สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

พนิดา มงคลสวัสดิ์ ได้หารือเกี่ยวกับผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ปี 2565 โดยเน้นประเด็นด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการปราบปรามทุจริต เธอวิพากษ์วิจารณ์แผนปฏิรูปที่ไม่มีประสิทธิภาพและกลุ่มผู้มีอำนาจที่ผูกขาดการตัดสินใจ เธอยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ และเรียกร้องให้มีการออกแบบโครงสร้างในการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมุทรปราการ

เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันจะอภิปรายรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ปี ๒๕๖๕ ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเมือง ประกอบไปด้วย ๓ ประเด็น ๑. ด้านการเมือง ๒. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และ ๓. ด้านการปราบปรามทุจริต ท่านประธานคะ ประเด็นการปฏิรูปทั้ง ๓ ด้านที่ดิฉันกำลังจะกล่าวถึงนี้มีจุดร่วมเหมือนกันกับประเด็น การปฏิรูปอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลกำลังจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป นั่นก็คือ ในตอนแรกเริ่มเดิมทีแผนนี้นะคะ ปี ๒๕๖๑ ก็เสนอออกมาเสียสวยหรู แทบจะปรับโครงสร้าง เปลี่ยนประเทศ แต่สุดท้ายเมื่อปิดฉากครบ ๕ ปี ผลการดำเนินงานก็ออกมาว่าเป็นไปเพียง เพื่อการโฆษณาเท่านั้น

มาเริ่มกันที่แผนการปฏิรูปด้านการเมืองฉบับปรับปรุงค่ะ ซึ่งได้กำหนดตัวชี้วัด ที่เข้าใจง่าย ๆ ไว้ ๒ ตัว แต่ดิฉันมาเปิดดูรายงานผลการปฏิรูปเล่มนี้ไม่มีกล่าวถึงนะคะ ฉะนั้นเดี๋ยวจะมาดูกันว่าทำไมเขาถึงไม่ใส่ไว้ในรายงานเล่มนี้ ตัวชี้วัดแรกคือการประเมิน สถานการณ์ความเป็นประชาธิปไตยที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันพระปกเกล้าในปี ๒๕๖๔ ที่ตั้งเป้าไว้ที่คะแนน ๖๓ คะแนน แต่กลับได้คะแนนจริงเพียง ๕๕ คะแนนเท่านั้น ในอีก ๑ ตัวชี้วัดหนึ่งค่ะ คือ Democracy Index ของ Economist ที่แม้คณะกรรมการ จะกำหนดเกณฑ์ไว้ค่อนข้างต่ำ ตั้งเป้าหมายไว้แค่ ๗ ซึ่งเทียบเท่ากับการเป็นประเทศ ประชาธิปไตยบกพร่อง ในปี ๒๕๖๕ ก็กลับไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น เพราะได้คะแนนเพียง ๖.๖๗ เท่านั้นค่ะ แต่ดิฉันเองก็ไม่ได้แปลกใจนะคะที่การปฏิรูปการเมืองจะไม่สามารถทำได้ ตามตัวชี้วัดที่วางไว้ เพราะตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาสิ่งที่เราได้รับกลับมาจากแผนการปฏิรูป คือ Clip ใน YouTube ที่ไม่มีคนดู Application ของ กกต. ที่ไม่มีคนใช้ และกิจกรรมอบรม ที่ไม่มีการวัดผลใด ๆ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันคับแคบของพวกท่านที่มองว่าประชาชน ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยและการเมือง ทำให้ต้องผลิตสื่อออกมาอบรม สั่งสอนพี่น้องประชาชนแบบนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ส่วนตัวดิฉันเองมองว่าประชาชน มีความเข้าใจประชาธิปไตย เข้าใจพลวัตรทางการเมืองเป็นอย่างดี ดูจากผลการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการยุติการสืบทอดอำนาจ ส่วนคน ที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วคือกลุ่มผู้มีอำนาจที่ผูกขาดการตัดสินใจทุกอย่างไว้ และบรรดา สว. อีก ๒๕๐ คนต่างหาก ทีนี้เรามาพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ กันค่ะ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคขัดขวางการปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ที่มีกลไกกำหนดไว้อย่างที่เพื่อนสมาชิกเพิ่งกล่าวถึงไปนะคะว่า สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ของ คสช. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย นี่นับว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ของการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่ขัดต่อหลักการทางประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ทั้งที่จริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็น ๑ Big Rock ที่สำคัญของแผนปฏิรูปฉบับปรับปรุงนี้ ด้วยซ้ำ แต่เรากลับไม่เคยเห็นการแก้ไขธรรมนูญจากคณะกรรมการปฏิรูปคณะนี้เลย อย่างในสมัยประชุมที่แล้วนะคะ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลเรายื่นร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปหลายต่อหลายฉบับ สุดท้ายถูกปัดตกโดย สว. ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูปการเมืองไม่มีทางสำเร็จได้เลย ถ้ากลไกตามรัฐธรรมนูญยังไม่มีความเป็น ประชาธิปไตย

