อนุชา ชูแนวรุกส่งเสริมกองทุนออมแห่งชาติ เสนอปรับยุทธศาสตร์ดึงแรงงานนอกระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

อนุชา บูรพชัยศรี หารือการส่งเสริมกองทุนการออมแห่งชาติ โดยเสนอแนวทางปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดึงแรงงานนอกระบบเข้าร่วม พร้อมเน้นการเพิ่มผลตอบแทนอย่างยั่งยืนผ่านการบริหารจัดการมืออาชีพ การกระจายความเสี่ยง และการพิจารณาโมเดลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอกชนร่วมกับการจับคู่เงินออม เพื่อส่งเสริมวินัยการออมอย่างต่อเนื่อง

นายอนุชา บูรพชัยศรี แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องบอกว่าวันนี้ผมก็รู้สึกยินดีที่ทางด้าน กอช. มารายงานให้กับทางด้านสภาทราบ ซึ่งผมเอง ก็ได้รับทราบถึงแนวคิดการที่รัฐบาลตั้งแต่สมัยปี ๒๕๕๓ แล้วที่อยากให้ประชาชนมีเรื่องของ การออมในวัยเกษียณ ที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ได้มีอาชีพที่เรียกว่า อยู่ในคล้าย ๆ บริษัท ห้างร้านอะไรต่าง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นสวัสดิการให้เขาในเรื่อง ของการออมเลย ผมทราบเรื่องนี้ดีเพราะว่าผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญ ในการพิจารณา พ.ร.บ. เรื่องของการออมแห่งชาติตั้งแต่สมัยปีนั้น แล้วก็ทราบดีว่ากว่าที่จะ มาถึงวันนี้ได้มีอุปสรรคมากมายเลย พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศในราชจานุเบกษาให้มีการบังคับใช้ หรือว่ามีผลตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ก็จริง แต่จากเหตุผลทางการเมืองหลาย ๆ ส่วนกองทุนนี้ ต้องเข้าไปแฝง เรียกว่าแฝงอยู่ในส่วนของสำนักงานประกันสังคมอยู่หลายปีเลยทีเดียว แล้วก็คลอดออกมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงของรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นความสำคัญเรื่องของการออมในครั้งนี้ เลยเป็นที่มาที่ไปว่ากองทุนการออมแห่งชาติ ได้กลับคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๘ รวมจนกระทั่งถึงวันนี้ก็คงจะมีระยะเวลาประมาณ เกือบ ๘ ปีแล้วที่ได้ดำเนินการมา ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องก็ทราบดีว่าอาจจะยังไม่ประสบ ความสำเร็จสักเท่าไร แล้วก็ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เองในปี ๒๕๖๖ ได้มีการปรับปรุงในเรื่อง ของร่างกฎกระทรวงเพื่อให้เกิดการสมทบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระยะช่วงอายุ อะไรต่าง ๆ แล้วก็จะมีเงินที่จะสมทบให้เต็มที่เลยทุกช่วงอายุพร้อม ๆ กันในวงเงินไม่เกิน ๑,๘๐๐ บาท แล้วก็ในส่วนของ ๓๐,๐๐๐ บาทที่จะเป็นเงินที่จะสามารถออมอะไรต่าง ๆ ได้ทั้งหมดในระบบ อันนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะเป็นแรงจูงใจในการที่จะให้เกิด การออมมากขึ้น ซึ่ง ณ ปี ๒๕๖๕ จนถึงปี ๒๕๖๖ ผมทราบว่าสมาชิกตอนนี้ก็น่าที่จะเฉียด ๆ ใกล้กับ ๒,๖๐๐,๐๐๐ คนแล้ว แต่ถ้าถามผมว่าเมื่อกลับไปถึงปี ๒๕๕๓ ที่ผมได้เรียนท่านประธานว่าผมมีโอกาสได้เป็น กรรมาธิการในการที่คลอด พ.ร.บ. ฉบับตอนนี้ ผมคิดว่าผมอยากที่จะเห็นการที่สมาชิก มีมากกว่านี้อย่างแน่นอนนะครับ เพราะว่าจากตัวเลขนี่เรามองกันว่าตอนนี้มีกลุ่มแรงงาน นอกระบบประมาณกว่า ๑๙ ล้านคนเลยทีเดียว ทำอย่างไรที่เราจะนำตัวเลขตรงนี้ให้มาเป็น ในส่วนหนึ่งของสมาชิกได้ อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายกับทางด้านผู้บริหารกองทุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเรื่องของแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้กฎกระทรวงก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมอยากที่จะให้ทางด้านกองทุนได้พิจารณาเพิ่มเติมไม่ใช่ให้หยุดแค่นี้ แต่ทำในเชิงรุก ด้วยการไป Survey ก็ดี การไปหาความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้กองทุนนี้ พูดง่าย ๆ ว่ามีเสน่ห์มากขึ้นในการที่จะชักจูงสมาชิกเข้ามาได้ อย่าเพียงแค่รอให้สมาชิก เข้ามาสมัคร แต่เราคงจะต้องเข้าไปเพื่อที่จะทำอย่างไรที่จะไปจูงใจเขามากขึ้น เพราะฉะนั้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์การผลักดัน การสร้างสมาชิก การออม เป็นสิ่งที่อยากที่จะให้ลงไป เป็นในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งก็มีโอกาสได้เห็นรายงานของท่านในปัจจุบัน ปี ๒๕๖๕ มีการสร้าง ภาคีเครือข่ายซึ่งผมเห็นด้วยเลยครับ ลงไปถึงเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ไปหาเด็กนักเรียน มีการลงไปถึงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกระทรวง พม. ไปถึงเรื่องของกระทรวงยุติธรรม อะไรต่าง ๆ ทั้งหมด อันนี้เห็นด้วยในการที่จะเพิ่มสมาชิกต่าง ๆ แต่คงต้องมีเชิงรุกมากขึ้น กว่านี้ในการที่จะทำให้เป็นจุดที่น่าสนใจให้ประชาชนที่ผมเรียกว่าอย่างน้อยเราคิดว่า กว่า ๑๙ ล้านคนเข้ามามีเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น ในเรื่องของช่องทางด้วยในการที่จะทำให้ เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วการตัดบัญชีการทำอะไรต่าง ๆ เอาให้ง่ายที่สุดไม่ให้เกิดปัญหา ในการที่พอมาแล้วก็รู้สึกว่าวุ่นวายหรือว่ายาก ณ วันนี้ผมทราบว่าไม่มีการเตือนสำหรับ คนที่เป็นสมาชิกว่าเดือนนี้ยังไม่ได้มีการส่งเงินเข้ามานะ ผ่านไปแล้วอีก ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือนก็ยังเงียบอยู่ อันนี้ผมคิดว่าถ้าเราทำแบบนี้เพราะว่าบางครั้งการออมเงินตรงนี้ คงจะต้องมีการกระตุ้นเตือนให้เขาอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่เป็นยุทธศาสตร์การลงทุน ก็ต้องบอกว่าในภาวะปัจจุบันซึ่งที่ผ่านมามีผลตอบแทนการลงทุน เรียกว่าในช่วง COVID-19 ก็ดี ในช่วงที่มีเรียกว่าการพิพาทระหว่างประเทศมากมายเลย แล้วก็รวมถึงเรื่องของสาเหตุอื่น ๆ อีกมาก การที่ได้ผลตอบแทนการลงทุนประมาณ ๑.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าก็พอรับได้ ดีกว่าในบางส่วน ที่ไปลงทุนแบบเรียกว่าเป็น Aggressive หรือว่าลงทุนแบบเสี่ยงมากเกินไป และทำให้เกิด ความเสียหาย อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่กองทุนควรจะต้องดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของ การที่จะทำอย่างไรให้มีเสน่ห์อย่างที่ว่า ลองดูว่าเราจะทำอย่างไรคล้าย ๆ กับกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพในภาคเอกชน หรือว่า Provident Fund ที่เขาทำอยู่ลองดูว่าถ้าเกิด Matching ให้คล้าย ๆ กันทำให้มีความรู้สึกว่ากองทุนนี้เป็นเหมือนคล้าย ๆ กับอนาคตของเขาได้จริง ๆ ในการออมนะครับ ส่วนเรื่องของผลการตอบแทนควรจะต้องมี Benchmark ว่าเราบริหาร กองทุนแล้วมันดีกว่าการที่เราไปจ้างผู้จัดการกองทุนหรือไม่ อันนี้คงจะต้องมาดู เพราะว่า เราไม่ใช่เป็นมืออาชีพ ไม่ใช่เป็น Professional ในการที่จะมาดูเรื่องของการลงทุนทั้งหมด เรามาเป็น Professional ในเรื่องของการหาสมาชิกได้หรือไม่ ส่วนเรื่องอะไรที่เป็นอย่างอื่น เรา Outsource ได้ไหม แล้วก็ลดต้นทุนด้วยการที่ไปจ่าย Front-end Fee ให้กับทางด้าน Professional ที่เขาดูเรื่องของการลงทุนเป็นแสน ๆ ล้านแล้วจะดีกว่าในส่วนของตัวเรา เพราะว่าทุกคนก็ทราบดีอยู่ว่าถ้ามีในส่วนของ Portfolio ที่มากมันก็สามารถที่จะ Diversify หรือว่ากระจายการลงทุนไปได้ดีกว่านะครับ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทางด้านคณะผู้บริหาร ของกองทุนให้ดำเนินการในสิ่งดี ๆ เหล่านี้ต่อเนื่องต่อไป และผมเองที่ผ่านมาในฐานะโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ แต่รู้ครับว่ามันยาก แต่คงต้อง พยายามต่อไป เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดีในเรื่องของการออมทุกท่านคงทราบดีครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