ชยพล สท้อนดี วิพากษ์แผนปฏิรูปประเทศที่ถูกปรับลดเป้าหมายลงจนสูญเสียสาระสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา สังคม และความเสมอภาค จนไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือในความสำเร็จของแผนปฏิรูปหลายด้าน เช่น วัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และสาธารณสุข ที่ขาดความชัดเจนและเป็นเพียงกิจกรรมผิวเผิน รวมถึงตั้งคำถามต่อทิศทางการส่งเสริมสื่อสารมวลชนและบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่ขาดความน่าเชื่อถือ และอาจนำไปสู่การควบคุมความคิดมากกว่าการส่งเสริมเสรีภาพและคุณธรรมอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กู๊ดดี ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตจตุจักร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล สำหรับวันนี้ผมขออภิปรายในเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศในหมวดที่เกี่ยวข้อง กับทางด้านสังคม ซึ่งประกอบด้วย ๕ บทคือ สาธารณสุข ศึกษา สื่อสาร วัฒนธรรม และสังคม โดยเริ่มต้นก่อนผมจะขอพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงปี ๒๕๖๑ ตอนที่ แผนปฏิรูปประเทศออกมาเป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นแผนมีความฝันใหญ่ที่ทะเยอทะยาน ด้วยแผนปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ เดี๋ยวผมขอ Slide ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ต่อไปเป็น Slide ที่ ๒ เลยนะครับ ผมขอยกตัวอย่างเป้าเดิมที่แผนนั้นเคยมีในหมวดของสังคม ตอนปี ๒๕๖๑ มีการตั้งต้น เป้าหมายที่แลดูท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างหลักประกันรายได้ในการเกษียณ แผนการตั้งเป้าอย่างจริงจังว่าคนชราจะต้องมีรายได้จากระบบบำนาญทดแทนรายได้ มากกว่าร้อยละ ๓๐ โดยการตั้งเป้าจะเพิ่มประสิทธิภาพของ กอช. เพื่อจูงใจให้คนเข้ามา เป็นสมาชิกมากถึง ๑๕ ล้านคนภายในปี ๒๕๖๕ นอกจากนี้แผนยังมีการพูดถึงกลไกออม ภาคบังคับจาก VAT ที่มีการหัก VAT ส่วนหนึ่ง แล้วก็คืนกลับไปให้ผู้เสียภาษีกลายเป็น เงินออมนะครับ แล้วก็มี พ.ร.บ. เรื่องบำเหน็จบำนาญแห่งชาติที่เสมือนเป็นการกึ่งบังคับ ให้ทุกสถานประกอบการต้องมี Provident Found เพื่อเป็นทุนออมเพื่อการเกษียณ
ในส่วนด้านกลุ่มผู้เสียเปรียบทางด้านสังคม ในแผนเดิมก็จะมีการพูดถึง การปฏิรูปเพื่อปลดล็อก ตั้งเป้าที่จะแก้ไขอุปสรรคให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าการปฏิรูปขนส่งสาธารณะว่าร้อยละ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของบริการขนส่ง สาธารณะ การเดินทางของหน่วยงานรัฐ อปท. ภาคเอกชน และอื่น ๆ ทุกคนต้องเข้าถึงได้ หรือการดำเนินการให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีการพัฒนาให้ได้มาตรฐานครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อลดภาระของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูบุตร
ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเองก็เคยมีการพูดถึงเรื่องการจัดสรร เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขให้นักเรียนที่ยากจนและยากจนพิเศษให้ครอบคลุมทั้งหมด ๒.๔ ล้านคน พูดถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๕ ต่อปี ที่ผมย้อนเล่าทั้งหมดนี้ให้ฟังคืออยากให้เห็นภาพฝันใหญ่ในช่วงปี ๒๕๖๑ ที่บอกว่าถ้าเกิดสามารถทำได้ตามนี้จริง มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเรามากเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายความจริงมันก็วิ่งเข้ากระแทกหน้าของเราทันที แผนปฏิรูปประเทศนั้น ติดปัญหาในการบริหารภายในที่ไม่สามารถทำได้จริง รวมถึงต้องเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่ออกมาทีหลังแต่มาขี่คอมันอยู่จนถึงตอนนี้ นำไปสู่การทำแผนปฏิรูปฉบับปรับปรุง ที่กว่าจะประกาศใช้ก็ปี ๒๕๖๔ เข้าให้แล้ว สุดท้ายเป้าหมายที่ผมพูดถึงไปเมื่อสักครู่นี้ ก็ถูกตัดออก แทนที่ไว้เพียงความเชื่อว่าเป้าหมายจะทำสำเร็จได้ภายในปี ๒๕๖๕ เท่านั้นเอง
Slide ต่อไปได้เลยนะครับ เพื่อเป็นการยกตัวอย่าง แผนปฏิรูปด้านสังคม ในส่วนของการออมเพื่อการเกษียณ เรื่องที่พูดตอนแรกก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย เหลือเป้าหมายเพียงแค่การผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพียงแค่ ฉบับเดียว หรือเรื่องผู้เสียเปรียบทางสังคมที่ตั้งเป้าจะขยายบริการขนส่งสาธารณะให้เข้าได้ถึง ทุกคน หรือการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐาน กลายเป็นถูกลดทอนให้เหลือแค่ กระบวนการให้คนพิการสามารถขอบัตรประจำตัวคนพิการ ณ สถานพยาบาล และแก้ไข ระเบียบการยื่นขอบัตรให้มันลดเอกสารลงแค่เท่านั้นเอง
ในแผนด้านการปฏิรูปการศึกษา เรื่องการจัดสรรเงินช่วยเหลือให้ครอบคลุม นักเรียนที่ยากจนทั้งหมดก็สลายกลายเป็นผุยผงไปเลย กิจกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ก็ยากจะอธิบายว่า ทำไปแล้วมันได้อะไร เต็มไปด้วยคำประเภท ส่งเสริม สนับสนุน ดุน ๆ ดัน ๆ พากันเข้าเส้นชัย แบบนั้นหรือครับ
ในประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน แม้จะมีเรื่องความล้มเหลวมากมาย ในแผนปฏิรูปประเทศ แต่ก็ต้องมีงานที่ทำได้สำเร็จเหมือนกัน แต่คำถามคืองานที่สำเร็จนี่ สำเร็จไปคือสำเร็จอะไร และควรจะเรียกมันว่าเป็นแผนปฏิรูปประเทศได้อย่างเต็มปาก หรือเปล่า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอยกตัวอย่างเช่นในบทที่ ๑๓ การปฏิรูปประเทศ ด้านวัฒนธรรม กีฬา และแรงงาน คุณกำลังประเมินความสำเร็จผลงานของคุณด้วยการทำ แบบสอบถามคุณธรรม ๕ ประการ ประกอบด้วย ความพอเพียง วินัยรับผิดชอบ สุจริต จิตอาสา และกตัญญู สำรวจกันง่าย ๆ เลยครับ ถามกันง่าย ๆ และแถมวัดค่าพลังออกมา ให้ด้วยเป็นค่าพลังครอบครัว พลังเพื่อน เป็นแบบสอบถาม ๔๘ ข้อ ตอบ ๑๕ นาที ด้วยใจที่สัตย์จริง เราปฏิรูปสำเร็จแล้วหรือครับกับประเทศนี้ และทราบไหมครับท่านประธาน ไหนจะเรื่องผลงานการแจกรางวัลเชิดชูเกียรติ ทำสื่อคุณธรรม แผนปฏิรูประดับประเทศ ของเราขับเคลื่อนด้วยละครคุณธรรม ฉันเป็นประธานบริษัทแบบนั้นหรือ นิทานอีสปสอนใจ ไฉไลไทยก้าวหน้า หรือจะเป็นผลงานเรื่องของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบมรดกทาง วัฒนธรรม แต่ไปสนับสนุนที่พิพิธภัณฑ์การทางพิเศษแห่งประเทศไทย คือจะพาพวกเราไปดู ตอม่อจนกว่าเราจะสำนึกในรากเหง้าของความเป็นไทยแบบนั้นหรือครับ ซ้ำร้ายยังจะศึกษา การทำ Social Credit Score อีก คือคุณจะทำอะไร เคาะบ้านประชาชน ก๊อก ก๊อก ก๊อก วันนี้คุณรักชาติแล้วหรือยังอย่างนั้นหรือครับ คือมันเป็นการสนับสนุนให้รัฐเป็นตำรวจ จริยธรรม ครอบงำความคิดของประชาชน ตีกรอบครอบกะลาทางความคิด ไม่ต้องริบังอาจ มองหาเสรีภาพ ไหนจะด้านกีฬาอีกนะครับที่เอาธนาคารกีฬามาเป็นผลงาน กับการจัด การแข่งขันระดับท้องถิ่นหมู่บ้าน แต่ทำไมไม่มีการพูดถึงเรื่องของการสนับสนุนการสร้าง League กีฬาในประเทศไทยระดับประเทศเลย แค่การแจกลูกบาสเกตบอล เตะลูกบอล หน้าหมู่บ้านนี่ผมก็ปฏิรูปประเทศสำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือครับ
ขอ Slide ต่อไปครับ ในส่วนของบทที่ ๘ ด้านสื่อสารมวลชน ตรงนี้ต้องบอก เลยนะครับว่าผลงานนั้นน่ารักมาก ๆ กับศูนย์ต่อต้าน Fake News ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล เคยอภิปรายไว้แล้วว่าศูนย์ดังกล่าวนั้นทำหน้าที่เป็นเพียงคนแค่สอบถามหน่วยงานของรัฐ เท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Fact Checker ที่แท้จริงนะครับ สุดท้ายยังเผยแพร่ข่าวปลอม เสียเอง ในกรณีที่ สส. พรรคก้าวไกลเราเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ในโครงการก่อสร้าง แท่นประดิษฐานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๙ ในค่ายทหารที่ลพบุรีนะครับ โดยบอกว่ามาจาก เงินบริจาค ทั้ง ๆ ที่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน อภิปรายไปขนาดนี้แต่ก็ยังดื้อจะทำต่อ พอเข้าไปดูใน Page ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่เอามาเป็นผลงาน ก็ต้องบอกว่า โอ้โฮ แต่ละ Post มีคน Like อยู่แค่ ๑๐ ๒๐ ๓๐ ๔๐ ๑๐ ๒๐ ๓๐ ๔๐ นี่คือผลงานของแผน ที่เราใช้เพื่อการปฏิรูปประเทศจริง ๆ ใช่ไหมครับ
ไหนจะเรื่องการผลักดัน Soft Power ที่บอกจะสร้างงาน สร้างรายได้ แต่ว่า ก็ตีกรอบด้วยโจทย์จริยธรรมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สักแค่ไหนเชียว ไปล็อกให้ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ไม่สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง และสุดท้ายประเทศชาติเราได้ประโยชน์อะไร เรากำลังตอบโจทย์จริยธรรมหรือวัดค่าพลัง อะไรให้ใครอยู่
ใน Slide ถัดไปนะครับ อีก ๑ บทที่ผมอยากจะยกขึ้นมาพูดคือบทที่ ๗ เรื่องของสาธารณสุข การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พูดให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ ปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คืองงสิครับว่ามันเกี่ยวข้องกันได้ อย่างไร ผลงานด้านการสร้างฐานข้อมูล คัดกรองผู้สูงอายุ ภาวะพึ่งพิงก็คือคนที่ต้องได้รับ การดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว บอกว่าผลงานดีเลิศวิลิศมาหรามาก ดูแลอยู่ ๓๕๔,๐๐๐ คน จาก ๓๘๑,๐๐๐ คน เป็นเปอร์เซ็นต์ครอบคลุม ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่พอผมลองแง้มดูสถิติผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่อายุเกิน ๖๐ ปีมานิดหนึ่ง มันมีอยู่ตั้ง ๗๒๐,๐๐๐ กว่าคนไม่ใช่หรือครับ หายไปไหนตั้งครึ่งหนึ่ง คือเอาสถิติแค่เฉพาะ คนที่ลงทะเบียนมาโชว์เพื่อให้ตัวเลขนั้นมันดูดี แต่ว่าเราต้องคำนึงถึงคนที่ยังตกหล่น จากระบบไปด้วย เราต้องดูด้วยว่าเรานั้นดูแลทุกคนอย่างครอบคลุมได้หรือไม่ และทุกคน เข้าสู่ระบบได้หรือไม่ แบบนี้จะเรียกว่าสำเร็จได้อย่างไร ไหนจะผลงานเรื่องของการทำ Public Health Record ที่เน้นกลุ่มโรคไม่ติดต่อ เช่น พวกโรคเบาหวาน โรคความดันสูง ที่เริ่มทำที่เขตสุขภาพที่ ๑๒ เป็นจังหวัดทางแถบภาคใต้ แต่ทำไมอยู่ ๆ มันมีแถบบุรีรัมย์ เข้ามาด้วยอีก ๑ จังหวัด ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วย ๒ โรคนี้ไม่ได้เยอะอย่างมีนัยสำคัญอะไรที่บุรีรัมย์ ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นบ้านของใคร ทำไมต้องแอบแถมมากับเขาด้วย ปฏิวัติวงการกันสุด ๆ ไปเลย
ผมขอสรุปเลยแล้วกันนะครับท่านประธาน เราเสียเวลาไปเปล่า ๆ ๕ ปี อย่างไร้ประโยชน์ เดินเตะฝุ่นฝันใหญ่ว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ขจัดความเหลื่อมล้ำ แต่สุดท้ายการปฏิรูปนั้นไม่เกิดอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นแค่การปะ ติด ลูบ ขายผ้าเอาหน้ารอด เป้าไหนที่เราเอื้อมไม่ถึงเราก็ปัดทิ้ง แต่มือเราสาวอะไรได้ก็หยิบ ๆ มาโปะ ๆ ให้มันเป็น ผลงาน ทันเวลาส่งการบ้านเฉย ๆ ถ้าจะทำแผนปฏิรูปได้แค่นี้นะครับ ผมนึกภาพออกเลยว่า เราจะพาประเทศไปอยู่ที่ไหน อยู่ที่เดิมละครับท่านประธาน สำหรับ ๕ ด้านนี้นะครับ ชยพล ขอชนไว้เท่านี้ก่อน ขอขอบคุณท่านประธานและหน่วยงานที่มาชี้แจงครับ ขอบคุณมากครับ