ด้านต่อไปนะคะท่านประธาน ขออนุญาตกล่าวถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ในตอนริเริ่มคิดไว้ยิ่งใหญ่มาก ๖ แผน ๒๔ กลยุทธ์ ๕๖ แผนงาน วาดฝันไว้ว่าจะทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย สุดท้ายปรับปรุงแผนปี ๒๕๖๔ มาแก้เก้อว่าบางเรื่องทำสำเร็จแล้วค่ะ บางเรื่อง สามารถทำได้ในภารกิจปกติอยู่แล้วปรับให้เหลือเพียง ๕ เรื่อง ซึ่งถ้าถามดิฉันและถาม พี่น้องประชาชนทั่วไปนะคะ ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญใด ๆ เลย ท่านอาจจะกล่าวอ้างถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ อย่างการผลิต Application ต่าง ๆ ออกมามากมายของหลากหลายหน่วยงาน ให้ประชาชนเข้าไป Download ใช้กันจน Memory เต็ม แต่ว่าข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันสักนิด ท่านบอกว่าท่านเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษเป็น Digital มีการบูรณาการข้อมูลขนานใหญ่ แต่คำถามที่อยากจะฝากท่านประธานถามไปยังผู้ชี้แจงคือแล้วประชาชนสะดวกขึ้นจริง หรือไม่ ประชาชนรับรู้และได้เข้าไปใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นผลงานที่ท่านได้แสดงออกมา จากแผนปฏิรูปของท่านแล้วหรือยัง ทุกวันนี้ดิฉันและพี่น้องประชาชนยังคงต้องใช้เวลา เป็นวัน ๆ ในการไปติดต่อราชการ นอกเหนือจากนี้สิ่งหนึ่งที่หายไปจากแผนปฏิรูปประเทศ ฉบับปรับปรุง ซึ่งเป็นเรื่องแรกของแผนดั้งเดิมในการบริหารราชการด้วยซ้ำ นั่นก็คือ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ หรือศูนย์ ๑๙๑ ปัจจุบันนี้ยังไม่แล้วเสร็จนะคะ เนื่องจาก ติดปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ประมูลล่มมาถึง ๒ ครั้ง ฝากท่านประธานเรียนถามไปยัง ผู้ชี้แจงอีก ๑ ข้อนะคะว่าปัจจุบันนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

อีกส่วนหนึ่งที่น่าเสียดายมาก ๆ อันนี้สำคัญมาก ๆ จนถึงวันนี้เรายังไม่เห็น การเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเลย คือการปฏิรูประบบราชการด้วยกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ ๑. ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ๒. ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารข้าราชการ พลเรือน จริง ๆ ถ้าแก้ ๒ กฎหมายฉบับนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ จะสามารถเป็น จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารราชการของไทย ทั้งเรื่องของงาน ทั้งเรื่อง ของคน ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน พร้อมรับกับ ความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่เหตุใด ๒ ร่างนี้ยังไม่ออกมาคะ ไม่มีแม้แต่ผลการศึกษา ที่ท่านได้พยายามทำกันมาตลอด ๕ ปี ไม่ว่าจะเป็นการลดความเป็นนิติบุคคลของรัฐ หรือระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของรัฐ อันนี้ถือว่าเป็นกฎหมายสำคัญมาก ๆ นะคะ ของการบริหารราชการแผ่นดิน

