ภูริวรรธก์ ใจสำราญ หารือบทบาทและประสิทธิภาพของสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในการเป็นตัวแทนผู้บริโภคอย่างอิสระ ทั้งในด้านการทำงานที่ใกล้เคียงกับองค์กรของผู้ประกอบการ การจัดสรรงบประมาณที่ขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะในส่วนของเว็บไซต์และสื่อสารสาธารณะ รวมถึงผลลัพธ์ของการร้องเรียนที่มักจบเพียงการไกล่เกลี่ย จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอแนวทางบูรณาการกับ สคบ. เพื่อลดความซ้ำซ้อนและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภา ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ ท่านประธานสภาครับ เมื่อปีที่แล้ว แล้วก็เมื่อ ๒ เดือนก่อนที่ผ่านมา กระผมได้ทำงานประสานกับประชาชน ผู้เดือดร้อนในพื้นที่ที่ผมดูแลอยู่ จากการถูกหลอกซื้อผลิตภัณฑ์ Treatment บนใบหน้า จำนวนหลายแสนบาท พอได้อ่านรายงานประจำปีของสภาองค์กรของผู้บริโภคเล่มนี้ละครับ ฉบับนี้นะครับ หน้า ๖๔ ก็รู้สึกดีใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน รูปแบบที่เกิดขึ้นเหมือนกัน สถานที่คล้ายกัน เมื่อมีการจัดให้ยุติแล้วด้วย แต่ว่าเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างก็เกิดซ้ำขึ้นอีก เมื่ออ่านรายงานฉบับนี้ไปครับ ก็มีความไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ประเด็น เริ่มต้นก็ขอ Slide เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การจัดตั้งสภาองค์กร ของผู้บริโภคเกิดขึ้นในช่วงของยุค คสช. โดยมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ให้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้งสภา ในขณะเดียวกันย้อนกลับไปปี ๒๕๕๘ นั้น ทาง สคบ. ก็มี มติไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง แต่สุดท้ายก็คลอดออกมา มีผลบังคับใช้ในปี ๒๕๖๒ โดยวัตถุประสงค์ของสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้นถูกระบุให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากรัฐหรือพรรคการเมือง แต่เมื่อถูกแต่งตั้งในยุค คสช. และมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ทำให้ประชาชนแล้วก็ตัวเราคาดหวังอย่างยิ่งว่าตัวองค์กรแล้วก็ตัวบุคลากรต่าง ๆ ที่ดำรง ตำแหน่งในสภานั้นจะทำงานอย่างเป็นกลาง โปร่งใส แล้วก็เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่ออ่านวัตถุประสงค์บางข้อ เราก็จะพบว่าสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น แตกต่างจาก สคบ. คือไม่ใช่คนกลาง แล้วก็มีหน้าที่ต่อรองให้กับผู้บริโภค แต่ก็ดันไปเหมือน สภาอุตสาหกรรม แล้วก็เหมือนหอการค้าครับ ที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจด้วย ตรงนี้เป็นที่น่าสังเกตนะครับ เพราะว่าการร้องเรียนของผู้บริโภคนั้นส่วนใหญ่มักจะเกิด มาจากการกระทำของผู้ประกอบการ ตรงนี้ทำให้เราต้องกลับไปดูต่อในเรื่องของรายงานผล การทำงานของสภาองค์กรของผู้บริโภค ก็คือว่าถ้าเราแยกแยะขั้นตอนการดำเนินงาน ก็จะพบว่าเรื่องส่วนใหญ่นั้นมักจะยุติหรือจบอยู่ที่การเจรจาไกล่เกลี่ยนะครับ
