ทวี สอดส่อง ตั้งข้อสังเกตถึงการสิ้นสุดภารกิจการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญและชี้ว่า สว. ไม่ควรมีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปเนื่องจากภารกิจดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการปฏิรูปประเทศที่มารายงานครั้งนี้ ถือว่าเป็นรายงานฉบับสุดท้าย ผมอยากจะขอทวนว่า ๕ ปีของการปฏิรูปประเทศ เราได้อะไร หรือเราจะต้องเสียเวลากับการสูญเปล่าหรือไม่ จุดเริ่มต้นเกิดจากความขัดแย้ง ทางการเมือง ที่เราจะได้ยินคำว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลที่มาจาก ประชาธิปไตยได้ยุบสภา กระแสปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๑ กระแส ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งก็ยังมีขึ้นจนเป็นเหตุให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจ ยึดอำนาจ โดยใช้สิ่งหนึ่งคือต้องการจะปฏิรูปประเทศ โดยในขณะนั้นเสียงเรียกร้องก็คือ ๑. ให้ปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ๒. ให้ปฏิรูปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ๓. ให้ปฏิรูปประชาธิปไตย ให้ฟังเสียงประชาชนให้มากขึ้น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ๔. การปฏิรูปเพื่อความเหลื่อมล้ำ และ ๕. การปฏิรูปตำรวจ เมื่อ คสช. ยึดอำนาจ ก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา พอปฏิรูปประเทศ จัดทำรัฐธรรมนูญ ก็นำหมวด ปฏิรูปมาอยู่ในหมวด ๑๖ ซึ่งวันนี้ได้ฟังจากเลขาธิการสภาพัฒน์ชี้แจงแล้ว หมวด ๑๖ ได้หมดภารกิจไปแล้ว หมวด ๑๖ ไร้คุณค่าไปแล้ว เพราะปฏิรูปประเทศครบ ๕ ปีแล้ว บางเรื่องบอก ๑ ปี บางเรื่องสูงสุด ๕ ปี และท่านก็ได้มาชี้แจงโดยบอกว่าได้โทรศัพท์หารือกับ เลขาธิการกฤษฎีกา ว่าการปฏิรูปประเทศไปสิ้นสุดเอาวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ในหมวด ปฏิรูปประเทศสร้างกลไกและสร้างอำนาจพิเศษขึ้นมา การสร้างกลไกและสร้างอำนาจพิเศษ ขึ้นมาก็คือได้มีการสร้างให้ สว. เข้ามาปฏิรูปประเทศ การที่ให้ สว. เข้ามาปฏิรูปประเทศ ก็จะเขียนไว้ในมาตรา ๒๗๐ ซึ่งวันนี้ท่านได้ชี้แจงว่าได้หมดอำนาจไปแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นการปฏิรูปประเทศไม่จบอยู่เท่านั้น ในการนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ร่างเสร็จแล้วก็ส่งไปให้ สนช. ในขณะนั้น สนช. ต้องการที่จะให้ สว. ทำการปฏิรูปประเทศ ก็มีคำถามเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ คำถาม คำถามที่เพิ่มก็คือใช้คำว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนด ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง ๕ ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่ออะไรครับ เพื่อจะปฏิรูป ประเทศในหมวด ๑๖ ก็เลยให้ สว. ซึ่งในรัฐธรรมนูญเก่านะครับ มีแค่ ๒๐๐ คน ก็ให้ สว. ที่จะมาปฏิรูปประเทศมี ๒๕๐ คน มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มาทำการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้เกิดจากการร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เกิดจากคำถามพ่วง ที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคมในช่วงการไปขอความเห็นชอบนั้น ในวันที่ ๑๐ ก็พบว่า กกต. ก็บอกว่าคำถามพ่วงดังกล่าวมีเสียงประชามติถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ให้ความเห็นชอบ ถือว่ามาจากมติของประชาชน ดังนั้นการร่างมาตรา ๒๗๒ จึงต้องส่งยกร่าง แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจก็พบว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยไว้ที่ ๒/๒๕๕๙ ก็คือว่าในระหว่าง ๕ ปีแรกนี่ ปกติการเลือกตั้งนายกต้องมาจากสภา แต่เพื่อให้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ๕ ปีนับแต่วันเปิดประชุม สภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศสำเร็จตามเป้าหมาย การที่ให้ สว. ที่บอกระหว่าง ๕ ปีนี่ ท่านไม่รู้ว่ากี่ปี เพราะตอนยกร่างไปมันไม่ใช้คนละภาษา แต่ว่าในระหว่าง ๕ ปีก็คือช่วงเวลาหนึ่งไปอีกช่วงหนึ่ง เหมือนระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น ไปพระอาทิตย์ตก คือระหว่าง ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปีที่แผนปฏิรูปประเทศไม่เสร็จในคำวินิจฉัย ก็ให้ สว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี รายละเอียดทั้งหมดปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖/๒๕๕๙ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอเวลาอีกสัก ๒ นาที เพื่อจะขยาย ปรากฏว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญออกมาในระหว่างนั้นมีสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านเดิมขอแก้รัฐธรรมนูญ โดยจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยมี สสร. มีการส่งเรื่องไปให้ศาลวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า การมี สสร. ไม่อาจจะทำได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่กำหนด แต่ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ ประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี่สามารถที่จะ จัดทำรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำประชามติก่อน โดยสรุปก็เหมือนประชามติใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ถ้านำคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ อันหลังนี้มาใช้ก็คือผลประชามติที่เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ จึงถือมีความสำคัญ ดังนั้นผมได้ถามเลขาธิการสภาพัฒน์ เมื่อวันนี้ สว. ไม่มีหน้าที่ในการ ปฏิรูปประเทศแล้ว ท่านได้ชี้แจงกลางสภานี้ เมื่อ สว. ไม่มีหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศ สว. ก็ต้องตามเจตนารมณ์และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กร ก็ไม่ควรที่จะ มาเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะย้อนกลับไปมาตรา ๒๕๙ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยากจะ ให้บันทึกไว้ว่าการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมา ที่สำคัญอย่างยิ่งคือไปตัดอำนาจของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนผลของการปฏิรูปประเทศ วันนี้เราอภิปรายไปก็ไม่มีผลแล้ว เขามารายงาน แต่ผม ขอกราบเรียนว่าผลของการปฏิรูปประเทศนี่ถ้าได้ตรวจสอบทั้งหมดมีความล้าหลัง ท่านใช้งบประมาณแผ่นดินในช่วงการปฏิรูปประเทศไปถึง ๑๘ ล้านล้านบาท ถ้ารวม เป็นเงินกู้ด้วยเกือบ ๒๐ ล้านล้านบาท เพราะเวลาของบประมาณก็ต้องทำแผนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ แต่ท่านทำให้ประเทศถอยหลังจำนวนมาก ดังนั้นผมคิดว่าอันนี้คือ เป็นบทเรียนที่ว่าการไม่ไว้ใจประชาชน การสร้างอำนาจนิยมเพื่อจะมาคิดแทนประชาชน ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็คือการทำลายความเจริญของประเทศ ทำให้ประเทศถอยหลังมา ผมจึงอยากจะฝากไว้ว่าเราควรจะนำรายงานบทสรุปทั้งหมดมาศึกษา แล้วก็อยากให้สภานี้ ตั้งคนศึกษา และบอกว่าความเจริญหรือความเสียหายจากการมีแผนปฏิรูปประเทศ มันเป็นอย่างไรครับ ขอขอบพระคุณมากครับ