รัฐ คลังแสง อภิปรายรายงานการปฏิบัติงานของสภาองค์กรของผู้บริโภคประจำปี 2565 โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างของบทบาทจาก สคบ. และเน้นย้ำปัญหาการถูกลิดรอนสิทธิของผู้บริโภค โดยเฉพาะในด้านการเงินและการซื้อสินค้าออนไลน์ พร้อมยกย่องผลการดำเนินงานที่มีอัตราความสำเร็จสูงแต่ทักท้วงถึงประสิทธิภาพที่ยังต่ำในงานด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย จึงเสนอให้มีการทบทวนเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุที่อาจสร้างปัญหาการพิสูจน์สิทธิ และเรียกร้องให้เสริมช่องทางประชาสัมพันธ์และขยายโครงข่ายองค์กรให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รัฐ คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๖ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอเชียงยืน และอำเภอชื่นชม ขออนุญาตร่วมอภิปรายรายงานการปฏิบัติงานของ สภาองค์กรของผู้บริโภค ประจำปี ๒๕๖๕ ขอ Slide ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตอธิบายให้พี่น้อง ประชาชนที่ได้รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจสักนิดหนึ่ง อาจจะสับสนระหว่างสภาองค์กร ของผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. มีความแตกต่างกัน อยู่เล็กน้อย จากที่ผมสืบทราบจากการอ่านรายงาน สภาองค์กรของผู้บริโภคนั้นก็คือ เป็นองค์กรอิสระ เป็นตัวแทนผู้บริโภคภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ในขณะที่ สคบ. นั้น เป็นส่วนราชการ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และในส่วนภารกิจของสภาองค์กรของผู้บริโภค เท่าที่ผมอ่านจากรายงานนั้นก็มีหลัก ๆ อยู่คือเชิงรุกและเชิงรับ เชิงรุกนั้นก็คือเป็นการทำงาน เพื่อพัฒนา เสนอแนะ แล้วก็ผลักดันนโยบายต่อส่วนราชการ แล้วก็เป็นการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ แล้วก็เตือนภัยกับพี่น้องประชาชนผู้บริโภค แล้วก็ เฝ้าระวัง ท้วงติง คัดค้านในประเด็นที่มีแนวโน้มว่าผู้บริโภคนั้นจะถูกลิดรอนสิทธิ ในส่วน เชิงรับ นั่นก็คือเป็นหน่วยงานที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ของผู้บริโภค ช่วยพิทักษ์สิทธิแล้วก็ แก้ปัญหา ในส่วนของความครอบคลุมในการปฏิบัติงานนั้น ก็เรียกว่าครอบคลุม ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคตั้งแต่ตื่นจนหลับ มีหลาย ๆ ด้าน เท่าที่ดูจากรายงานมีทั้งหมด ๘-๙ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินและการธนาคาร ซึ่งรายงานก็ได้รายงานว่าด้านนี้เป็นด้าน ที่ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิจฉาชีพ แก๊ง Call Center เรื่องการหลอกลวงทำธุรกรรม Online เรื่อง SMS ที่เข้ามาหลอกลวงให้ผู้บริโภคนั้นหลงกด แล้วก็หลงเผลอทำธุรกรรม Online แล้วก็ในเรื่องของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมของสถาบัน การเงิน จำพวกเงินด่วน เงินเร็วทั้งหลาย พวกนี้มักจะแฝงด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม อะไร ที่ด่วนและเร็วมักจะไม่เป็นธรรมเสมอ โฆษณาสินค้าที่เกินจริง ของไม่ตรงปก สินค้าสั่งซื้อ Online ได้มาไม่ตรงปก ของไม่ตรง สั่งซื้อเสื้อ ได้รองเท้า ได้กางเกงบ้าง นี่เป็นปัญหาตั้งแต่ สากกะเบือยันเรือรบ เป็นสิ่งที่องค์กรของผู้บริโภคต้องรับภาระในการช่วยคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค
และประเด็นร้อน ประเด็นที่เพิ่งเป็นข่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ นั่นก็คือ การที่รัฐบาลรักษาการได้ลักไก่แก้เกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ จากเดิมซึ่งเป็นระบบทั่วหน้า หมายความว่าผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปได้ทุกคน กลับมาเปลี่ยนเกณฑ์เป็นเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ยากจน อันนี้ละครับจะเป็นปัญหา นึกภาพถึงการพิสูจน์สิทธิลงทะเบียนบัตรคนจน ขึ้นมาทันทีเลยครับ ของเดิมยังไม่ได้มีการแก้ไข ผู้ที่เป็นคนจนลงทะเบียนรับสิทธิไม่สามารถ ลงทะเบียนได้ถึง ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนก็เรียกร้องสอบถาม ผู้แทนราษฎรมา ทำอย่างไร ฉันเป็นคนจนแต่ฉันลงทะเบียนบัตรคนจนไม่ได้ หลายคน มีปัญหานี้ ในขณะที่ผู้ที่ลงทะเบียนได้ถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ที่ไม่ได้ยากจน นี่คือ การพิสูจน์สิทธิ นี่คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น จริงอยู่ครับ กฎหมาย ระเบียบบอกว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ ก่อนวันที่ ๑๒ สิงหาคม จะยังได้รับสิทธิต่อไป นั่นหมายความว่าผู้ที่แก่ก่อนวันที่ ๑๒ ยังได้รับ สิทธิอยู่ แต่ผู้ที่กำลังจะแก่ล่ะครับ ผู้ที่เป็นว่าที่ผู้สูงอายุ หลังวันที่ ๑๒ นี่ละครับที่จะเป็น ปัญหา เพราะจะต้องมีการพิสูจน์สิทธิว่าจนจริงหรือไม่ สมควรได้รับเบี้ยผู้สูงอายุจริงหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ผมสืบทราบจาก Facebook ของสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการร้องเรียน ไปยังรัฐบาลรักษาการ กระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ ให้แก้ระเบียบตัวนี้ หรือท้วงติงการแก้เกณฑ์ตัวนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยแล้วก็ชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาองค์กร ของผู้บริโภค แล้วก็ฝากไปยังรัฐบาลรักษาการ หรือรัฐบาลที่จะมาเป็นรัฐบาลหลังจากนี้ ช่วยแก้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเสียก่อน ให้ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยอย่างทั่วหน้าเสียก่อน ให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิได้มีการพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ ได้มีการคัดกรองว่าใครจนจริง ใครรวย ใครไม่จน อันนั้นเราค่อยมาว่ากันนะครับ
ในส่วนของรายงานของสภาองค์กรของผู้บริโภค อันนี้ขอชื่นชม มีการร้องเรียน เข้าไปถึง ๑๔,๐๐๐ กว่าราย ๔,๐๐๐ กว่าเรื่อง แล้วก็สามารถยุติได้ ๑๓,๐๐๐ กว่าเรื่อง ถือเป็นผลสำเร็จอยู่ที่ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่ต้องขอชื่นชม แต่ผมมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่ง ภายใต้การปฏิบัติงานในหลาย ๆ ด้าน ๘-๙ ด้านที่ว่ามานั้น มีอยู่ด้านหนึ่งที่เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จนั้นต่ำเหลือเกิน อยู่ที่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวหนังสืออาจจะเล็กนะครับ นั่นก็คือด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ตรงนี้ผมขอฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ผู้ชี้แจงนะครับ ช่วยชี้แจงสักนิดหนึ่งว่าเหตุผลตัวนี้ ด้านนี้ทำไมถึงต่ำกว่าด้านอื่น ๆ
สุดท้ายครับ ผมมองว่าการปฏิบัติงานของสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยแท้จริง เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคจะสามารถร้องเรียน ผมจึงอยาก ฝากข้อเสนอแนะสักนิดหนึ่ง ในกระบวนการหรือว่าในช่องทางที่สามารถร้องเรียนได้ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ผมเอาขึ้นมาโชว์ใน Slide สักนิดหนึ่ง เผื่อพี่น้องทางบ้านมีประสบปัญหา ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ขายสินค้าหรือให้บริการต่าง ๆ สามารถร้องเรียนเข้าไปได้ ที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook หรือว่า Website จะมีช่องทาง การร้องเรียนอยู่ แล้วก็มีสายด่วนให้โทรศัพท์ไปได้ แต่ผมอยากจะเสนออีกนิดหนึ่ง มันยังมี พี่น้องประชาชนผู้บริโภคอีกหลายท่านหลายส่วน รวมทั้งกระผมเองนะครับ ก่อนจะมาวันนี้ ผมไม่ทราบว่ามีองค์กรนี้อยู่ เพราะฉะนั้นฝากเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง ให้พี่น้อง ในระดับรากหญ้าได้ทราบช่องทางในการพิทักษ์สิทธิของตัวเอง ฝากขยายองค์กร ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล แล้วก็เพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ในการรับรู้ สู่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบ Online หรือ Internet ได้ ใช้วิทยุชุมชน ใช้โทรทัศน์ แล้วก็ให้ความรู้และส่งเสริมการสร้างบทบาทแก่ผู้นำชุมชนในการให้ความรู้ แล้วก็ให้ช่องทางแก่พี่น้องประชาชนในการเข้าถึงช่องทางการร้องเรียน ขอฝากสภาไว้ เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