สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา และเรียกร้องการทราบความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นความเสมอภาคทางการศึกษาและการจัดการศึกษาด้านทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและพัฒนาประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมก็ขออภิปรายในส่วนของการรับทราบรายงานความ คืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ครั้งที่ ๑๘ ที่ทุก ๆ ๓ เดือน (เดือนตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๖๕) หรือสรุปผลงานการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้วยครับ ในส่วนเหล่านี้เป็นการสรุปผลงาน การดำเนินการการปฏิรูปทั้ง ๑๓ ด้าน แต่ผมขอมีส่วนร่วมการอภิปรายในด้านที่ ๑๒ คือการปฏิรูปการศึกษาครับ การศึกษานี่จริง ๆ แล้วเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นรากฐานของทั้ง ๑๓ ด้านที่จะพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงครับ การพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยคนนี่ละครับที่เป็นคนขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในแผ่นดินไทย ในส่วนของการปฏิรูปผมอยากจะสรุปถึงนโยบายการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจาก กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสรุปใน ๕ ด้านด้วยกันคือ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
๑. ในการที่จะสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย เป้าหมายคืออยากจะให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ แต่เรื่องเหล่านี้ในเรื่องของคุณภาพ ท่านครับ รัฐบาล เคยได้มองไหมครับว่าก่อนจะมีคุณภาพ ท่านก็บอกว่าเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำให้เกิด ความเสมอภาค เป็นการปฏิรูประบบการศึกษาที่จะให้มีประสิทธิภาพ แต่ท่านพูดถึง ความเหลื่อมล้ำและความเสมอภาคของประเทศชาติ ของประชาชน วันนี้ไม่มีเลยครับ ที่จะมีความเสมอภาค ท่านให้องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามา มีส่วนร่วม ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ทุก ๆ อย่างก็ไม่เคยมีความเสมอภาค ทางการศึกษา ท่านเขียนว่าจะให้เด็กปฐมวัยเข้ามาเล่าเรียนการศึกษาโดยที่ฟรีและไม่เสีย ค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่ตลอดเวลา ๕ ปีของการปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เคยที่จะประสบความสำเร็จ ท่านก็ทราบว่าปัจจุบันนี้โครงสร้างของประชากรของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี คนเกิดน้อยลงปีละ ๔๐,๐๐๐ คน โรงเรียนขนาดเล็กจาก ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนของ สพฐ. มีถึง ๗,๐๐๐ โรงเรียน ต่ำกว่า ๔๐ คน ถึง ๗,๐๐๐ โรงเรียนครับ ตรงนี้รัฐบาลจะจัดการ อย่างไร ไม่มีนโยบายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในการจัดการ จะจัดการควบรวม จะยุบ จะเลิก ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเลยเด็กก็ลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นวันนี้ในเรื่องของ ความเสมอภาค ความเหลื่อมล้ำ และในรายงานที่นำเสนอนี่นะครับ ท่านพยายามที่จะบอกว่า ท่านประสบความสำเร็จในการตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคให้กับประเทศชาติและปฏิบัติมา ๕ ปีแล้ว ผมเชื่อว่างบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคที่ท่านทำมามันเป็นงาน ที่ซ้ำซ้อนและไม่ได้เกิดผลใด ๆ ทั้งสิ้นถือว่าเป็นความล้มเหลวอีกอย่างหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งครับ การปฏิรูปในเรื่องการจัดการศึกษาด้านทวิภาคีและระบบ อื่น ๆ ที่เน้นฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำสู่การจ้างงานและการสร้างงาน ตรงนี้ครับ ที่ผมอยากจะนำอภิปรายในส่วนของทวิภาคีซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างประเทศชาติ ท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าประชากรลดลง แรงงานทั้งปริมาณและทั้งคุณภาพ ปริมาณวันนี้ เราต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามาอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานด้านอุตสาหกรรม อย่างในเขต เลือกตั้งของผม โรงเชือดไก่อย่างเดียวโรงงานอุตสาหกรรม ๓,๐๐๐ คน คนต่างชาติเข้าไปตั้ง ๒,๕๐๐ คนแล้ว คนไทยไม่เหลือแล้วครับ ดังนั้นทวิภาคีเราต้องส่งเสริมด้านคุณภาพ ทวิภาคีเป็นตัวที่จะแก้ปัญหาในการบริหารจัดการ ด้านอาชีวะอย่างแท้จริง ประชาชนหรือเยาวชนของชาติควรจะผลักดันให้เรียนอาชีวศึกษา แต่ขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ว่าจะหลักสูตรเนื้อหาที่ควรที่จะแก้ไขก็ยังล่าช้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ระยะเวลาของการเรียนรู้ก็เปลี่ยนแปลงไป ระดับ การศึกษาที่ควรจะเรียนอาชีวศึกษาควรจะเป็น ปวส. หรือปริญญาตรี เพราะ ปวช. นั้น ความรับผิดชอบ วุฒิภาวะยังน้อยอยู่ ยังขาดการส่งเสริมหรือขาดความร่วมมือกันระหว่าง สถานศึกษากับสถานประกอบการ ราชการหรือรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา อย่างจริงจังครับ ระบบของความร่วมมือ สถานประกอบการควรจะได้รับสิทธิพิเศษที่จะดึง เข้ามาร่วมในการบริหารจัดการในการศึกษาที่จะลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง เพราะในหลักสูตร ของการศึกษาก็ยังบอกอยู่แล้วว่าเราต้องเรียนรู้คู่การปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติเป็นการศึกษา อย่างแท้จริงอย่างเป็นธรรมชาติ และจะเป็นคุณค่าเพิ่มคุณภาพทางการศึกษาเพื่อการแข่งขัน กับประเทศชาติ และแข่งขันกับนานาประเทศอย่างแท้จริง ฉะนั้นการปรับตัวอย่างนี้รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาที่รัฐบาลรักษาการก็กำลังจะหมดสิ้นไปในอีกไม่นานนี้ กระผมอยากจะ กราบเรียนทางรัฐบาลที่จะมารับภาระใหม่ ควรจะให้ความสำคัญความจริงจังจริงใจ ต่อการจัดการศึกษาของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ก็ควรจะไม่ใช่วรรณกรรมที่เขียนไว้ในรายงานประจำปีทุก ๆ ครั้งก็จะใช้คำพูดเหล่านี้ และทวิภาคีครับ เป็นกลไกเป็นเครื่องมือในการจะพัฒนาประเทศ ดังนั้นขอให้ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีที่จะมาใหม่ขอให้มีความตั้งใจ ความจริงใจที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหาอย่างอื่น ๆ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลัง เป็นปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ โรงเรียนอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว ต้องหารายได้รายรับมาแก้ปัญหา กันเอง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มิใช่เพียงแต่ว่า ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในระดับท้องที่อยู่ในชนบทต้องแก้ปัญหาไปตามยถากรรม
สุดท้ายครับ ผมกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมการที่ได้มาตอบข้อแก้ไข ณ วันนี้ ผมขอให้กำลังใจทุก ๆ ฝ่ายครับ ซึ่งแม้แต่จะหมดวาระใน ๕ ปีนี้แล้ว แต่ก็ขอฝากให้ คณะกรรมการไม่ว่าจะเป็นชุดไหนของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