พริษฐ์ วัชรสินธุ วิพากษ์แผนปฏิรูปประเทศของ คสช. ที่ดำเนินการล่าช้า ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติ และถูกลดทอนเป้าหมายจนไร้ความทะเยอทะยาน พร้อมชี้ว่าการปฏิรูปล้มเหลวจากการเลี่ยงปัญหาหลัก ความขัดแย้งของผลประโยชน์ และการใช้มาตรา 272 ที่ขัดหลักประชาธิปไตย จึงเรียกร้องให้การปฏิรูปต้องดำเนินภายใต้กลไกที่เคารพเสียงและเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผน ปฏิรูปประเทศ ซึ่งก็นับเป็นการปิดฉาก ๕ ปีของการปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญที่ผมจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ใน ๑ ประโยคว่าเป็นการปฏิรูปประเทศที่เสร็จ แต่ไม่สำเร็จ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตเท้าความกับพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ว่าแผนการ ปฏิรูปประเทศที่เรากำลังอภิปรายในวันนี้ไม่ใช่แผนปฏิรูปประเทศที่ประชาชนทุกภาคส่วนนั้น เข้ามามีส่วนร่วมครับ แต่เป็นแผนปฏิรูปประเทศของ คสช. ที่ได้เขียนสารตั้งต้นไว้ในตัว รัฐธรรมนูญก่อนที่จะแต่งตั้งคนในเครือข่ายของตนเองนั้นมาเขียนแผนต่อ และแม้การปฏิรูป ประเทศนั้นก็ได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ แต่กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ ก็ต้องบอกว่ากระบวนการนั้นเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ที่ผมพูดแบบนี้ครับ ท่านประธาน เพราะว่าแผนการปฏิรูปประเทศนั้นได้วางกรอบเวลาดำเนินการไว้ทั้งหมด ๕ ปี แต่ท่านกลับเสียเวลาไป ๓ ปีกว่ากับการเถียงกับตัวเอง เพราะว่าแม้รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนด ชัดนะครับว่าแผนปฏิรูปประเทศนั้นต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ท่านดันออก แผนปฏิรูปประเทศนั้นออกมาก่อนที่ยุทธศาสตร์ชาติจะเสร็จ นั่นหมายความว่า พอยุทธศาสตร์ชาติเสร็จแล้วท่านก็เลยต้องเสียเวลาย้อนกลับไปปรับแผนปฏิรูปประเทศ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่ออกตามมาทีหลัง พอปรับเสร็จแล้วก็ปรากฏว่าท่าน เหลือเวลาเพียงแค่ ๒ ปีในการดำเนินการตามแผน ท่านก็เลยลดเป้าหมายแล้วก็ ความทะเยอทะยานของแผนลง จากสมัยก่อนที่ท่านฝันใหญ่ถึงการสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับ ประเทศไทย ฝันใหญ่นั้นก็เปลี่ยนมาเป็นฝันเล็ก ๆ ครับ ที่เป็นแค่การวางก้อนอิฐ ๖๒ ก้อน ภายใต้ชื่อกิจกรรม Big Rock ดังนั้นครับท่านประธาน กระบวนการ ๕ ปีที่ผ่านมาจึงเป็น เพียงการปฏิรูปประเทศที่ คสช. นั้นเขียนแผนเอง เขียนกันเอง สับสนเอง ลดเป้าหมายเอง แล้วก็เออออกันไปเองว่าเสร็จแล้ว แต่ถึงแม้จะเรียกได้ว่าเสร็จสิ้นในเชิงกระบวนการ การปฏิรูปประเทศที่ผ่านมาก็ห่างเหินมากจากคำว่า สำเร็จ ก่อนที่เพื่อน ๆ สมาชิกจาก พรรคก้าวไกลจะมาอภิปรายทั้ง ๑๓ ด้านของแผนปฏิรูปประเทศนั้น ผมอยากจะฉายภาพ เบื้องต้นครับว่าความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศในภาพรวมนั้น ในมุมมองของผมมีเหตุผล หลัก ๆ ๒ ประการครับท่านประธาน
เหตุผลประการที่ ๑ คือการปฏิรูปประเทศของท่านนั้นเลือกที่จะไม่เผชิญกับ ปัญหาที่ต้นตอ แต่กลับหนีปัญหาเมื่อเจอตอ เวลาเราพูดถึงคำว่า ปฏิรูป เรามักจะนึกถึง การเปลี่ยนแปลงเรื่องยาก ๆ การเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ ๆ ที่กระทบโครงสร้างของรัฐ แต่ผลสัมฤทธิ์จาก ๕ ปีที่ผ่านมากลับเต็มไปด้วยเรื่องยิบ ๆ ย่อย ๆ เพราะพอท่านเริ่มทำ เรื่องใหญ่ ๆ ไปแล้ว และเจอปัญหารัฐบาลก็เลือกที่จะถอยเสมอ ผมยกตัวอย่างเพียง ๔ ตัวอย่างครับ
ในแผน CR12 ด้านการศึกษา ท่านตั้งเป้าหมายไว้อย่างดีมากกว่าจะออก หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ที่เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่พอ TDRI ได้รายงาน ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพอท่านเจอแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ และสำนักพิมพ์บางแห่ง ท่านก็เลือกที่จะถอยโดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอนาคตของลูกหลานเรา หรือหากเรา ขยับไปดูแผน CR10 ด้านพลังงานท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้อย่างดีว่าต้องการจะเปิดเสรี การซื้อขายไฟฟ้าเพื่อลดค่าไฟให้เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน แต่พอท่านไปคำนวณว่า การกระทำแบบนี้จะกระทบกำไรของโรงไฟฟ้าเอกชน เรื่องนี้ก็กลับไม่คืบหน้าจนน่าสงสัย หรือถ้าเราขยับไปดูแผน CR03 ด้านกฎหมาย ท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้ดีเช่นกันครับ เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมากที่จะปรับลดกฎระเบียบเกี่ยวกับใบอนุญาต ๑,๐๐๐ กว่า กระบวนงาน แต่ท่านก็ไปใจอ่อนครับ ไปให้หน่วยงานราชการนั้นตัดสินใจเองว่า จะยกเลิกกฎระเบียบนี้หรือไม่ จนทำให้เขาว่ากันว่าตอนนี้ท่านยกเลิกได้จริง ๆ ไม่ถึง ๑๐๐ กระบวนงาน หรือตัวอย่างสุดท้ายในแผน CR06 ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้ดีเช่นกันในการสร้าง One Map เพื่อช่วยพิสูจน์สิทธิ ในที่ดินทำกินให้กับประชาชน แต่พอท่านต้องไปเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐกันเองว่าที่ดินนั้นเป็นของใคร ท่านก็ยึกยักจนเกิดความล่าช้าและความเสียหาย ไปตกอยู่กับพี่น้องประชาชน
แต่เหตุผลประการที่ ๒ ครับ ที่ทำให้การปฏิรูปประเทศนั้นล้มเหลวที่ผ่านมา ก็เพราะว่ากลไกพิเศษที่ท่านสร้างขึ้นมาเพื่อมาขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น กลับกลายมาเป็น อุปสรรคที่ขัดขวางการปฏิรูปเสียเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนและ Intrend ที่สุดคงหนีไม่พ้นกลไก ของมาตรา ๒๗๒ ในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ สว. แต่งตั้งมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านอ้างนะครับ เป็นลายลักษณ์อักษรในคำถามพ่วงของประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ ว่าเป็นไป เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่อง แต่ท่านประธานครับ ในขณะที่ท่านบอกว่า เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปประเทศนั้นคือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กลไกที่ท่าน สร้างขึ้นมานี่ละครับ ที่ให้ สว. มีอำนาจมาเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ได้กลายมาเป็นเงื่อนไข สำคัญของความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบัน เพราะแทนที่ท่านจะปล่อยให้กลไก ของการเลือกตั้งนั้นทำหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติและเป็นธรรม โดยการเคารพ ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ท่านไปเปิดให้ สว. ๒๕๐ คนนั้น มีช่องในการนำเอาความเห็นส่วนตัวมาแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและสร้าง การเผชิญหน้าระหว่างอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่นอกจาก กลไกของมาตรา ๒๗๒ ดูจะสวนทางกับการปฏิรูปประเทศเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองแล้ว ผมต้องขออนุญาตตั้งคำถามต่อไปอีกครับว่าในเมื่อการปฏิรูปประเทศ ได้เสร็จสิ้นลงตามกรอบเวลา ๕ ปีแล้วทำไมครับ กลไกมาตรา ๒๗๒ ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย ข้ออ้างเรื่องการปฏิรูปประเทศยังคงถูกปล่อยให้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยต่อไป ได้อีก ท่านประธานครับ ผมอยากจะทิ้งท้ายว่าหากเราไม่อยากให้ ๕ ปีที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า ไปทั้งหมด ผมหวังนะครับว่าความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศที่ถูกริเริ่มโดย คสช. ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาจะทำให้เรานั้นร่วมกันตกผลึกครับว่าแม้การปฏิรูปประเทศนั้นเป็นเรื่อง ที่ยาก แต่การปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้ต้องไม่ใช่การปฏิรูปประเทศที่เก็บหลักการ ประชาธิปไตยไว้ในลิ้นชัก ที่มีอคติต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่อาศัยกลไก ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและไม่เคารพผลการเลือกตั้ง แต่การปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้ ต้องเป็นการปฏิรูปประเทศผ่านกลไกประชาธิปไตย เพราะเมื่อไรก็ตามที่วาระการปฏิรูป ประเทศนั้นได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง และเมื่อไรก็ตามที่ประชาชนนั้น พร้อมจะรวมพลังกันมาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับวาระการปฏิรูปประเทศดังกล่าว พวกเราจะมีกำลังในการฝ่าฟันทุกแรงเสียดทาน ในการต่อกรกับทุกกลุ่มผลประโยชน์ และในการยืนตรงต่อหน้าผู้มีอำนาจทุกคน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเพื่อประชาชนนั้น สามารถสำเร็จลุล่วงได้อย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน