ณัฐวุฒิ ถามถึงการคุ้มครองผู้บริโภค-งบฯไม่ชัด-รถนักเรียนเสี่ยง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๖

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่วมต่อรายงานประจำปี 2565 ของสภาองค์กรผู้บริโภค โดยตั้งข้อสังเกตและสอบถามอย่างละเอียดในสี่ประเด็นหลัก ได้แก่ ความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ยังขาดหลักการสำคัญ โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานและการคุ้มครองจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความคลุมเครือในการจัดสรรงบประมาณและความจำเป็นในการรักษาความเป็นอิสระขององค์กรจากภาครัฐ รวมถึงปัญหาการกระจายตัวของศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ที่ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด พร้อมเสนอให้ถอดบทเรียนจากอัตราความสำเร็จในการยุติเรื่องร้องเรียนเกือบ 92% เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยงาน ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหารถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กกว่า 540,000 คน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณ ยกระดับคุณภาพรถ และเข้มงวดมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและคุ้มครองชีวิตเด็กนักเรียนอย่างเร่งด่วน

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมเป็นตัวแทนของประชาชน ในการอภิปรายต่อรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของสภาองค์กรของผู้บริโภค แน่นอนครับ มีหลายประเด็นที่อาจจะซ้ำซ้อนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปบ้าง แต่ผมคิดว่าการจะย้ำ การจะถามแบบชัด ๆ การจะขอคำตอบชัด ๆ จากสภาขององค์กรของผู้บริโภคนั้น ยังจำเป็นต้องถาม ซึ่งผมขออนุญาตแยกออกเป็นทั้งหมด ๔ ประเด็นด้วยกัน

