รวี เล็กอุทัย หารือเรื่องการเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินคืนกว่า 3,200 ล้านบาท และเสนอแนะว่าระบบกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรยังมีปัญหาหลายประการ เช่น การทับซ้อนกันของกองทุนต่างๆ การช่วยเหลือที่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และการเพิ่มหนี้สะสมให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ยังขาดระบบการติดตามประเมินผลและฐานข้อมูลของเกษตรกรที่ไม่ปัจจุบัน รวี เล็กอุทัย แนะนำว่ากองทุนควรมีการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนและไม่ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มเติม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต Slide ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากการที่ผมได้ตรวจสอบรายงานการเงิน ของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ซึ่งถ้าพิจารณา ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนี้แล้ว นับได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ที่ดี แล้วก็เป็นปัจจัยที่จะ ช่วยเหลือสนับสนุนแก่เกษตรกร โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า สถาบันการเงินทั่ว ๆ ไป อีกทั้งยังเป็นกองทุนที่มีเงินทุนเกือบถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของกองทุนแล้ว โดยเฉพาะ ในส่วนของสถานะลูกหนี้ในปี ๒๕๖๔ จะพบว่ามีลูกหนี้ค้างชำระเงินคืนเกือบ ๓,๒๐๐ ล้านบาท ถึงแม้จะลดลงจากปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๓,๔๖๓ ล้านบาท ในเดือนเดียวกัน แต่เป็นการชำระเงินคืนจำนวน ๒๗๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเพียงแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งเมื่อผมลองเจาะไปที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่แต่ละราย จะพบว่ามีอัตราการชำระเงินคืน ที่ไม่มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าโครงการยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ แต่ก็มีอีกเกือบครึ่ง เช่นเดียวกันของโครงการทั้งหมดที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก นั่นก็คือมีลูกหนี้ที่ไม่สามารถ ชำระหนี้ได้ตามกำหนดระยะเวลา อีกทั้งแผนการชำระเงินในหลายโครงการได้มีการขยาย เวลาออกไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นการบังคับคดี ซึ่งไม่ทราบได้เลยว่าจะต้องดำเนินการไป ยาวนานแค่ไหน และจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ผมจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจง ให้ช่วยกรุณาตอบประเด็นซักถามตรงนี้ด้วยนะครับ
ยกตัวอย่าง จากหน้าแรก ในรายละเอียดเงินให้กู้ยืมระยะยาวของโครงการ จัดหาปุ๋ยเพื่อเกษตรกร จะเห็นว่าทุกโครงการจะต้องมีการขยายเวลาการชำระเงินออกไป ทั้งหมดจนกว่าจะมีการเสร็จสิ้นการบังคับคดี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าค้างชำระรวมทั้งหมด กว่า ๘๒ ล้านบาท นี่แค่โครงการเดียวนะครับ ขณะที่ลูกหนี้ที่มียอดค้างชำระมากที่สุด ๒ อันดับแรก ก็คือกรมปศุสัตว์ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีมูลหนี้คงเหลือทั้งหมดที่ยัง ค้างชำระอยู่ประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ตามลำดับ รวมกันแล้ว ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๘๗.๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้คงเหลือทั้งหมด ในเดือนกันยายน ๒๕๖๔ นอกจากนี้ในงานวิจัยของ TDRI หรือ Thailand Development Research Institute หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้สรุปภาพรวม ของปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงานของกองทุนเอาไว้หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินงานที่ทับซ้อนกันหรือคล้ายคลึงกันของกองทุนต่าง ๆที่อยู่ในกำกับของ ส่วนราชการ เช่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็มีหลายกองทุน เช่น กองทุน หมุนเวียนเพื่อการกู้ยืม กองทุนปฏิรูปที่ดิน กองทุนพัฒนาสหกรณ์ กองทุนจัดรูปที่ดิน กองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน และอีกหลาย ๆ กองทุนที่อาจจะมีวัตถุประสงค์ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีความซ้ำซ้อนกันจนทำให้มีกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่ได้รับ ผลประโยชน์ที่ซ้ำซ้อน ทำให้ความช่วยเหลือนั้นกระจุกอยู่เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น อีกทั้งการช่วยเหลือที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าหากว่าวิเคราะห์ดี ๆ แล้ว ต้นเหตุของปัญหาของเกษตรกร อาจจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง ผลที่ได้จากกองทุนโดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ การอุดหนุนเงินทุนเท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งยังเป็นการเพิ่มหนี้สะสมให้กับเกษตรกรอีกด้วย เพราะในความเป็นจริงเกษตรกรเขาต้องเจอกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องของปัญหา ราคาผลผลิตที่ตกต่ำ แต่หากต้องเจอนะครับ หรือนอกจากนั้นการขายที่ได้ต่ำกว่าต้นทุน ในการผลิตที่ลงไป รวมถึงมีผลผลิตแต่ก็ไม่มีตลาดรองรับ ดังนั้นเมื่อได้รับการอุดหนุนสินเชื่อ แม้จะในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำก็ตาม แต่หากต้องเจอกับปัญหาการขาดทุนจากการขายสินค้า ก็จะไม่สามารถชำระเงินคืนได้ ไม่สามารถหาเงินมาชำระเงินคืนได้ และอาจจะต้อง ชำระเงินคืนที่มากกว่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำจากกรณีที่ต้องถูกดำเนินคดี โดยสรุปนะครับ ท่านประธาน ผมมองว่ากองทุนนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของการขาดระบบการติดตามประเมินผล ที่ไม่ใช่เพียงการวัดจากแค่ยอดเงินอนุมัติเงินทุนและผลของการชำระเงินคืน แต่ควรดูผลลัพธ์ ของโครงการด้วยว่าตรงตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ รวมถึงควรมี การเพิ่มฐานข้อมูลของเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อสามารถช่วยเหลือได้อย่าง ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงานประจำครับ
สุดท้ายครับ ผมฝากว่าทางกองทุนควรมีการบริหารจัดการความเสี่ยง ทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนเอง และไม่เป็นการสร้างภาระหนี้สินเพิ่มเติมให้กับเกษตรกรด้วยครับ ขอบพระคุณครับ