พชร ตั้งข้อสังเกตผลปฏิรูปการศึกษา ขอหลักฐานยืนยันความสำเร็จ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

พชร จันทรรวงทอง ตั้งข้อสังเกตต่อผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปการศึกษา โดยเรียกร้องหลักฐานยืนยันการยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมหารือปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่ทำให้เด็กยากจนหลุดจากระบบ การขาดระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับครู ภาระงานประเมินที่หนักเกินไป รวมถึงปัญหางบประมาณรายหัวที่ไม่เพียงพอต่อโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล จนส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและโอกาสของนักเรียน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินแผนปฏิรูปอย่างจริงจังและรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใสตามสภาพจริง

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย รายงานความคืบหน้าฉบับนี้ถือเป็นการรายงานความคืบหน้า รอบสุดท้าย เนื่องจากระยะเวลาแผนปฏิรูปได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมานะครับ เหตุใดคณะกรรมการ จึงมีความคิดเห็นว่าการปฏิรูปทั้ง ๑๓ ด้านนี้ได้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญแล้ว โดยกระผมจะขอมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่องการศึกษานะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากการที่ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้ หน้า ๑๕๕ บอกว่ามีผลสัมฤทธิ์ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ อยากจะ ขอสอบถามผ่านท่านประธานไปยังท่านที่มาชี้แจงนะครับว่ามีหลักฐานใดที่เป็นข้อมูล เชิงประจักษ์ที่จะมาสนับสนุนข้อสรุปในรายงานความคืบหน้าฉบับนี้ได้บ้าง เพราะถ้า เทียบกับสภาพความเป็นจริงพบว่ามีข้อสังเกต ๓ ประเด็นดังนี้ครับ

ประเด็นที่ ๑ ถึงแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่เพื่อโอกาสในการศึกษาหลาย ๆ ครอบครัวยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายศึกษาด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงโรงเรียน ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ครอบครัวที่ยากจนไม่สามารถที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในรั้วของการศึกษาได้ อย่างเช่นใน Slide จะเห็นได้ว่าในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมามีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน และเมื่อวัดความยากจนโดยใช้เส้นแบ่งความยากจน พบว่าจะมีนักเรียน อยู่ในครอบครัวฐานะยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน ๑,๐๐๐ กว่าบาทต่อคนต่อเดือน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปีนะครับ ซึ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยง ที่จะหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งปัญหานี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถพบได้ตามข่าวสาร ทั่วไปดังเช่นภาพใน Slide นะครับ ขอ Slide ถัดไปครับ จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังพบว่ามีข่าว เกี่ยวกับเด็กที่ครอบครัวยากจนและไม่มีเงินที่จะไปโรงเรียน จนอาจที่จะต้องหลุดจากระบบ การศึกษาต่อไป ซึ่งตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยข้อมูล ล่าสุดพบว่าสูงถึงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนที่ไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบเศรษฐกิจในช่วง COVID-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสมนะครับ เด็กเหล่านี้จะหลุดออกจากระบบ การศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจน ซึ่งการดำเนินงานตามเป้าหมายจัดตั้งกองทุน มาตรา ๕๔ วรรคหก เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษา อยากจะขออนุญาตสอบถามการบังคับใช้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อ ความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ จากการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้สามารถลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสามารถให้ความช่วยเหลือแก่เด็กยากจนที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้จริงหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้กำหนดกิจกรรม Big Rock ไว้ ๕ กิจกรรม ซึ่ง ๑ ในนั้นมีกิจกรรมปฏิรูป ข้อ ๓ เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ซึ่งจากการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมนี้พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการกำหนดเครื่องมือมาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อประเมินสมรรถนะหรือความสามารถ ในการจัดการเรียนการสอน แต่ในส่วนของการดำเนินงานเพื่อระบบค่าตอบแทนให้กับ คุณครู หรือว่าบุคลากรทางการศึกษานะครับ ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร เพราะที่ผ่านมาผมยังพบเห็นการเปิดรับสมัครครูอัตราจ้าง โดยให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ เพียงไม่กี่พันบาท ดูได้ตาม Website หรือว่าบน Slide ครับท่านประธาน หรืออย่างเช่น ในพื้นที่ของผมนะครับ หลายโรงเรียนในเขตอำเภอสีคิ้วแล้วก็อำเภอปากช่อง ยังต้องมาจัด กิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อเอาเงินที่ได้ในครั้งนี้มาจ้างครูหรือพัฒนาอาคารสิ่งอื่น ๆ ภายใน โรงเรียน และเนื่องจากมาตรฐานชี้วัดและผลประเมินต่าง ๆ ที่มากมายเหลือเกินทำให้คุณครู แค่ต้องมาคอยทำรายงานเหล่านี้ก็ไม่มีเวลาที่จะไปทำอย่างอื่นแล้วครับ

