อนุชา บูรพชัยศรี ชี้แจงภาพรวมการจัดเก็บรายได้รัฐบาลที่ขยายตัวสูงกว่าคาด สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นภายใต้นโยบายรัฐ พร้อมย้ำถึงความมั่นคงทางการคลังจากการบริหารงบประมาณที่มีสภาพคล่องดี แม้ในช่วงวิกฤติ ขณะที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับควบคุมได้และส่วนใหญ่ใช้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้รับการประเมินในเชิงบวกจากองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ.
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมมีโอกาสได้อ่านในส่วนของรายงานการเงินแผ่นดินที่วันนี้ได้มารายงานให้กับที่ประชุมสภา แห่งนี้ได้รับทราบ ไม่ได้มีข้อสังเกตหรือว่าข้อห่วงใยเป็นกรณีพิเศษ แต่อยากที่จะ Highlight สำคัญ ๆ ที่ผมคิดว่าอยากให้สมาชิกสภาแห่งนี้แล้วก็พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับทราบ อย่างเช่นในเรื่องของผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาก็มี การขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนก่อน ซึ่งถ้าเกิดเราดูในตอนปัจจุบัน ขออนุญาตที่จะเอา ตัวเลขที่เป็นปัจจุบันหน่อย เพราะว่าที่ส่งมาเป็นปี ๒๕๖๕ ซึ่งก็อาจจะไม่ Update เท่าไร แต่ถ้าเกิดเอาล่าสุดที่มาดูจะเห็นว่าผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง ๙ เดือนแรก ของปีงบประมาณ ๒๕๖๖ คือตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๕ จนถึงมิถุนายน ๒๕๖๖ พูดง่าย ๆ ว่าต่อจากรายงานของการเงินแผ่นดินฉบับนี้ เราก็ยังเห็นแนวโน้มหรือ Trend ที่ไปในทิศทางที่ดี แล้วก็สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณด้วยซ้ำไปถึง ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สูงกว่ารายได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็น ส่วนที่ต้องบอกว่าเป็นข่าวดี แล้วก็ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คนที่ตั้งข้อสังเกต ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้มี ความสบายใจในเรื่องของตัวเลขมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นในเรื่องของรายได้ ถ้าเราย้อน กลับไป ดูจากรายงานการเงินแผ่นดิน ก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มรายได้ที่มีสัมพันธ์ กับทางด้านเศรษฐกิจสูง นั่นหมายความว่า S Curve ต่าง ๆ เป้าหมายที่รัฐบาลได้ดำเนิน นโยบายมาเริ่มที่จะ Shift ไปแนวนั้นแล้วตามที่มี กลุ่มรายได้ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน แล้วก็ กลุ่มรายได้ที่มาจากการค้าระหว่างประเทศที่มีการขยายขึ้นจากปีก่อนก่อน แต่อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ก็ยังคงต่ำกว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างแน่นอน ซึ่งอันนี้ก็เป็น Trend หรือว่าเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นอยู่แล้วทั่วโลก
สำหรับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็มี การปรับตัวลดลงเล็กน้อย แล้วก็มีการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายเพื่อที่จะชำระหนี้และภาระผูกพัน จากการดำเนินนโยบายในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในส่วนต่าง ๆ อันนี้อาจจะ ต้องพูดถึงเรื่องของก่อนหน้านี้ด้วยที่มีภาระผูกพันหนี้ต่าง ๆ มา รวมถึงรายจ่ายสวัสดิการ ในเรื่องของบุคลากรของรัฐด้วย สำหรับสิ่งที่สำคัญก็คือในเรื่องของระดับเงินคงคลัง เท่าที่ได้ อ่านดูก็คือว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากการเกินดุลเงินสดของภาคงบประมาณ เป็นสำคัญ ทั้งนี้ในส่วนของเท่าที่ดูก็คือระดับคงคลังมีการปรับตัวสูง ๆ ขึ้นต่อเนื่อง จาก ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๒ นั่นหมายถึง ๔ ปีที่ผ่านมาระดับเงินคงคลังมีการเพิ่มมาก ขึ้นสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเราจะมีสถานการณ์ COVID-19 ก็ดี แต่ตรงนี้ก็ยังสามารถที่จะ ดำเนินการทำให้ระดับเงินคงคลังสูงขึ้น สะท้อนถึงสภาพคล่องการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ในส่วนที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของระดับหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้าดูที่ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็จะเห็นว่าอยู่ที่ ๖๐.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ซึ่งตรงนี้ก็ต้องบอกว่า เพิ่มขึ้นมาจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวในช่วงวิกฤติ COVID-19 แล้วถ้าเกิด เราพูดถึงเรื่องของนี้สัดส่วนสาธารณะต่อ GDP เอา Update กว่านั้นอีกนิดหนึ่ง มาอยู่ที่ สิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ ก็จะปรับขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ ๖๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็ยังอยู่ ในกรอบที่คณะกรรมการกำหนดไว้ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับสัดส่วนภาระหนี้ ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ กรอบที่คณะกรรมการกำหนดไว้ ไม่เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ ๓๐.๙๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรา ไปดูสัดส่วนอื่น เช่นสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด จะเห็นว่ากรอบที่คณะกรรมการกำหนดไว้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้น จริงอยู่เพียงแค่ ๑.๖๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็น เงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ กรอบที่คณะกรรมการ กำหนดให้ไว้ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงอยู่เพียงแค่ ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในภาวะปกติรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำไปใช้ในการลงทุน โดยกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้เป็นการกู้เพื่อโครงการดำเนินการ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของคมนาคมขนส่ง พลังงาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ การศึกษา และที่อยู่อาศัย โดยเรื่องของหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ ในส่วนที่รับได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องเรียนว่ารัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถที่จะบริหารหนี้สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนที่เหมาะสม แล้วก็ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อีกทั้งหนี้กว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้สำคัญมากครับท่านประธาน เป็นหนี้เงินสกุลบาท จึงช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้ นอกจากนี้รัฐบาลก็ได้มี การชำระเงินเป็นหนี้ก่อนครบกำหนด ซึ่งทำให้เรื่องของดอกเบี้ยอะไรต่าง ๆ แล้วก็ต้นทุน ต่าง ๆ สามารถที่จะดำเนินการได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญครับท่านประธาน ก็คือในส่วนของ ทางด้าน Fitch Ratings ซึ่งก็เป็นบริษัทที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ล่าสุดเมื่อประมาณ กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาก็ให้ Credit Rating ที่ Triple B Plus หรือว่า BBB+ ซึ่งเป็น Rate ค่อนข้างที่จะดี แล้วก็ที่สำคัญก็คือมีการพูดถึงว่าภาคการคลังสาธารณะ หรือว่า Public Finance คาดการณ์ว่าการขาดดุลการคลังของไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขาดดุลที่ลดลงก็สะท้อนถึงรายได้ที่เป็นภาษีที่เก็บมากขึ้น แล้วการสิ้นสุดของมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 เรื่องของภาคการเงินต่างประเทศเองก็ยังคง แข็งแกร่ง เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและสถานการณ์น้ำมันที่คลี่คลายลงไป นอกเหนือจากนั้นทาง Fitch Ratings เองก็ยังบอกว่าปัจจัยที่สำคัญที่มีการอาจจะปรับเพิ่ม อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้ก็คือการลดลงของสัดส่วนหนี้ต่อภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้อง กับ GDP อันนี้เป็นส่วนที่ Fitch Ratings ได้กล่าวถึง เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธาน ในขั้นสุดท้ายก่อนสรุปนี้ก็คือว่าที่ผ่านมารัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้ นโยบายการคลังและงบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วก็ภาค ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แล้วก็ในเรื่องของ ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ในโลกนี้ ขณะที่การก่อหนี้กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นหนี้ เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อการเติบโต อย่างยั่งยืน ซึ่งบางประเทศเองตอนนี้ก็ยังนำแนวทางของประเทศไทยไปดำเนินการ เป็น Model ในการพัฒนาประเทศของเขาด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะ Highlight ให้ทางด้าน สภาผู้แทนราษฎรและพี่น้องประชาชนได้รับทราบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