรวจจำนวนหนึ่ง นี่ก็ไม่ใช่ความสำเร็จผลสัมฤทธิ์ครับ นี่เป็นมาตรการ ซึ่งผมคิดว่าผมเห็นใจ ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บางทีเราต้องไปควานหาผลสำเร็จที่ คิดว่าจะเป็นผลสัมฤทธิ์มารายงาน ก็น่าเห็นใจท่านนะครับ เพราะว่าท่านเป็น ฝ่ายเลขาของคณะกรรมการปฏิรูป ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากมีเวลาจำกัด ผมขออนุญาตลงลึกนิดเดียว เรื่องของการศึกษาหลายคนบอกว่ามันมีความสำเร็จ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ คือสภาพการจัดการศึกษาของประเทศไทย มันมีความซ้ำซ้อน มีคณะรัฐมนตรี มีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ก็คือทำการปฏิรูปนั่นเอง มีคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ แล้วก็ยังมีกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้การแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศไทยนี่ไม่ใช่เรากลัดกระดุมผิดเม็ดครับ แต่เรา มีกระดุมหลายเม็ดจนเกินไปเพื่อที่จะลงในรังดุมรังเดียวนี่มันทำไม่ได้ มันทำไม่สำเร็จ ผมคิดว่าเราต้องมาดูเรื่องตัวเลขกันนิดหนึ่งครับ ปัญหาการศึกษามันมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง อย่างที่ผมบอกเรามีคณะกรรมการมากเกินไป แล้วก็เรายังเกาไม่ค่อยถูกที่คันเท่าที่ควร ปัญหาพื้นฐานทางการศึกษามีอยู่ ๒ เรื่องครับ ๑. ความเหลื่อมล้ำ ๒. เรื่องคุณภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องความเหลื่อมล้ำนี่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อวาน นักวิชาการทางด้านการศึกษาได้ให้ข้อมูลครับ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ลูกหลานของเรา ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของเรานี่หลุดจากระบบการศึกษา ๑๐๐,๐๐๐ คน เศร้าไหมครับ เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูเรื่องของการศึกษา ปฐมวัยนิดหนึ่ง กสศ. งบประมาณน้อย ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๕ ได้งบประมาณประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท เด็กได้คนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ คน ต่อ ๑ ปี เท่ากับเดือนละ ๒๕๐ บาท มันแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ เรื่องของการศึกษาปฐมวัย นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชื่อเฮคเมน เขาพูดชัดเจนครับ การลงทุนในเด็ก ๑-๖ ปี ให้ผลตอบแทน ๗ เท่า เขาศึกษามาแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิรูปการศึกษาแล้วยังอิดออดในการสนับสนุน งบประมาณให้ กสศ. ถือว่าเกาไม่ถูกที่คันครับท่านประธาน ทำไมครับ สมองของเรานี่ ๐-๖ ขวบนี่สมองพัฒนาเซลล์สมองพัฒนา จะเป็นคนดีหรือไม่ดีที่เป็นผู้ใหญ่นี่ขึ้นอยู่กับ การพัฒนาสมองช่วง ๖ ปี เพราะฉะนั้นอุปมาอุปไมยเหมือนการปั้นปูนนะท่านประธานครับ ถ้ามันแข็งแล้วมันปั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นสมองของเด็กนี่ ๐-๖ ปีนี่มันจะพัฒนา แล้วเรา ต้องลงทุนในเด็กของเรา ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูเรื่องของผลสัมฤทธิ์ที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำ ผมขอดู ในรายงานของท่าน บอกว่าปี ๒๕๖๔ มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๒๙,๐๐๐ กว่าแห่ง สิ่งซึ่งเราคาดหวังก็คือมันต้องมี รายงานว่ามีการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๒๙,๐๐๐ เป็น Smart Daycare หรือเป็น ศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ มีมาตรฐานชาติด้านการดูแลเด็ก ด้านโภชนาการ สื่อการเรียนรู้ สนามเด็กเล่น ครูปฐมวัย สุขภาวะ และความปลอดภัย นี่คือสิ่งซึ่งเราคาดหมายจะได้รับ จากการปฏิรูปประเทศไม่ใช่มารายงานในเชิงปริมาณ ท่านประธานครับขอเวลาอีกนิดเดียว มาดูว่าที่ทำสำเร็จหรือไม่นี่ ขอดู ๓ ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัดแรก ทำโดยประเทศไทย เป็นสถาบันทดสอบทางการศึกษาของชาติ ท่านเห็นผล O-NET ของชั้น ม.๓ ปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ลดลงครับ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ ๆ เพิ่มขึ้นนิดเดียว มาดูตัวชี้วัด อีกตัวหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ผมขออนุญาตพูดซ้ำนะครับ วันนั้นอภิปราย ไปแล้วก็คือเรื่องของ PISA ท่านประธานที่เคารพครับ แม้แต่การอ่านของเรายังคะแนนลดลง จาก ๔๐๐ กว่าหรือ ๓๙๓ การอ่านภาษาไทยด้วยนะครับไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษ เพราะอะไร เพราะการออกแบบทดสอบของ PISA ก็คือทดสอบ Critical Thinking หรือการคิด ในเชิงวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นเราต้องเพิ่มมาตรฐานในส่วนนี้ อย่างที่ผมบอกเพิ่มคะแนน PISA เพิ่ม GDP เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดูตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งครับท่านประธาน อันดับ PISA ลดลง ๕๑ จาก ๖๖ ประเทศ ๕๐ จาก ๖๕ ประเทศ ๕๕ จาก ๗๑ ประเทศ ๖๖ จาก ๗๙ ประเทศ ปีล่าสุดอยู่ ๖๖ จาก ๗๙ ประเทศ หรือ ๑๓ ลำดับจากรั้งท้าย ท่านประธานครับ ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งคือภาษาอังกฤษลดลงตลอดครับ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ เพิ่มขึ้นมา ๓ ลำดับ ภาษาอังกฤษเราอ่อนเรารู้ และเมื่อสักครู่ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่มันยังไม่สัมฤทธิผล ท่านประธานที่เคารพครับ การลดความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดคือการศึกษา พรรคไทยรักไทยเคยทำเรื่องโครงการ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สำเร็จ ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมและหน้าที่ ทางการเมืองของพรรคการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะตั้งขึ้น เราจะทำ โครงการหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้า ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง เพื่อทำให้เราเพิ่มขีด ความสามารถของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมในสังคมครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