สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

ชญาภา สินธุไพร หารือเรื่องแผนปฏิรูปประเทศ โดยอ้างว่ารายงานผลสรุปการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศประจำปี 2565 ไม่ได้เป็นการรายงานความคืบหน้า แต่เป็นการรายงานความไม่คืบหน้า นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ โดยการเริ่มจากการรดน้ำที่ราก เพื่อแก้ปัญหาทุนผูกขาด และทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

นางสาวชญาภา สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดเขต ๘ พรรคเพื่อไทย เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่าแผนปฏิรูปประเทศถือกำเนิดขึ้นภายหลังที่มีการยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๖๑ หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผ่านมา ๕ ปีของการปฏิรูปประเทศ มีการรายงานผล สรุปความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศประจำปี ๒๕๖๕ แต่เมื่อดิฉัน ได้อ่านรายละเอียดของรายงานฉบับนี้ค่ะ ดิฉันเห็นว่านี่ไม่ใช่การรายงานความคืบหน้า แต่เป็นการรายงานความไม่คืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งจากการรายงานผลสรุป การดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ถึงแม้จะพยายามอธิบายถึงผลสัมฤทธิ์ในการ ดำเนินการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านทั้งหมด ๑๓ ด้าน โดยอ้างอิงตัวเลขสถิติความสำเร็จ ต่าง ๆ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับสวนทางค่ะ

ดิฉันขอยกตัวอย่างประเด็นด้านสังคม ซึ่งกำหนดเป้าประสงค์มุ่งขจัดปัญหา ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นค่ะท่านประธาน สิ่งที่ชี้วัดได้ชัดเจนที่สุดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดคือดูได้จาก จำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ ก่อนเกิดการยึดอำนาจในปี ๒๕๕๗ มีคนจนอยู่ที่ประมาณ ๘ ล้านคน ภายหลังเกิดรัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันมีการลงทะเบียนบัตรคนจน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ ๑๓.๕ ล้านคน และล่าสุดในปี ๒๕๖๕ มีคนลงทะเบียนบัตรคนจน เพิ่มขึ้นกว่า ๒๐ ล้านคน คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของประชากรในประเทศทั้งประเทศ แสดงว่า ยิ่งปฏิรูปคนจนยิ่งเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ ปัจจุบันดิฉันจะชี้ให้เห็นชัดลงไปอีกค่ะว่าคนส่วนใหญ่ ของประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องของการจนกระจุก รวยกระจาย ในเรื่องของ การรวยกระจุก จนกระจายค่ะ เผชิญกับปัญหาหนี้สินพอกพูนไร้ทางออก ปัจจุบันหนี้ครัวเรือน ทะลุถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP และมีพี่น้องประชาชนราว ๑.๔ ล้านคนทั่วประเทศเป็นหนี้ นอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เข้าไม่ถึงแม้แต่สินเชื่อในระบบด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ประชากรกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยอยู่ในภาคการเกษตร แต่พบว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเกษตรกรเป็นหนี้เฉลี่ยกว่า ๔๓๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ปรากฏในฐานข้อมูลธนาคารโลกปี ๒๕๖๔ พบว่า ประเทศไทยเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงเป็นอันดับ ๔ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ท่านประธานคะ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหารวยกระจุก จนกระจาย ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอค่ะ โดยการเริ่มจากการรดน้ำที่ราก แก้ปัญหาทุนผูกขาด ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อประชาชนมีรายได้ ภาคธุรกิจเติบโตก็จะมีกำลังในการจ่ายภาษี รัฐมีเงิน มีรายได้เข้าคลัง เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่เหมาะสม รัฐสามารถนำเงินเหล่านั้นมาทำสวัสดิการ ที่ยั่งยืนให้กับประชาชน มาทำโครงการดี ๆ นโยบายดี ๆ ให้กับประชาชน เป็นการลด ความเหลื่อมล้ำในระยะยาว แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมาการดำเนินนโยบาย ส่วนใหญ่เป็นการกู้ แล้วเน้นไปที่การแจกเงินระยะสั้น ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับประชาชน ในระยะยาว จึงทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการปฏิรูปเป็นเพียงวาทกรรม ยิ่งปฏิรูปยิ่งล้มเหลว แทบไม่มี ความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศตามแผนที่กำหนดไว้ค่ะ ทำไมยิ่งปฏิรูปยิ่งเหลื่อมล้ำ ยิ่งปฏิรูปประเทศยิ่งถอยหลัง และประเด็นการปฏิรูปหลายเรื่องไม่ใช่สิ่งใหม่ และเป็นสิ่งที่ หน่วยงานราชการทำอยู่แล้ว จึงเกิดความทับซ้อนและไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ ประเทศได้อย่างแท้จริง ดิฉันรู้สึกเห็นใจหน่วยงานที่มาคอยตอบคำถาม เพราะว่าท่านไม่ได้ ปฏิรูปค่ะ แต่ต้องมาตอบคำถามเรื่องการปฏิรูป ท่านประธานที่เคารพคะ แผนปฏิรูปประเทศ ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากผลพวงของรัฐประหาร ฝังรากลึกในสังคมไทย เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงในการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นจำเป็นต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ และสถาปนาให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงจะสามารถ นำประเทศในการที่จะปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ได้ การปฏิรูปประเทศที่จัดทำขึ้นยากที่จะ ประสบผลสำเร็จ เพราะผู้นำในการปฏิรูปไม่ได้ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับ ต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการปฏิรูปประเทศที่เกิดขึ้นจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขอบพระคุณค่ะ