ปวิตรา สนับสนุนกองทุนการศึกษา ผลักดันพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ปวิตรา จิตตกิจ หารือปัญหาความไม่พร้อมทางการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และสถานการณ์ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ โดยสนับสนุนบทบาทของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชื่นชมความสำเร็จของ กสศ. ในการลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณการศึกษาขั้นต่ำเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของงบการศึกษาทั้งประเทศ เพื่อขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

นางสาวปวิตรา จิตตกิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน ปวิตรา จิตตกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงบางเชือกหนัง และศิริราช กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ อย่างที่ทราบกันดีว่ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. มีบทบาทสำคัญ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาสให้มีความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองได้ในการดำรงชีวิต ดิฉันสนับสนุนการดำเนินงาน ของ กสศ. เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างความร่วมมือ จากเครือข่ายต่าง ๆ รวมไปจนถึงการจัดการการศึกษาให้กับเด็ก ๆ และเยาวชนให้เข้าถึง การศึกษาตามที่รัฐกำหนดขึ้น

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่รัฐควรจะรีบตัดสินใจ และลงทุน และให้ความสำคัญอย่างมาก คือการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กในช่วง ปฐมวัยอย่างจริงจัง เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นกำลังสำคัญในอนาคต และเป็นเหมือน กระดุมเม็ดแรก ถ้าเราได้ให้เขาในสิ่งที่ดี ให้เขาได้รับการศึกษาที่ดีเขาจะต่อยอด ในอนาคต เติบโตเป็นประชากรที่ดีของประเทศ รวมถึงผู้ปกครอง พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ ก็จะได้ไม่ต้องกังวลและสามารถไปทำมาหากิน หาอาชีพได้อย่างปกติสุข

จากผลการสำรวจของ กสศ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในปี ๒๕๖๕ พบว่าเด็กปฐมวัยในปี ๒๕๖๕ มีระดับความพร้อมทางด้านการเรียนรู้ต่ำกว่าเด็กปฐมวัย ในปี ๒๕๖๓ และ ปี ๒๕๖๔ ในทุกด้าน และเมื่อพิจารณาจากภาพประกอบก็จะเห็นว่า มาตรการปิดสถานศึกษาในช่วง COVID-19 นั้นส่งผลต่อพัฒนาการ ส่งผลต่อสภาวะถดถอย ทางการเรียนรู้ และทำให้เด็กไทยไม่มีความพร้อมในการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พร้อมทางการศึกษาของเด็กคนหนึ่งนั้นจะเกิดจากความยากจน เพียงอย่างเดียว แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนความไม่พร้อมทางการศึกษาของเด็ก ๆ นั่นก็คือ ครอบครัวแหว่งกลางค่ะ ซึ่งเด็กไทยกว่าร้อยละ ๖๕.๗๖ กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ครอบครัว แหว่งกลางคืออะไรคะ ก็คือครอบครัวที่พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรของตัวเองได้ และต้องส่งบุตร ของตัวเองไปให้กับปู่ย่าตายาย ส่วนตนเองนั้นอาจจะมีเหตุผลต่าง ๆ ที่ต้องไปทำมาหาเลี้ยงตัวเอง หาอาชีพเพื่อให้ได้รายได้ และส่งรายได้กลับไปยังปู่ย่าตายายที่เลี้ยงดูบุตรตัวเอง ปัญหาจาก ครอบครัวแหว่งกลางส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาของเด็กปฐมวัยและการเรียนรู้ที่ล่าช้า สอดคล้อง กับการสำรวจของกรมอนามัยในปี ๒๕๖๕ ที่พบว่าปัญหาของเด็กปฐมวัย ร้อยละ ๔๗ ขาดพัฒนาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสติปัญญา และปัญหาของการใช้ภาษา ร้อยละ ๗๕.๒ และปัญหาในเรื่องของความเข้าใจในการใช้ภาษาร้อยละ ๖๐.๒ ท่านประธานคะ จากที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นจะเห็นว่ากลุ่มเด็กปฐมวัยนี้แทบจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับ ผลกระทบจากสภาพสังคม โรคระบาด ครอบครัว รวมไปถึงการขาดโอกาสที่เข้าถึงการศึกษา ที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นด้วยและชื่นชมในการทำงานของ กสศ. ที่ผ่านมา ที่ได้ดำเนินโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งใช้งบประมาณ ๗๐ ล้านบาท โดยหลักการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ กสศ. ตามมาตรา ๕ (๑) ที่กล่าวถึงการส่งเสริม สนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัยให้ได้รับ การพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย และดิฉันก็ขอเสนอแนะให้มีการเพิ่มงบประมาณเพื่อขยายผลเพิ่มเติมจากพื้นที่นำร่อง ๑๒ จังหวัด และส่งเสริมให้เกิดกลไกในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้มากกว่า ๑๒ กลไก จากรายงาน กสศ. ประจำปี ๒๕๖๕ เล่มนี้นะคะ ในหน้า ๓๘ กสศ. ผลิดอกออกผล เพราะหากมองผลลัพธ์ตามเป้าประสงค์ที่ ๑ ในรายงานเล่มนี้ จากหน้า ๙๕ จะพบว่าการจัดสรรงบประมาณที่เข้าถึงนั้นจะส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการเข้าถึง การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและวัยเรียนเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างจากกลุ่มนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราการเข้าเรียนน้อย มีจำนวนลดลงน้อยกว่า ร้อยละ ๘๕ จาก ๑๘,๓๔๕ คน เหลือเพียง ๑,๐๒๔ คน ในภาคเรียนที่ ๑ ของปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งก็พบว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานคะ ดิฉันว่าถึงเวลาแล้วค่ะ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรจะลงทุนกับงบประมาณ ให้กับการดำเนินงานของ กสศ. จากอดีตที่เคยได้รับการจัดสรรราวร้อยละ ๐.๕-๑.๕ ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมดของประเทศ ปรับขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมดของประเทศ ตามที่คณะกรรมการอิสระการปฏิรูป การศึกษาเป็นผู้เสนอ เพื่อเพิ่มเติมโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย และสำหรับประเทศนี้ พ่อแม่ไม่ควรจะเป็นเงื่อนไขในการพัฒนา เด็กคนหนึ่ง แต่รัฐจะต้องเป็นทั้งพ่อแม่ และเป็นโอกาสที่สามารถโอบอุ้มทำให้พวกเขาเติบโต ตามความปรารถนาได้อย่างมีคุณภาพ

สุดท้ายนี้ดิฉันและพรรคก้าวไกลยินดีที่จะร่วมกับขับเคลื่อนกับกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะได้เป็น ส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างพลเมืองไทยสู่พลเมืองโลก จากการให้ความสำคัญเริ่มต้นที่กระดุมเม็ดแรกอย่างเด็กปฐมวัยร่วมกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน