จุลพงศ์ อยู่เกษ ชื่นชมการใช้คำนำหน้า "คุณ" จากประธานที่ประชุม และเสนอให้ใช้รูปแบบนี้ต่อไปในช่วงอภิปราย พร้อมวิพากษ์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปอย่างช้า ขาดความต่อเนื่อง และลดเป้าหมายลงอย่างมาก จาก 10 เหลือเพียง 2 เรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะภายใต้ข้อบังคับการปล่อยตัวชั่วคราวปี 2565 ที่จำกัดสิทธิผู้ต้องหา เปรียบเทียบกับฉบับปี 2548 และเรียกร้องให้มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน พร้อมผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อผลักดันการปฏิรูปให้เกิดผลจริง.
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นเลย ผมขอบพระคุณท่านประธานมากที่เรียกผมว่าท่านนะครับ แต่ว่าสำหรับผมแล้วเรียก คำนำหน้าว่า คุณ ก็เพียงพอนะครับ ขอบคุณครับ
ในวาระของการอภิปรายรายงานการปฏิรูปประเทศนะครับ ผมขอรับ ทำหน้าที่การอภิปรายการปฏิรูปประเทศในด้านที่ ๓ และด้านที่ ๔ คือด้านกฎหมาย และด้านกระบวนการยุติธรรม ในภาพรวมนั้นผมต้องขอพูดเหมือนกับเพื่อน สส. พรรคก้าวไกลของผมที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่าการปฏิรูปด้านกฎหมายก็ดี ด้านกระบวนการยุติธรรมก็ดี เหมือนกับการปฏิรูปด้านอื่น ๆ ครับ คือทำอย่างล่าช้า และสัมฤทธิผลไม่น่าพอใจ รวมทั้งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกเท่าไรนัก อย่างในการปฏิรูปกฎหมาย ตามแผนการปฏิรูปในปี ๒๕๖๑ ได้กำหนดเป้าหมายขึ้นมาเป็น ๑๐ ข้อ โดยล้อกับมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ คือให้มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น ปรับปรุง กฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย ปฏิรูปการเรียนการสอนวิชากฎหมาย นี่เป็นเป้าหมายสำคัญ ๆ ของการปฏิรูปกฎหมายครับ แต่เมื่อมีการปรับปรุงแผนการปฏิรูป เมื่อปี ๒๕๖๔ การปฏิรูปกฎหมายด้านประเทศก็ได้ตีกรอบการปฏิรูปให้แคบลงอีกครับ จาก ๑๐ ด้าน เหลือแค่ ๕ กิจกรรมปฏิรูป ซึ่งโดยหลักการแล้วก็ยังคล้าย ๆ ที่ผมเพิ่งอภิปราย มานะครับ เพียงแต่ทำให้ชัดเจนขึ้นว่าจะทำอะไรบ้าง ท่านประธานครับ แต่พอครบ กำหนดเวลาการปฏิรูปสิ้นปี ๒๕๖๕ จาก ๕ กิจกรรมปฏิรูป กลับหดเหลือแค่ ๒ เป้าหมาย แถมผลการปฏิรูปก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์จริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูป ด้านการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น ในรายงานผลการปฏิรูปมีกฎหมาย และกระบวนการทั้งหมด ๑,๐๙๔ แล้วก็สิ้นสุดตรงนั้นเองครับ ในรายงานไม่มีบอกเลยว่า ทำอะไรต่อไป หรือเสร็จสิ้นอะไรลงไปบ้าง หรือเรื่องของการให้ประชาชนมีส่วนร่วม กับการร่างกฎหมายก็ไม่สัมฤทธิผล คือแทนที่จะกำหนดว่ามีพระราชบัญญัติฉบับใดบ้าง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยื่นเข้าสภา หรือความเห็นของประชาชนมีจำนวนเท่าไรนั้น ก็ไม่มีปรากฏในรายงานนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะพูดจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่า การปฏิรูปกฎหมายมันไม่ได้เริ่มในปี ๒๕๖๑ จริง ๆ การปฏิรูปกฎหมายมีมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ปี ๒๕๒๕ ในแผนฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๔ ได้พบอุปสรรคมากมายครับ ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์สมัยนั้นท่านค้นไปค้นมาก็ไปเจอพบว่า อุปสรรคเบอร์ ๑ คือกฎหมายนี่เอง คือพบว่ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเบอร์ ๑ เพราะว่า มีกฎหมายห้ามไม่ให้ทำ หรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจที่จะทำ จึงมีการเริ่มการปฏิรูปกฎหมายในแผนฉบับที่ ๕ นี้นะครับ แต่การปฏิรูปกฎหมายตามแผนที่ ๕ และต่อ ๆ มาก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัญหาภายในระบบราชการที่ต่างคน ต่างทำ ท้ายที่สุดก็ทำแค่เสนอแนะข้ามหน่วยงานกันนะครับ ติดกลไกที่ล่าช้าของราชการ กว่าจะได้ประชุม หรือว่าพร้อมหน้าพร้อมตากันใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะสรุปได้ก็เวลาเป็นปี และถึงได้ข้อสรุปแล้ว หน่วยงานที่สรุปก็เสนอข้อสรุปไปให้หน่วยงานอีก ๑ หน่วยงานทำ สุดท้ายก็ไม่เกิดการปฏิรูปอะไรเลย
ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปเป็นเรื่องการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเป้าหมายโดยสรุปเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและถูกบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติและเป็นธรรม มีกระบวนการที่โปร่งใสและเสร็จ ตามกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ผมขอเท้าความไปถึงแผนปฏิรูปตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ วาดไว้อย่าง สวยหรูว่าจะมีการปฏิรูป ๑๐ ประเด็นปฏิรูป ครอบคลุมถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งทางแพ่ง และอาญา แผนที่จะจัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมถึง ๔๑ ร่าง แต่เอาเข้าจริง ๆ การปฏิรูปกฎหมายก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเช่นกันครับ และเรื่องที่ผม เสียดายที่สุดคือเรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การแข่งขันของประเทศ ที่มีสาระสำคัญเรื่องการปรับปรุงกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย กฎหมายว่าด้วย อนุญาโตตุลาการ และการตั้งศาลพาณิชย์ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของเรา ทางแพ่ง ของไทยมีความเป็นสากลและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สุดท้ายเมื่อมีการปรับปรุง ในปี ๒๕๖๔ จาก ๑๐ เรื่อง ๕ เรื่องกลับเหลือเพียง ๒ เรื่องนะครับ ทั้งหมดเป็นกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาทั้งหมด เมื่อมาพิจารณาผลการดำเนินงานปี ๒๕๖๕ ในกิจกรรมปฏิรูป Big Rock ทั้ง ๕ เรื่อง ผมมีคำถามที่ถามต่อผู้ชี้แจงใน ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก คือการกำหนดระยะเวลาดำเนินการกระบวนการยุติธรรม มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม ๒๕๖๕ มีหน่วยงานไหนครับที่ทำสำเร็จ คือต้องทำสำเร็จภายใน ๙๐ วันนับแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๕ หน่วยงานสำคัญกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่จัดทำ เหมือนกัน ผมขอถามท่านว่ากระทรวงกลาโหมได้จัดทำอะไรไปบ้างครับ
ประเด็นที่ ๒ คือการปฏิรูปการปล่อยตัวชั่วคราว ข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกา เรื่องการปล่อยตัว ๒๕๖๕ ท่านระบุว่าเป็นภารกิจสำคัญ แต่ข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกานี้กลับจำกัดสิทธิการประกันตัว การเป็นนายประกันในการประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย ต่างจากข้อบังคับในปี ๒๕๔๘ ที่ถูกยกเลิกโดยข้อบังคับปี ๒๕๖๕ ผมเรียนถามท่าน อย่างนี้ครับ การจำกัดสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในการได้รับการประกันตัวให้มีโอกาส น้อยลง เป็นภารกิจสำคัญของการปฏิรูปกฎหมาย เป็นภารกิจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ หรือครับ
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน คือไม่ว่าจะการปฏิรูปกฎหมาย หรือการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม สำคัญจริง ๆ ก็คือต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแน่นอน และต้องมี คนทุบโต๊ะทำครับ ขอบคุณครับ