ประการที่ ๑ มีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าหลักการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เป็นหลักการที่เกิดขึ้นจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากลที่เรียกว่า Consumer International หรือ CI ในหลักการนี้ครับ แล้วก็ต้องขอบพระคุณทางสภาองค์กรของผู้บริโภคก็เอามาคลี่ ให้เห็นอยู่ในรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ว่ามีทั้งหมดอยู่ ๘ หลักการสำคัญด้วยกัน นี่รวมถึงกรณี ที่องค์การสหประชาชาติได้มีการประกาศเพิ่มเติม ที่สำคัญก็คือว่าในพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ นั้น มีการนำหลักการทั้ง ๘ หลักการ เอามาเขียนไว้ในกฎหมาย แบ่งออกมาเป็น ๕ หลักการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องสิทธิการได้รับข้อมูล ข่าวสาร สิทธิที่จะมีสิทธิในการเลือกสินค้าหรือบริการต่าง ๆ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย สิทธิที่จะ ได้รับความเป็นธรรม แล้วก็สิทธิที่จะได้รับการชดเชยและเยียวยาในกรณีเกิดความเสียหาย อันเกิดขึ้นจากสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แต่ในเมื่อมันมีอยู่ทั้งหมดแค่ ๕ หลักการ จากสิ่งที่ ควรจะเป็น ๘ หลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางประเด็นที่สำคัญ เช่น สิทธิในการที่จะ เข้าถึงบริการที่จำเป็น หรือสิ่งที่เราเรียกว่าบริการขั้นพื้นฐานที่สุดที่พี่น้องประชาชนควรจะ ได้รับ เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องยา เรื่องสุขภัณฑ์ ซึ่งแน่นอนพวกผมพูดบ่อยครั้ง แม้กระทั่ง กรณีของสุขภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะอนามัยการเจริญพันธุ์ เช่นผ้าอนามัยต่าง ๆ เป็นต้น แล้วก็รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริโภคที่เป็น เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องถามท่านครับว่าในเมื่อท่านเขียนไว้เองว่าในพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ นั้นมีแค่ ๕ หลักการ จากสิ่งที่ควรจะเป็น ๘ หลักการ ท่านมี การสรุปบทเรียนสะท้อนในนามของสภาขององค์กรผู้บริโภคหรือไม่ว่าสมควรที่จะต้องมี การแก้ไขปรับปรุงร่าง หรือมีการปรับแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ ถ้าจะแก้ ควรจะต้องแก้อย่างไร ถ้าท่านเป็นผู้เสนอจะเสนอใคร ถ้าท่านอยากให้พรรคการเมือง ลุกขึ้นมายืนยันสนับสนุนนั้น ท่านอยากเห็นอะไรในการปรับแก้ใด ๆ ต่าง ๆ บ้าง นั่นเป็น ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนสอบถามทางท่านผู้ชี้แจงครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เมื่อเราพิจารณาจากปัญหาเรื่องของการใช้จ่าย งบประมาณ ซึ่งแน่นอนว่ามีการเขียนรายละเอียดที่น่าสนใจว่าการได้รับการสนับสนุน งบประมาณของสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น ควรจะต้องอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕ บาท ต่อจำนวนประชากร ๑ คน ตัวเลขกลม ๆ นั่นหมายถึงว่าควรจะได้รับงบประมาณสนับสนุน ปีละประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท นั่นคือสิ่งที่ท่านเคยได้รับในปี ๒๕๖๔ แต่เราไม่เห็น รายละเอียดว่าในปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๖ แล้วก็ต้องถามเลยไปว่า สำหรับกรณีของงบประมาณปีละ ๒๕๖๗ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า จะเป็นเมื่อไรนั้น เพราะเหตุใดตัวเลขเหล่านี้ถึงหายไป เป็นเพราะท่านใช้น้อยกว่าจำนวน ที่ควรจะเป็น เป็นเพราะปัญหาของการบริหารสินทรัพย์ของท่าน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ชี้ให้เห็นว่าการบริหารสินทรัพย์นั้นจำเป็น มีเงินหลายตัวที่ต้องคลี่อธิบายให้ชัดว่า มันหายไปอย่างไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร หรือเป็นเพราะเหตุใดรัฐให้ท่านใช้ในปี ๒๕๖๕ และปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ในทำนองกลับกันครับ กฎหมายในเรื่องของการตั้งสภาองค์กร ของผู้บริโภคนั้น บอกว่าต้องปราศจากการครอบงำจากรัฐ ผมก็ต้องถามท่านตรง ๆ ในเมื่อ ต้องปราศจากการครอบงำ การชี้นำจากรัฐ แต่เพราะเหตุใดถึงต้องมีสารจากรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีนี่พอเข้าใจได้นะครับ ท่านปลัดธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ท่านเขียนสารจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีถึงพี่น้องประชาชนใด ๆ ต่าง ๆ แต่ท่านบอกว่าต้องปราศจากการครอบงำของรัฐ แล้วท่านให้รัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีเขียนสารทำไม เราอยากฟังสารจากท่านเลขาธิการ อยากฟังสารจาก ท่านประธานสภาองค์กรของผู้บริโภคมากกว่า อยากเพิ่มหน้าให้นะครับ ๑๗๔ หน้าที่ท่าน เขียนมา อยากได้หน้าของคนที่เขาเป็นผู้บริโภคที่ได้รับการดูแลจากท่านมากกว่า นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจำเป็นต้องถามถึงครับ

ในประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ในรายละเอียดของการดำเนินการ เราพบว่าวันนี้เรามีตัวแทนขององค์กรผู้บริโภคต่าง ๆ อยู่ทั้งหมด ๒๖๕ องค์กรที่เป็นสมาชิก หรือเครือข่ายของท่าน แต่มันกระจายตัวอยู่เพียง ๓๙ จังหวัด ท่านมีศูนย์รับเรื่องอยู่ ๑๔ แห่ง ซึ่งกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาค คำถามก็คือว่าแล้วมันมีความแตกต่างกันหรือไม่ ระหว่างจังหวัดที่ไม่มีตัวแทนขององค์กรผู้บริโภคต่าง ๆ เลย ซึ่งก็ถือว่าเกือบเป็นจำนวน ครึ่งหนึ่ง มันมีคำถาม หรือการปฏิบัติ หรือการดำเนินการให้บริการที่แตกต่างกันหรือไม่ ในกรณีของจังหวัดต่าง ๆ ที่ไม่มีศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ซึ่งแน่นอนเป็นจำนวนใหญ่ ผมไม่เห็นด้วยว่าการมีศูนย์ไม่จำเป็นต้องมีทุกจังหวัด แต่การมีศูนย์ที่กระจายตัวอยู่นั้น ตอบสนองต่อการรับเรื่องราวร้องเรียนต่าง ๆ หรือไม่ แล้วต้องขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกผม ท่าน สส. ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ท่านพูดถึงว่าโดยสถิติของการรับเรื่องของท่าน ๑๔,๙๔๑ เรื่อง แล้วมีการยุติเรื่องได้ถึง ๑๓,๖๑๗ เรื่อง หรือคิดเป็น ๙๑.๑๔ เปอร์เซ็นต์ นี่น่าสนใจนะครับ ผมเห็นแบบนี้ปุ๊บ กระทรวงยุติธรรมควรจะเอาไปใช้ ผมเห็นแบบนี้ปุ๊บ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรจะเอาไปใช้ ผมเห็นแบบนี้ปุ๊บ สภาควรจะเอาไปใช้ แต่ท่านสรุปหรือถอดบทเรียนให้เราหน่อยได้ไหมว่าในจำนวนความสำเร็จ ๙๑.๑๔ เปอร์เซ็นต์นั้น ท่านใช้กระบวนการหรือเทคนิควิธีการใดในการยุติเรื่องร้องเรียน แล้วมีอัตราเรื่องร้องเรียนซ้ำ ในกรณีเมื่อยุติแต่มันไม่ยุติ มันนำไปสู่การร้องเรียนกลับใด ๆ ต่าง ๆ หรือไม่ ประการใด ผมคิดว่าหากถอดบทเรียนในเชิงบวกได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนครับ

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้าย แต่ผมก็จะพูดแทนเด็ก ๕๔๐,๐๐๐ คน ในประเทศ ต้องขออนุญาตท่านประธาน อาจจะเกินเวลาสักเล็กน้อย ตั้งแต่เปิดสภามา พูดน้อยมากครับ คุมเวลาไม่ค่อยได้ อะไรครับ ๕๔๐,๐๐๐ คน ๕๔๐,๐๐๐ คน คือเด็กทุกวัน ต้องขึ้นรถนักเรียน รถรับส่งนักเรียน หรือรถโรงเรียน ที่ผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะผม เป็น ๑ ในตัวแทนของพรรคก้าวไกลที่ไปร่วมประชุมกับท่าน แล้วท่านสรุปบทเรียนได้ น่าสนใจมากว่าเด็ก ๕๔๐,๐๐๐ คนในประเทศกำลังเจอสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย ในรถนักเรียน เราไม่อยากร้องไห้กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการลืมเด็กไว้ในรถ แล้วบอกว่าเหตุสุดวิสัย ไม่มีนะครับ ไม่มีคำว่าเหตุสุดวิสัยจากการลืมเด็กไว้ในรถ เราไม่อยากร้องไห้จากการที่รถนักเรียน ๒ ชั้นทัศนศึกษาแล้วไปคว่ำ เราไม่อยากร้องไห้ กับรถสภาพผุพังแบกรับเด็กไม่รู้จำนวนเท่าไรแล้วไม่มีผู้ปกครองดูแลอยู่ท้ายรถ ซึ่งเหล่านี้ ข้อเสนอของท่านคือข้อเสนอ ๒ ด้าน คือด้านงบประมาณและด้านคุณภาพของรถรับส่ง นักเรียน ผมคิดว่าอยากให้ท่านขยายความครับ แล้วอยากให้ท่านทวงถามผ่านสภาแห่งนี้ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลยว่าวันนี้กระทรวงศึกษาธิการรับเรื่องนี้ไปดำเนินการแค่ไหน ต้องแก้กฎกระทรวงหรือไม่ อย่างที่ผมเคยเข้าร่วมประชุมกับท่าน กระทรวงคมนาคมเดินหน้า ไปถึงไหน ต้องแก้ดำเนินการต่าง ๆ หรือไม่ หรือใช้ระบบของจังหวัด เช่น กรณีขององค์กร ผู้บริโภคจังหวัดพะเยาที่ทำอยู่ในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ ผมอยากให้ท่านขยายความครับ แล้วสิ่งเหล่านี้พวกเราในฐานะตัวแทนประชาชนจะได้ไปพูด เด็ก ๕๔๐,๐๐๐ คนอาจจะเป็น ลูกผม อาจจะเป็นหลานท่าน อาจจะเป็นเด็กทุกคนในประเทศแห่งนี้ เราปล่อยเขารอ ไม่ได้ครับ สิ่งเหล่านี้ต้องชื่นชม และต้องฝากเป็นประเด็นสำคัญเป็นประการสุดท้าย ขอบพระคุณท่านประธานครับ