อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด วิพากษ์แผนปฏิรูปประเทศ 5 ปีที่ผ่านมาว่าขาดความคืบหน้า แม้ไม่สูญเปล่าทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่ม โครงสร้างราชการรวมศูนย์มากขึ้น หน่วยงานซ้ำซ้อน ขาดงบประมาณรองรับ และเสนอให้ทบทวนการจัดวางองค์กรรัฐใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อรายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี ๒๕๖๕ ผมต้องกราบเรียนว่าอ่าน ๕ ปีแผนปฏิรูปประเทศแล้วมีแนวโน้มครับว่าอาจจะต้องกลับไป ทำแผนใหม่ ลักษณะมันจะหมุนวนเป็นวัฏสงสาร คือวางแผนแล้วปฏิบัติการไม่ได้ตามแผน ตั้งคณะกรรมการเพื่อไปร่างแผนแล้วไปทำตามแผนใหม่ เมื่อไม่สัมฤทธิผลก็กลับไปร่างใหม่ แต่ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่า ๕ ปีที่ผ่านไปนั้นเป็น ๕ ปีที่สูญเปล่า ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี เพียงแต่ว่าเราดู Teaser ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินว่าจะมี คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เรานึกว่าเราจะได้ดูหนังบู๊ดุเดือด ล้างผลาญ ฉลอง ภักดีวิจิตร ระเบิดภูเขา เผากระท่อม แต่ดูจนจบ ๕ ปี กลายเป็นหนังชีวิต หนัง Drama ที่จบไม่ลง ในวาระครบ ๕ ปี ถ้าเป็นจดหมายรายงานฉบับนี้ก็จะถือว่าเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย แต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากรายงานหรือจดหมายฉบับสุดท้ายนี้ ในโอกาสครบ ๕ ปีที่สิ้นสุดไป ผมขออนุญาตมีข้อสังเกต ๕ ประการด้วยกัน ผมตั้งข้อสังเกตถึงแผนปฏิรูปประเทศ ว่าเกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหาร แล้วก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะเรียกว่าเป็น EP ต่อมา หรือเป็นภาคต่อจากสภาปฏิรูปประเทศ จากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุดต่าง ๆ ก็ว่าไปครับ แต่ว่าคำว่า ปฏิรูป นี่เป็นคำใหญ่ครับ แต่เราใช้คำว่าปฏิรูปในช่วง ๘-๙ ปีที่ผ่านมาจากคำใหญ่กลายเป็นคำเล็ก แล้วก็กลายเป็นคำที่ ประชาชนฟังแล้วรู้สึกเฉย ๆ ผมไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนี่ เขาบอกว่า ปฏิรูป หมายถึง การทำให้ดีขึ้น แต่เป็นการทำในลักษณะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่กระโชกโฮกฮาก แต่ในพจนานุกรมไม่ได้บอกนะครับว่าถ้าทำไม่สำเร็จจะกลับไปทำใหม่หรือปฏิรูปใหม่ แต่อย่างน้อย อย่างที่ผมตั้งข้อสังเกตว่า ๕ ปี ปฏิรูปประเทศผ่านไป ตัวชี้วัดที่เราวัดกันง่าย ๆ ๒ มือล้วง เข้าไปในกระเป๋าเราไม่ได้พบว่ามีสินทรัพย์ มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นครับ แต่ไม่ถึงขั้นกับว่า กระเป๋าว่างเปล่า รัฐราชการรวมศูนย์ที่มีคนตั้งข้อสังเกต วันนี้กลายเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ ที่รวมมากกว่าเดิม ประกาศว่าประเทศไทยจะเป็น Thailand 4.0 ทำไปทำมากลายเป็น Thailand 0.4 ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น อันนี้ไม่ต้องเถียงครับ ที่พอเถียงกันได้ก็คือตกลง ประเทศไทยเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ ๑ ของโลกใช่หรือไม่ เรื่องของคนจน เมื่อสักครู่ ท่านเลขาธิการลุกขึ้นมาตอบนะครับว่าคนจนที่เป็นเส้นค่าความยากจน กับคนจนที่ถือบัตร สวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนนี่เป็นคนละเกณฑ์กัน แต่เอาว่าที่ประชาชนฟังเข้าใจโดยง่าย ก็คือว่าจากคนจน ๘ ล้านคน วันนี้มาเป็น ๒๐ ล้านคน จะเส้นค่าเฉลี่ยเส้นความยากจน ตรงไหนก็สุดแท้ แต่ว่ามันความจนเพิ่มขึ้น คนจนเพิ่มมากขึ้น แต่ประเทศนี้ไม่ใช่จะจนกันง่าย ๆ ก่อนจะจนได้ต้องผ่านการพิสูจน์ความจนก่อนนะครับ บางคนนี่จนขนาดพิสูจน์ไม่ได้ครับว่า ตัวเองจน แต่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือว่าแต่ละฝ่ายอ่าน รายงานแล้วเกิดคำถาม ว่ารายงานของแผนการปฏิรูปประเทศนั้นมีผลผูกพันต่อองค์กรอื่น หรือมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรหรือไม่ คำแนะนำข้อเสนอแนะที่ท่านเสนอไปในหน่วยงาน ภาครัฐองค์กรอื่น ๆ นั้นมีงบประมาณตามไปหรือไม่ ในเรื่องของการกระจายอำนาจ ท่านประธานครับ เราได้เห็นความเดือดร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ออกมาบ่น ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเป็นการโอนเฉพาะภาระงาน แต่ไม่ได้โอนงบประมาณตามไป ด้วย นั่นก็เกิดภาวะสุญญากาศในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านบอกว่าแผนปฏิรูป มี ๑๓ ด้านนะครับ ก็ต้องประเมินด้วยความเป็นธรรมว่าใน ๑๓ ด้านนี่เรื่องที่พอจะคุยได้ พอจะเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นมรรคเป็นผล น่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ว่าก็ไปไม่สุดหรอกครับ หลายเรื่องมีปัญหาติดตามมาว่าถ้าข้อเสนอกับการดำเนินการการปฏิบัติการของหน่วยงาน ต้นสังกัดที่แนะนำไปไม่ตรงกันอะไรคือบทสรุปว่าทิศทางที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร ผมขอชื่นชมนะครับ ท่านที่ทำรายงานมาเสนอต่อสภา ที่ต้องชื่นชมเพราะว่าท่านสามารถ เขียนเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไรครับ ให้ดูเหมือนมีอะไร สิ่งที่เราอยากจะเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราน่าจะใช้โอกาสในการที่มีกรรมการปฏิรูปประเทศนี้ ในการที่จะยุบรวม หรือผ่าตัด หรือบริหารจัดการหน่วยงานที่มันซ้ำซ้อนกัน เช่น เรื่องน้ำ มีไม่ต่ำกว่า ๑๗ หน่วยงาน หรือกระทรวงบางกระทรวง ผมยกตัวอย่าง เช่น ชื่อกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กรรมการชุดนี้อาจจะทำข้อเสนอว่าที่จริงท่องเที่ยวและกีฬามันน่าจะ แบ่งแบบผิดฝาผิดตัวหรือไม่ มันควรจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมหรือเปล่า หรือหน่วยงานเพื่อความเป็นเลิศด้านกีฬา ควรจะกลับไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามผมยังยืนยันว่า ๕ ปีที่ผ่านไปนั้นไม่ใช่ ๕ ปีที่สูญเปล่าครับ และวันนี้เรากำลังจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามารับไม้ต่อ ผมกราบเรียนนะครับ ว่าสิ่งที่ได้ศึกษามาถ้าจะได้มีการเชื่อมประสานกับรัฐบาลใหม่ และเพื่อการรับไม้ต่อ ที่จะดำเนินการต่อไปให้เป็นประโยชน์นั้นก็จะถือว่า ๕ ปีที่ผ่านไปนั้นจะไม่ใช่ ๕ ปีที่สูญเปล่า ผมเรียนในตอนท้ายครับว่าเราจงตั้งเป้าหมายไว้ให้ไกลครับ เพราะถ้าเราตั้งเป้าหมาย ไว้ที่ดวงจันทร์อย่างน้อยถ้าไปไม่ถึงเราก็ยังตกอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวครับ กราบขอบพระคุณครับ