ประเด็นที่ ๓ การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนา ด้านมิติเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งไม่สามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ได้จริง เพราะว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็คือความแตกต่าง ทางด้านสถาบันการศึกษา การที่โรงเรียนขนาดเล็กมักจะอยู่ห่างไกลตามชนบท หรือต่างจังหวัด ซึ่งการจัดสรงบประมาณจะจ่ายเป็นเงินอุดหนุนรายหัวดังที่แสดงบน Slide นั่นหมายความว่าหากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือขนาดกลางย่อมได้รับงบประมาณ ที่มากกว่า แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็จะได้รับงบประมาณที่น้อยกว่า ซึ่งเป็นไปตาม สัดส่วนของจำนวนนักเรียน วิธีการเช่นนี้ก็จะส่งผลโดยตรงต่อโรงเรียนที่มีขนาดเล็กที่มีอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศไทย จากข้อมูลตาม Slide นะครับ ทำให้โรงเรียนเหล่านี้บริหาร การจัดงบประมาณที่มีอยู่ได้อย่างยากลำบาก ท่านประธานครับ ถ้างบประมาณไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังคุณภาพการศึกษา ทั้งความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน อาคารสถานที่ อาหารกลางวันเด็ก รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การที่ครู ๑ คนต้องรับผิดชอบสอนนักเรียนหลายร้อยคน หรือรับผิดชอบ ๑ คนสอนหลายวิชา หรือการที่เด็กตัวเล็ก ๆ ต้องเดินทางไปโรงเรียนหลายกิโลเมตร บางพื้นที่ต้องเดินผ่านทางลูกรัง หรือว่าข้ามเขา ข้ามดอย กว่าจะได้เจอคุณครูและได้เรียนหนังสือ นี่คือภาพสะท้อนของ ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสในการศึกษาของเด็กที่ยากจนในพื้นที่ห่างไกล ยิ่งจะถูกถ่าง ให้กว้างออกไปหลายสิบเท่าของเด็กในเมือง ในขณะที่เด็กในเมืองกำลังนั่งกวดวิชา และสอบแข่งขันเพื่อแย่งที่เรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง แต่เด็กนักเรียนที่อยู่โรงเรียนห่างไกล กำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพราะความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางด้านการศึกษาถือเป็นปัญหาสำคัญที่จะส่งผลให้เด็กที่มีต้นทุนชีวิตน้อย ไม่มีโอกาส ได้เรียนต่อ ทำให้ขาดความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพที่ดีได้

สุดท้ายนะครับท่านประธาน การมีแผนปฏิรูปเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้ ทางรัฐบาลปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ให้สำเร็จ หรือหากไม่สำเร็จติดปัญหาอุปสรรคอะไร อยากให้รายงานความคืบหน้า มีแค่ไหนก็รายงาน ขอให้เขียนรายงานความคืบหน้านี้ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงให้ได้มากที่สุดครับ ขอบคุณครับ