สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๖

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกร โดยพบว่าเงินในกองทุนส่วนใหญ่ไปจมอยู่กับหนี้เก่าของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ และเสนอแนวทางในการเร่งรัดหนี้สิน รวมทั้งประเมินผลการดำเนินการของกองทุนและพิจารณาการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรด้วย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกรสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ โดยมีหลัก ๆ ๓ ประเด็น ดังนี้

จากข้อมูลรายงานการเงินและรายงานประจำปีของกองทุน ผมได้เห็น การปรับทิศทางของกองทุน จากที่เคยให้หน่วยราชการกู้มาเป็นการให้สถาบันเกษตรกรกู้ มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าการปรับทิศทางนี้จะมา ถูกทาง เพราะอย่างน้อยสัดส่วนในการผิดนัดชำระหนี้ก็ลดลง เพราะว่าในส่วนของการให้ สถาบันเกษตรกรกู้โดยคิดดอกเบี้ยต่ำมากที่ระดับ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์นั้น เมื่อเทียบกับ แหล่งเงินกู้อื่น ๆ ถือว่าเป็นการกู้ได้ถูกมาก ๆ ซึ่งก็จะช่วยเกษตรกรได้มาก แล้วก็น่าจะเป็น เหตุผลที่ทำให้สถาบันเกษตรกรชำระเงินคืนได้ตรงเวลา ขอ Slide ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

แต่จำนวนสถาบันเกษตรกร ที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนในแต่ละปีถ้าเราดูจำนวน ถ้าเรามาดูจำนวนของสถาบัน เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้ในแต่ละปี ถ้าเรามาดูยอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๖๔ เรามีลูกหนี้อยู่ ๒๗ ราย เป็นสถาบันเกษตรกรเพียงแค่ ๑๙ แห่ง นอกนั้นเป็นหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีก ๘ แห่ง ซึ่งเทียบกับ ขนาดของกองทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ ๖,๗๘๐ ล้านบาท แต่มีองค์กรเกษตรกรได้ประโยชน์ เพียง ๑๙ แห่ง

ประเด็นคำถามที่ ๑ ของผมจึงอยากตั้งคำถามไปยังท่านผู้ชี้แจงผ่านไปทาง ท่านประธานว่าทำไมจำนวนสถาบันเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนในแต่ละปีนี้ จึงน้อยมาก ๆ เทียบกับขนาดของกองทุน ซึ่งถ้าเรามาดูหนี้ค้างชำระเราก็พอจะเดาได้ เพราะว่าเงินในกองทุนส่วนใหญ่จะไปจมอยู่กับหนี้เก่า ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๖๔ เรามี หนี้ค้างชำระรวมอยู่ ๓,๑๙๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระของหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจถึง ๓,๐๙๕ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหนี้ก้อนใหญ่ ๆ ก็จะมี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ๑,๖๑๘ ล้านบาท มีกรมปศุสัตว์ ๑,๒๐๔ ล้านบาท แล้วก็มี อ.ต.ก. ๑๕๒ ล้านบาท เป็นต้น

สำหรับประเด็นที่ ๒ จึงอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านผู้ชี้แจงว่า ให้ช่วยอธิบายหน่อยว่ากองทุนมีวิธีการเร่งรัดหนี้สินจากหน่วยงานราชการ หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่เป็นหนี้สินเรื้อรัง บางหนี้ก็ติดหนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ มาจนถึงปี ๒๕๕๗ เป็นหนี้สินเรื้อรังตั้งแต่โบราณกาล รวมทั้งหนี้สินที่เพิ่งเกิดภายในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับกรมปศุสัตว์ที่เกิดขึ้นหลังปี ๒๕๕๗ ว่าท่านมีแนวทางในการเร่งรัดหนี้สินเหล่านี้ อย่างไร เพื่อที่จะให้ได้เงินเข้ามาปล่อยให้กับองค์กรการเกษตรมากขึ้น

และประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของตัวชี้วัดของกองทุนและการประเมินผล การดำเนินงานของกองทุน ซึ่งถ้าเรามาดูตัวชี้วัดไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินหรือด้านการตอบสนอง ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราจะไม่เห็นตัวชี้วัดที่บ่งชี้ถึงผลสำเร็จในวงกว้าง หรือ Impact ที่ได้รับในวงกว้างจากการดำเนินงานของกองทุน ซึ่งอันนี้ก็จะกลับมาเชื่อมโยง กับประเด็นที่ ๑ ว่าทำไมจำนวนสถาบันการเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนถึงมีจำนวน น้อยมาก ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนลงไปในการประเมินผลการดำเนินการหรือตัวชี้วัดของ กองทุน

ผมจึงขอตั้งประเด็นคำถามที่ ๓ ว่าอยากจะให้ท่านลองพิจารณาดูว่าการนำเงิน ของกองทุนไปลง โดยสนับสนุนกับสถาบันเกษตรกรโดยใช้กลไกหลักที่มีอยู่ เช่น ธ.ก.ส. จะได้ ผลประโยชน์ในวงกว้างมากกว่าที่กองทุนดำเนินการอยู่หรือไม่ แล้วก็มีข้อเสนอแนะ เช่น การใช้เงินกองทุนเพื่อไปเป็นหลักประกันเงินกู้ให้กับสถาบันเกษตรกร หรือเพื่อให้เป็น เบี้ยประกันภัยสินเชื่อให้กับเกษตรกรที่กู้ยืมเงินกับ ธ.ก.ส. แล้วประสบภัยพิบัติ ถ้าหากมี การประสบภัยพิบัติเกิดขึ้นเนื่องจากได้ทำประกันไว้แล้ว หนี้ในส่วนนั้นก็ไม่จำเป็นต้อง ชำระคืนเนื่องจากว่าประสบกับภัยพิบัติ หรืออาจจะใช้ปล่อยกู้ดอกเบี้ย ๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสนับสนุนนโยบายทางด้านการเกษตร เช่น ให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรขอตรวจรับ มาตรฐาน GAP : Good Agriculture Practice หรือว่ามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ก็มีประเด็นที่อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ชี้แจงให้ช่วยชี้แจงใน ๓ ประเด็น ดังกล่าว ขอบคุณครับ