ด้านสุดท้ายที่จะขอพูดถึงคือการปฏิรูปประเทศด้านการปราบปรามทุจริต และประพฤติมิชอบ ท่านไปถามคนทั่วไปได้เลยค่ะ คงไม่มีใครรู้สึกว่าการแก้ปัญหาการทุจริต ประพฤติคอร์รัปชันได้รับการแก้ไขได้ดีขึ้นเลย เพราะเรายังคงเห็นการทุจริตจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในข่าวบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่นล่าสุดเรื่องส่วย ที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเคยนำเสนอ ปัญหาเหล่านี้สู่สังคมมาโดยตลอด อย่าง สว. ทรง A ส่วยรถบรรทุก อย่างล่าสุดที่เกิด ความเสียหายต่อสาธารณะจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างส่วยพลุ มูโนะ แต่ในรายงานฉบับนี้หน้า ๑๕๖ กลับระบุว่าท่านได้บรรลุผลลัพธ์ ๒ เป้าหมายสำคัญ แล้วคือ ๑. ประเทศไทยไม่มีการทุจริตและประพฤติมิชอบคือดัชนีมันลดลง ๒. หน่วยงาน ภาครัฐมีวัฒนธรรมและพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์สุจริต ทุกท่านคะลองมาดูผลการประเมิน ที่เป็นรูปธรรมกันดีกว่าค่ะ จากตัวชี้วัดที่อยู่ในแผนปฏิรูปฉบับปรับปรุงปี ๒๕๖๔ นะคะ หน้า ๒๗๕ คือคะแนน CPI คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของสากล ประเทศไทยถ้าจะดีขึ้น ต้องอยู่ที่ ๔๕ แต่ปี ๒๕๖๕ CPI ของไทยอยู่ที่ ๓๖ คะแนน แพ้ทั้งมาเลเซีย แพ้ทั้งเวียดนาม และดัชนี ITA การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน ภาครัฐต้องเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงหน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศผ่านการ ประเมิน ITA เพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แบบนี้จะถือว่าบรรลุเป้าหมายได้อย่างไรคะ ท่านกำลังโกหกต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่กำลังรับทราบรายงานเล่มนี้อยู่ หรือไม่ นอกเหนือจากตัวชี้วัดที่มันฟ้องชัดมาก ๆ ขณะนี้ในรายงานยุทธศาสตร์ชาติ ที่พวกท่านเองก็เป็นคนทำรายงานขึ้นมานะคะ ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในระดับวิกฤติในการ บรรลุเป้าหมายของการปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ รายละเอียดระบุว่าการต่อต้าน ทุจริตและประพฤติมิชอบยังคงมีปัญหาและข้อจำกัด ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมเข้าไป ตรวจสอบได้ ไม่สามารถติดตามการใช้งบประมาณและการดำเนินการโครงการของ หน่วยงานภาครัฐได้อย่างแท้จริง เมื่อดิฉันมาเปิดรายงานเล่มนี้ดูนะคะ พบว่าผลสัมฤทธิ์ ในการดำเนินการส่วนใหญ่เป็นไปเพื่ออะไรคะ ที่ครอบคลุมหน่วยงานและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนคือการทำเครือข่าย การจัดอบรม การทำแผนงาน ปรับฐานข้อมูล สร้างฐาน Digital ซึ่งหลาย ๆ เรื่องไม่ควรอยู่ในแผนปฏิรูปด้วยซ้ำ มันควรจะอยู่ในงานปกติที่ต้องทำ ตามกฎหมายอยู่แล้วค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าประชาชนแล้วก็เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ พร้อมกับ การเปิดเผยและตรวจสอบนะคะ ท่านไม่จำเป็นต้องมาสิ้นเปลืองงบประมาณกับการจัดอบรม หรือการสร้างเครือข่ายอะไรมากมายเช่นนี้ แต่สิ่งที่ท่านควรจะทำคือการออกแบบโครงสร้าง การตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น

นอกจากนี้สุดท้ายสิ่งที่ดิฉันรอเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นจากผลงานแผนปฏิรูป ซึ่งมันตรงกันกับนโยบายของพรรคก้าวไกลคือการออกกฎหมาย Anti-SLAPP พูดมานานแล้ว กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ ได้อย่างเต็มที่สุดท้ายก็ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม

สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้มีความสามารถในการพาประเทศไปในแนวทางที่ตั้งเป้าหมายไว้เลย ดิฉันจึงอยากฝากข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงว่าการปฏิรูปด้านการเมืองนี้ เป็นไปเพื่อการพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย หรือนำพาไปสู่สิ่งใดกันแน่ หากเป็นไปเพื่อการสานฝันให้บรรลุตามเป้าหมายของคณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจ