จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ โดยเสนอแนะการปรับปรุงโครงสร้างเพดานการสมทบเพื่อเพิ่มขนาดของกองทุน และสอบถามเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ พร้อมขออนุญาตปรึกษาท่านประธานในการพิจารณาผลประกอบการของคณะกรรมการในแต่ละปี
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ ประเด็นเกี่ยวกับรายงาน ประจำปี ๒๕๕๘ กับปี ๒๕๕๙ ของคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กอช. ผมมีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ โดยหลักการแล้วกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีแนวคิดที่ดีนะครับ เพราะต้องการที่จะให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่ประกอบการค้า เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือผู้ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร สถาปนิก ที่ไม่มีโอกาสจะเข้าถึงระบบบำนาญ หลังจากที่เกษียณ สามารถที่จะออมเงินกับกองทุนแล้วก็จะมีเงินที่คล้าย ๆ กับบำนาญ เช่นเดียวกับที่ข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีกันอยู่นะครับ แต่อย่างไรก็ดีโดยโครงสร้างของ กองทุนที่จัดเอาไว้ที่ระบุว่าระหว่างอายุ ๑๕-๓๐ ปีจะมีเงินสมทบจากภาครัฐปีละไม่เกิน ๖๐๐ บาท หรือสมทบให้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน ๖๐๐ บาท ระหว่างอายุ ๕๐-๖๐ ปีจะมีเงินสมทบให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่เกินปีละ ๑,๒๐๐ บาทต่อปี โดยโครงสร้างตัวนี้ก็จะทำให้ประชาชนที่สนใจเข้ารวมกับกองทุน ถ้าเขาคิดถึงผลตอบแทน เขาก็คงจะคิดว่าถ้าเงินสะสม ๖๐๐ บาท ภาครัฐก็สนับสนุนสมทบเข้ามาอีก ๖๐๐ บาท เป็นจุดที่เขาได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าอายุ ๕๐-๖๐ ปี เงินสะสม ๑,๒๐๐ บาท เงินสมทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๒๐๐ บาท ก็เป็นจุดที่จะได้ผลตอบแทนสูงสุด ด้วยเหตุนี้จึงอาจจะเป็น สาเหตุที่เราพบว่ากองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อพิจารณาเป็นรายต่อบุคคลมียอดเงินที่ต่ำมาก ถ้าอยากจะให้กองทุนนี้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาจจะต้องปรับปรุงในเรื่องเพดานนี้บางส่วนนะครับ สำหรับในรายงานฉบับปี ๒๕๕๘ ผมมีข้อสงสัยอยู่ ๒-๓ ประการนะครับ
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของการลงทุนนะครับ ในหน้า ๖๑ มีการระบุว่า มีเงินลงทุนทั้งสิ้น ๑,๑๕๔.๕๗๓ ล้านบาท ในขณะที่หน้า ๙ ซึ่งเป็นข้อมูลตอนตั้งกองทุน ขึ้นมาใหม่ ๆ ระบุว่า ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม กอช. มีเงินสะสมของสมาชิกรวม ๔๘๕.๔๕ ล้านบาท เงินสมทบจากรัฐบาล ๒๖๓.๐๘ ล้านบาท รวมแล้วก็ ๗๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเองนะครับ ก็มีตัวเลขที่แตกต่างกันอยู่ก็เลยสงสัยว่าในตอนเริ่มต้นนี่กองทุนเกิดจากเงินสะสมของสมาชิก บวกกับเงินสมทบของภาครัฐรวมแล้ว ๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่เหตุไฉนภายใน ๖ เดือนนี่นะครับ กลายเป็น ๑,๑๕๔ ล้าบาท ก็เป็นข้อสงสัยที่ผมขออนุญาตสอบถามครับ
ส่วนอีกข้อหนึ่งก็เป็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนะครับ ซึ่งในมาตรา ๒๐ (๖) ระบุว่าคณะกรรมการสามารถที่จะมอบหมายหรือเลือกสถาบันการเงิน หรือนิติบุคคลทำหน้าที่จัดการบริหารกองทุนของกองทุน กอช. ได้ ก็เลยมีข้อสงสัยนะครับว่า จนถึงปัจจุบันนี้คณะกรรมการได้มีการแต่งตั้งหรือว่าจ้างผู้ใดให้บริหารกองทุน กอช. ไม่ว่าจะ บางส่วนหรือเท่าไรก็แล้วแต่นะครับ มีการดำเนินการแล้วหรือไม่ ก็เป็นคำถามที่ขออนุญาต ฝากท่านประธานไปถึงผู้ชี้แจงด้วยครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็เป็นเรื่องของรายงานที่ค่อนข้างจะล่าช้ามาก ณ วันนี้ เป็นปี ๒๕๖๖ แต่รายงานที่ส่งเข้ามาให้เราพิจารณากลับเป็นของปี ๒๕๕๘ กับของปี ๒๕๕๙ ซึ่งค่อนข้างจะช้ามาก ทั้ง ๆ ที่ในมาตรา ๕๒ ของพระราชบัญญัติ กอช. นี้ก็บอกว่า การรายงานต่อคณะรัฐมนตรีให้รายงานอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง ก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องผลการดำเนินงานของ กอช. นั้นเป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีให้ความสนใจและประสงค์จะทราบ อย่างทันเหตุการณ์เลยให้รายงานทุก ๆ ๑ เดือน อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง และถ้าหาก ดูมาตราอื่น ๆ ต่อมาก็จะมีระบุคือจากมาตรา ๕๓ ถึงมาตรา ๕๖ ก็จะมีระบุครับว่า เรื่องงบการเงินให้ทำให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากนั้นก็ให้ส่งให้ผู้สอบบัญชี ซึ่งกรณีนี้ ก็คือ สตง. สตง. ก็ต้องตรวจให้เสร็จภายใน ๑๕๐ วัน หลังจากนั้นก็จะต้องมีการทำรายงาน ฉบับที่ส่งมาให้พวกเราทั้งปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ ให้กับสภาแห่งนี้ภายใน ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้นมันก็ล่าช้ามามากไปหลายปี เลยขออนุญาตปรึกษาท่านประธานครับว่า ถ้าหากว่ารายงานของท่านมีพร้อมอยู่แล้ว เพราะตามกฎหมายกำหนดว่าท่านต้องทำ จากปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๕ ถ้าท่านจะเสนอเข้ามาพร้อมกัน แล้วเราก็พิจารณา พร้อม ๆ กันไปเลยตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๕ เพื่อที่จะให้การพิจารณาในเรื่องของ ผลประกอบการ หรือรายงานการทำงานของคณะกรรมการ กอช. เป็นไปอย่างทันท่วงที ก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่าที่เราจะมาพิจารณารายงานสำหรับปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ในปี ๒๕๖๖ ซึ่งผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ขออนุญาตฝากเป็นความกังวลจากท่านประธาน ไปถึงผู้ชี้แจงด้วยครับ ขอบพระคุณครับ