มานพ คีรีภูวดล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของตัวเลขในรายงานการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะข้อมูลการจัดที่ดินทำกินที่เกินขนาดพื้นที่จริงของประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อความถูกต้องของรายงานความคืบหน้า และเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาที่ดินของทุกหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่เฉพาะของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขณะเดียวกันวิพากษ์การใช้กลไก คทช. ที่ไม่ส่งผลให้ประชาชนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาที่ดินในเขตป่าอย่างบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณและพัฒนาพื้นที่ได้ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสในการอภิปรายรายงาน ความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ไปหลายครั้งนะครับ แล้วก็ เมื่อสักครู่ผู้ชี้แจงก็บอกว่านี่เป็นครั้งที่ ๑๘ เป็นครั้งสุดท้าย ช่วงท้าย ๆ ผมไม่แน่ใจว่า ผมอยากจะพูดถึงเอกสารว่ามันเป็นเอกสารปฏิรูปประเทศหรือมันเป็นเอกสารที่เอาข้อเสนอ ของหน่วยงานแต่ละกระทรวงมาแปะ ๆ ไว้นะครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะมีส่วนร่วมในการเสนอแนะ และเป็นคำถามต่อคณะกรรมการ ปฏิรูป ในการปฏิรูปประเทศในด้านที่ ๖ ครับท่านประธาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ในประเด็นเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน
คำถามแรกครับท่านประธาน ผมอยากจะถามผู้ชี้แจงครับ ในเอกสารนี่ ผมคิดว่ามันมีความไม่ตรงกันอยู่ในเชิงตัวเลขนะครับ เอกสารเล่มนี้ที่รายงานความคืบหน้า ครั้งที่ ๑๘ ในหน้าที่ ๗๕ ในข้อที่ ๒ ย่อหน้าที่ ๑ ได้มีการจัดที่ทำกินให้ชุมชน ๑,๔๔๒ พื้นที่ ๗๐ จังหวัด ตัวเลขข้างหน้านะครับท่านประธาน ถ้าผมอ่านมันไม่มีจุด Full stop มันเป็น Comma ตัวเลขนี้หมายความว่าที่ดินที่ท่านปฏิรูปนี่มันเกินกว่าจำนวนประเทศไทยนะครับ ถ้าผมอ่านตรงนี้มันก็จะเป็นอย่างไรครับ มันประมาณ ๓๗๕ ล้านไร่ตรงนี้ ซึ่งประเทศไทย จริง ๆ แล้วมันมีอยู่แค่ ๓๒๐ ล้านไร่ แต่พอมาดูในเล่มสรุปรายงานตรงกับคำชี้แจงของ ท่านผู้ชี้แจงเมื่อสักครู่ก็คือ ๕,๗๕๗,๖๘๒ ไร่ ผมคิดว่าอันนี้ในแง่ของเอกสารมีปัญหาว่า ตกลงแล้วเอกสารนี่ตัวเลขมันผิดพลาดอย่างไร อันนี้เป็นคำถาม
ทีนี้ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นในเรื่องของการปฏิรูปหรือว่า การกระจายการถือครองที่ดินนี่ผมคิดว่ามันมีความสำคัญนะครับ ที่ดินคือกุญแจสำคัญ ที่จะนำไปสู่เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของความเท่าเทียมครับท่านประธาน ประเทศไทย มีอยู่ ๓๒๐ ล้านไร่ เป็นโฉนดไปแล้วประมาณ ๑๓๐ ล้านไร่ อยู่ในการดูแลของส่วนราชการ ที่เหลือนะครับ และที่เยอะที่สุดที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานราชการก็คือกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระจายทุกที่ แต่เวลาเราดูในรายงานนะครับ ท่านประธานครับ เวลาพูดถึงเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินจะพูดเฉพาะกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ครับ ในที่ประชุมแห่งนี้ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาเรื่องของการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนได้พูดไว้ชัดเจนครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ดินมี ๑๗ หน่วยงานท่านประธานครับ แต่ว่าในเอกสารนี่พูดแค่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็คือเรื่องของ คทช. อันนี้ผมว่ามีปัญหาครับ ท่านประธานครับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรงนี้เกี่ยวกับพี่น้องไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน คนไทย ๑๐ ล้านคนยังไม่มีที่ดินทำกินที่ชอบด้วยกฎหมาย บางคนไร้ที่ดินทำกิน แต่บางคนถือครอง ที่ดินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ครับท่านประธานแค่ครอบครัวเดียว เพราะฉะนั้นประเด็น ของผมคิดว่าการปฏิรูปที่ดินถ้าจะเรียกว่าเป็นแผนปฏิรูปประเทศจริง ๆ นะครับ มันต้องดู ที่ดินทุกหน่วยงานที่ถือครองครับ ๑. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๒. กระทรวงการคลัง ๓. กระทรวงกลาโหม ๔. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินและ สหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ที่ น.ส.ล. ที่ดินทั้งหมดที่อยู่ในส่วนราชการมันจะต้องเป็น องค์ประกอบข้อมูลต่าง ๆ นำไปสู่การปฏิรูปครับ การที่เสนอว่าเป็นแผนปฏิรูปและหยิบเอา เฉพาะที่ดินที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลและเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่า เท่านั้นก็คือที่ คทช. ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหามาก ผมไม่อยากจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปประเทศในด้านการกระจายการถือครองที่ดินได้ เพราะว่าท่านกำลังพูดเฉพาะหน่วยงานเดียวคือ คทช. ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผม อยากจะลงรายละเอียดไปเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพนะครับท่านประธานครับ คทช. ไม่ใช่ เป้าหมายที่แท้จริงของประชาชนในการถือครองที่ดินครับ เพราะไม่ใช่ระบบกรรมสิทธิ์ แต่เป็นระบบเช่า ผมถามว่าเรื่องนี้ในข้อเสนอที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่ดินจริง ๆ อันนี้ ไม่ชัดเจน และผมเชื่อว่าถ้าดำรงการแก้ไขปัญหาภายใต้กลไก คทช. ที่มันมีปัญหาตั้งแต่ระดับ นโยบายถึงพื้นที่ ผมคิดว่าทำแบบนี้เป็นร้อยปีก็ไม่มีทางที่จะหาทางออกได้ครับท่านประธาน
ประเด็นสุดท้ายครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่พี่น้องประชาชน รอคอยก็คือว่า ถึงแม้ว่ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ในทางที่ดิน แต่ว่าขอให้ที่ดินของเขาชอบด้วย กฎหมายได้ไหม คือ คทช. เมื่อที่ดินชอบด้วยกฎหมาย การเข้าถึงงบประมาณ การพัฒนา ศักยภาพพื้นที่ก็จะเกิดขึ้น ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตป่าที่ผมพูดว่าจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ดินของรัฐนี่นะครับ วันนี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงการพัฒนาพื้นที่ เข้าถึง งบประมาณของ ๓.๓ ล้านล้านไร่เลยครับท่านประธาน จะขอใบรับรอง GMP จะขอใบ Organic ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายของหน่วยงานราชการ ไม่สามารถทำได้ จะพัฒนาแหล่งน้ำก็ทำไม่ได้ เพราะอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ เพราะว่า การรวมศูนย์ในการบริหารจัดการและการแก้ปัญหามันอยู่ที่ส่วนกลาง อันนี้คือปัญหาใหญ่ ผมมีตัวอย่างครับท่านประธาน ผมได้ตั้งกระทู้กับรัฐมนตรีท็อปแล้วว่าถ้าจะทำให้การแก้ไข ปัญหากรณีทำพื้นที่ คทช. ที่ชอบด้วยกฎหมายของพี่น้องประชาชน ลดความขัดแย้ง แก้ปัญหาความขัดแย้งให้กับพี่น้องประชาชนกับรัฐเราทำได้ครับ แต่เมื่อไรให้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำเพียงลำพังนะครับ เขาจะมีหน่วยงานเช่น สำนัก ๑ สำนัก ๔ สำนักอะไรพวกนี้ครับ ปีหนึ่งเขาทำได้ไม่เกิน ๒๐ หมู่บ้าน และผมคำนวณดูแล้ว อย่างนี้ต้องใช้เวลาประมาณ ๗๐-๘๐ ปี ถามว่าอย่างนี้ปฏิรูปประเทศไหม เรามีตัวอย่างครับ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือที่ดินมันไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวข้องกับปากท้อง เกี่ยวข้องกับเรื่องหลาย ๆ เรื่องครับ การใช้พื้นที่ เป็นตัวตั้งที่ผมพยายามจะเสนอให้กับท่านประธานก็คือว่าเรามีตัวอย่างที่แม่แจ่ม อันนี้ก็ต้องชม ๑:๔,๐๐๐ ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ GPS อันเดียวกัน ไปรังวัดหมดเลยครับว่าเงื่อนไขภาพถ่ายก่อนปี ๒๕๒๕ มติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ภาพถ่ายปี ๒๕๔๕ คำสั่ง คสช. ก่อนปี ๒๕๕๗ เครื่องมือเดียวกันครับ หน้าที่ของ อบต. ท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยจะต้อง Clear พื้นที่ทั้งหมดว่าใครถือครองที่ดินเท่าไร อย่างไร หน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็คือไปรับรองความถูกต้อง ตามเงื่อนไขข้อกฎหมายระเบียบที่มีอยู่