จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ตั้งข้อสังเกตความไม่สอดคล้องของตัวเลขหนี้สาธารณะในเอกสารราชการ และแสดงความกังวลต่อระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายและคำแนะนำขององค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับรายงานการเงินแผ่นดิน ก็เป็นรายงานการเงินในภาพรวมของรัฐบาลไทย ไม่รวมธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต้อง ขอบคุณท่านผู้ที่อภิปรายก่อนหน้านี้ที่ได้ดูโดยภาพรวมแล้ว ในส่วนของผมมีประเด็นที่มี ข้อสงสัย ผมดูรายงานการเงินแผ่นดิน ท่านประธานครับ ในหน้า ๖๓ ระะบุในตารางบอกว่า หนี้สาธารณะจำนวน ๑๐,๓๗๓,๙๓๗ บาท แต่พอผมดูในเอกสารอีกฉบับหนึ่ง เป็นเอกสาร ของกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกัน เป็นรายงานการเงินแผ่นดิน เป็นบทวิเคราะห์ อยู่ในหน้า ๔๑ กลับปรากฏว่าหนี้สาธารณะที่ปรากฏอยู่ในเอกสารจะเขียนเป็นตัวเลข ๑๐,๓๘๗,๕๕๕ บาท กลายเป็นว่าเอกสาร ๒ ฉบับที่ออกจากกรมบัญชีกลางเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าตัวเลข ไม่ตรงกันครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเอกสารตัวไหนจะถูกต้องกว่า แต่เบื้องต้นในการอภิปรายก็จะขออนุญาตใช้ข้อมูลตามรายงานการเงินแผ่นดิน ก็คือตัวเลข ๑๐.๓๗ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ สาเหตุที่ผมให้ความสนใจกับหนี้สาธารณะเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากว่าในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างน่าตกใจครับ จาก ๗.๘ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ ๙.๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ ส่วนในปี ๒๕๖๕ ก็กลายเป็น ๑๐.๓๗ ล้านล้านบาท มีอัตราการเพิ่มที่สูงมาก ถ้าคิดเป็นสัดส่วน ในปีปัจจุบันถ้าใช้ตัวเลข ๑๐.๓๗ ก็จะเป็นอัตรา ๖๐.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าใช้ตัวเลข ๑๐.๓๘ ก็จะเป็น ๖๐.๔๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง ที่กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่สูงก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ปี ๒๕๖๑ ในมาตรา ๕๐ คณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังได้กำหนดในปี ๒๕๖๑ ว่าสัดส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมควรจะเป็นแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วย ความกังวลว่าเมื่อมีการกู้เงินมาก ๆ ก็จะทำให้สัดส่วนตัวนี้เพิ่มขึ้น คณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลัง โดยมีท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ ท่านก็ได้ขยายสัดส่วน หนี้สาธารณะ จากไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับการกู้เงิน ซึ่งก็ทำให้ปัจจุบันอยู่ที่ ๖๐.๔ เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณ ตัวเลขตัวนี้เป็นตัวเลข ณ สิ้นกันยายน ปี ๒๕๖๕ จนถึงปัจจุบันนี้ก็มีการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะเข้าใกล้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อย ๆ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เราจะต้องระมัดระวัง สาเหตุที่บอกว่าจะต้อง ระมัดระวังก็เนื่องจากว่าโดยภาพรวมใน World Bank ธนาคารโลกเคยทำผลวิจัยออกมา บอกว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาเช่นเดียวกับประเทศไทย ไม่ควร จะเกิน ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Cato Journal ท่านก็ไปสังเคราะห์มาจาก หลาย ๆ รายงานแล้วก็มีข้อเสนอแนะไว้ว่าสำหรับประเทศกำลังพัฒนา อัตรานี้ไม่ควรจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเราก็เกินไปเรียบร้อยแล้ว แล้วอัตรานี้นะครับ ในประเทศไทยเองก็เคยมีนักวิจัยของไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายครับ ท่านตัง กาญจนพาสน์ และคณะ ก็ได้ศึกษาเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วก็ได้มีผลวิจัยออกมา ในปี ๒๕๖๓ บอกว่าอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นอัตราที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย อันนี้ก็เทียบให้ดูว่าต่างประเทศ ดูอย่างไร แล้วคนไทยเองดูอย่างไร แล้วปัจจุบันนี้มีอีกทีหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็คือ ประเทศสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปมีนโยบายว่าประเทศที่อยู่ใน EU อยู่ใน Common Currency จะต้องมีอัตราหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ Public Debt ต่อ GDP ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินก็จะต้องลดลง ไม่ลดลงในอัตรา ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็ต้องลดลง ในอัตรา ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะฉะนั้นประเทศไทยของเราก็อยู่ในสถานะที่น่ากังวล พอสมควร แต่อย่างไรก็ดีด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และการใช้จ่ายงบประมาณในปัจจุบัน ผมยังเชื่อว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมก็จะยังขึ้นต่อไปอีก อาจจะเข้าใกล้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๒ ปี หรือ ๓ ปี ก็คงจะเข้าใจอัตรานั้น ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมมีความเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ถ้าทำได้ ในอนาคตก็ไม่ควรจะเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เนื่องจากได้ดูจาก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็มีอัตราส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เศษ อัตรา ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นอัตราที่ เป็นไปได้ ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีเศรษฐกิจไม่ต่างจากเรามากนัก สมัยก่อนก็อยู่ในระดับ เดียวกันใกล้ ๆ กับประเทศไทย เราก็เคยแข่งขันกับประเทศอินโดนีเซียมาก่อน ก็มีอัตราส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เศษ แล้วก็มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีการประเมินว่าในระยะเวลาอนาคตอันใกล้ ประเทศอินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับ ๕ ของโลกในเวลาไม่นาน ประเทศไทยของเราก็ไม่ทราบว่าจะอยู่ที่อันดับ เท่าไร ก็มีความกังวลท่านประธานครับ ก็อยากจะเห็นของเรามีความเจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกัน อัตราหนี้สินต่อ GDP มีผลต่อการกู้เงินของรัฐบาลไทย การเข้าถึงเงินกู้ คนที่เป็นหนี้มากจะกู้ก็ต้องกู้ดอกเบี้ยแพง เพราะฉะนั้นการมีอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP สูง ๆ ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย ถ้าหากว่าสามารถทำได้ก็ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข แต่ในขณะที่เราต้องใช้เงินอยู่ในขณะนี้ก็อาจจะไม่สามารถลดทันที แต่การใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องมีการควบคุมอย่างเหมาะสมด้วยความระมัดระวัง การใช้จ่ายงบประมาณจะต้อง ไม่สุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายในเรื่องที่มีผลต่อการปรับโครงสร้างประเทศ ทำอย่างไรให้ประเทศ ของเรามีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้ประเทศของเรามีผลิตภาพสูงขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำอย่างไรให้คนไทยมีการศึกษาที่ดีขึ้น มีทักษะ มี Skill ที่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง รถไฟ หรือท่าอากาศยาน ได้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นโครงสร้างของประเทศที่ใกล้เคียงกับ ประเทศที่พัฒนาแล้วยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ขออนุญาตฝากความกังวลว่าการใช้จ่ายงบประมาณ ขณะนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถตราพระราชบัญญัติ งบประมาณฉบับใหม่เพื่อใช้งบประมาณของปี ๒๕๖๗ ได้ ทำให้น่าจะต้องใช้งบประมาณ ของปี ๒๕๖๖ ไปพลางก่อนหลายเดือน อาจจะถึง ๕ เดือน หรือ ๖ เดือน ซึ่งก็จะทำให้ การใช้จ่ายงบประมาณต้องมีการสูญเสียโดยไม่จำเป็นไปอีกจำนวนหนึ่ง ก็ขออนุญาตฝาก ความกังวลไปยังท่านประธานว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีรัฐบาลชุดใหม่โดยไม่ชักช้า แล้วก็มี การตราพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๗ ซึ่งจะเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน มากกว่างบประมาณปี ๒๕๖๖ ขอบพระคุณท่านประธานครับ