จากข้อมูลรายงานฉบับนี้ มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ๑๔,๙๔๑ เรื่อง แล้วก็ สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ ๑๓,๖๑๗ เรื่อง หรือ ๙๑.๑๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันก็มี อีกประมาณ ๑๙ คดีนั้นเองที่ดำเนินฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ข้อเสียคือพอมันไกล่เกลี่ยได้ก็ไม่น่า แปลกใจที่ว่าบางกรณีนั้นเราก็ยังพบการเอาเปรียบผู้บริโภค แล้วก็การประกอบกิจการ แบบเดิม ๆ อยู่ทุกวันนี้ นั่นแสดงว่าบางครั้งเราอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ หรือหยุดผู้กระทำผิดได้จริง ๆ มองอีกด้านก็อาจจะกลายเป็นว่าลดความเสียหายให้กับ ผู้ประกอบการนั้น ๆ ที่ค่าชดเชยต่าง ๆ ไม่ต้องจ่ายแพงจนเกินไป หรือว่าไม่ต้องได้โทษหนัก เป็นต้น ยกตัวอย่างกรณีหนึ่งที่ทางผมและทีมกฎหมายพรรคก้าวไกล กทม. เขต ๑๒ ได้ทำนะครับ คือการเข้าไปช่วยกรณีถูกล่อซื้อ Course Treatment บนใบหน้านี่ละครับ เช่นเดียวกับที่ท่านเขียนในรายงานฉบับนี้ ทุกวันนี้การหลอกลวงแบบนั้นก็ยังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ในประเทศไทยก็โดนเช่นเดียวกัน ผู้เสียหาย บ้างก็ได้รับเงินคืนเต็มจำนวนบ้าง บางส่วนบ้าง แลกกับการยุติไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี กรณีของผมเราก็เข้าไปดูเพิ่มเติม เข้าไปค้นหาข้อมูลว่าผู้ประกอบการบริษัทเหล่านั้น มีชาวต่างชาติจดทะเบียนรวมกับชาวไทยแล้วก็ถือหุ้นเกิน ๕๑ เปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันก็มีความเคลือบแคลงในเรื่องของการจด อย. ด้วย ซึ่งเราสามารถที่จะ ดำเนินการแล้วก็เอาผิดได้มากกว่านี้นะครับ เมื่อเกิดปัญหาก็มีการข่มขู่ผู้บริโภคครับ ข่มขู่ไม่ได้ผล ดันไปเจอผู้บริโภคที่เป็นคนจริงก็ยินยอมชดใช้ให้ สุดท้ายครับ ย้ายหน้าร้าน เปลี่ยน Brand แล้วก็กลับมาทำแบบเดิม ทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ จากรายงานครับ เราสามารถ มองได้ว่าสภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นช่องทางลำดับ ๑ สำหรับในการรับเรื่องของประชาชน รวมถึงมีหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสาร เสนอแนะนโยบาย แล้วก็กลั่นกรองเป็นกฎหมาย ต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะมองว่าจริง ๆ แล้วหน้าที่ของสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้นก็อาจจะเป็น งานด้านหนึ่ง หรือหน่วยงานด้านหนึ่งของ สคบ. หากมองในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ แล้วก็การทำงบประมาณเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนก็จะมีประโยชน์นะครับ เมื่อกล่าวถึงเรื่อง งบประมาณ เราอยากจะมาทราบรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมนะครับ ก็คือว่ารายได้หลัก ปัจจุบันนั้นมาจากเงินอุดหนุนของรัฐเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นจะมีรายได้อื่น ๆ เช่น เงินลงทุนระยะสั้น ทรัพย์สินไม่มีตัวตน ดูเหมือนจะเป็นสัดส่วนรายได้ที่มีจำนวนไม่มาก เน้นการใช้เงินสนับสนุนของภาครัฐเป็นหลักเลย รายจ่ายตามแผนโครงการและงานต่าง ๆ ของสำนักงานไปอยู่ที่เงินสนับสนุนให้หน่วยงานประจำจังหวัด หน่วยงานเขตพื้นที่ และสมาชิกขององค์กรผู้บริโภค ตรงนี้อยากให้ชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องของการให้เงินสนับสนุน สมาชิก หน่วยงานองค์กร เพราะเนื่องจากว่ามีหลาย ๆ หน่วยงานถูกตรวจสอบว่ามีการจัดตั้ง ขึ้นอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือมีการตั้งขึ้นลอย ๆ เพื่อรับเงินสนับสนุนหรือเปล่า รวมไปถึง หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ปรึกษาแต่ละโครงการว่ามีมาตรฐานในการจัดจ้างเป็นแบบไหน
ประเด็นต่อมา คือเรื่องของเงินสด รายจ่ายทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน ถึง ๙,๖๓๐,๐๐๐ บาท ที่ใช้ไปกับ Website แล้วโปรแกรมคอมพิวเตอร์ครับ ซึ่งรายงาน ฉบับนี้ก็มีการแจ้งว่ามีทั้ง Website ที่ให้เป็น Channel ในการร้องเรียน มีระบบวิเคราะห์ ข้อมูล Dashboard ต่าง ๆ มีระบบบริหารสำนักงาน e-Meeting เป็นต้น ซึ่งราคากลาง ในการพัฒนาของระบบเหล่านี้ผมคิดว่าไม่น่าจะสูงอย่างที่แจ้งไว้ เมื่อ Click เข้าไปดูเนื้อหา บางอย่างก็ไม่ได้มีข้อมูลนำเสนอออกมา เช่น สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลไกล่เกลี่ยสำเร็จ หรือไม่ หรือว่ารายละเอียดคดีที่ฟ้อง เป็นต้น นอกจากนี้รายจ่ายในเรื่องของสื่อ Social Media ประชาสัมพันธ์ของสภาองค์กรของผู้บริโภคมีการแจ้งว่า Engagement มีไม่น้อยกว่า ๙,๓๐๐,๐๐๐ กว่าครั้ง เพื่อเข้าไปดู Facebook Fanpage Twitter Instagram LINE Official YouTube ต่าง ๆ พบว่า Facebook มีผู้ติดตามมากที่สุดคือ ๗.๓ หมื่นคน แล้วก็มีผู้กดถูกใจทั้งหมดกว่า ๖๑,๐๐๐ ครั้ง ซึ่งเป็นช่องทางที่มีผู้ติดตามเยอะที่สุดอย่างที่ ผมได้กล่าวไป Twitter Instagram ไม่ค่อยดีครับ บาง Post อาจจะมียอดไลก์ ๑ แล้วก็ มากที่สุดแค่ ๒๘ ไลก์เท่านั้นเอง YouTube มีผู้ติดตาม ๔๐๕ คน มีเพียง ๔ คลิปเท่านั้นที่มี คนเข้าชมเกิน ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วก็มี ๒๖ คลิป เข้าชมเกิน ๑๐๐ ครั้ง แล้วก็มี ๘๙ คลิป ที่คนดูไม่ถึง ๑๐ ครั้ง ส่วน TikTok และ LINE Official ค่อนข้างที่จะผลิตออกมาได้ดีครับ มีประสิทธิภาพ แล้วก็คิดว่าน่าจะพัฒนาได้ดีมากกว่านี้ด้วย ทีมงานลองรวบรวมยอด Engagement มาดูครับ กว่า ๔ ล้านกว่าครั้ง ก็อาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พอเรามาดูเรื่องของงบประมาณแผนสื่อสารสาธารณะที่มีมูลค่ารวมถึง ๓๕ ล้านบาทนั้น ก็อาจจะต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่
สุดท้ายแล้ว วันนี้ประชาชนทุกคนมีปัญหาทุกด้าน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอก ได้รับความไม่เป็นธรรมด้วย ทุกวันนี้เรามองว่าช่องทางไหนล่ะที่เป็นช่องทาง ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ประชาชนพึ่งได้มากที่สุด แล้วก็แก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้มากที่สุด เราก็หวังว่า ให้สภาองค์กรของผู้บริโภคนั้นเป็นสิ่งที่คาดหวังของประชาชนได้ต่อไป แล้วในขณะเดียวกัน ช่วยตรวจสอบองค์กรเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยว่าปฏิบัติการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสด้วยหรือเปล่าเช่นนี้นะครับ ขอบคุณ มากครับ