ฐากร ตัณฑสิทธิ์ หารือการเสริมบทบาทเชิงรุกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด โดยเสนอให้ผู้บริหารระดับสูงมารายงานด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการใช้อำนาจดำเนินการล่วงหน้าโดยไม่รอร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างทันท่วงที
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ก่อนอื่นผมขออนุญาตชื่นชมทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มาชี้แจงในวันนี้ว่า มีทั้งท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้วก็ เลขาธิการมาชี้แจงเองผมอยากจะฝากเรียนท่านประธานเรื่องแรกว่าถ้าเป็นรายงานประจำปี ของหน่วยงานที่เป็นลักษณะอย่างนี้อยากจะให้ตัวท่านประธานกรรมการของหน่วยงานนั้น กรรมการและเลขาธิการมาชี้แจงเป็นตัวอย่างเหมือนกับหน่วยงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราจะได้ข้อสังเกตต่าง ๆ ที่เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่ง
เรื่องนี้ผมอยากจะนำเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันนี้ อยากจะนำเรียนผ่านท่านประธานไป ผมเข้าใจอย่างนี้ว่าเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากที่ผม ศึกษามาในรายงานปี ๒๕๖๕ เรื่องร้องเรียนมีจำนวนทั้งสิ้น ๑,๑๔๙ เรื่อง ไม่รับไว้พิจารณา ๒๒๕ เรื่อง คงเหลือ ๙๒๔ เรื่อง เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าเรื่องร้องเรียนทั้งหมด เป็นการที่ประชาชนมาร้องเรียนเองแทบทั้งสิ้น อยากจะให้หน่วยงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันนี้ทำงานเชิงรุกบ้าง ทำไมผมถึงอยากจะเรียนว่าท่านมีอำนาจ ตามกฎหมายที่ออกมา ท่านมีอำนาจในการทำงานเชิงรุกหลายประเด็นมาก ผมเรียนนะครับ ผมขออนุญาตอ่าน สิทธิมนุษยชน หมายความว่าอย่างไร มาตรา ๔ เขียนไว้ชัดว่า สิทธิมนุษยชน หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของ บุคคล บรรดาที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย หรือตามหนังสือ สัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี และมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม ท่านเห็นนะครับว่าท่านมี อำนาจหน้าที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก คราวนี้ที่ผมอยากให้ท่านทำงานเชิงรุกนะครับ ท่านมาดู ในมาตรา ๖ ของท่าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้างครับ
ข้อ ๑ เขียนไว้ชัดเจนว่าตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า และเสนอแนะมาตรการ หรือแนวทาง ที่เหมาะสมในการป้องกัน หรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับ ความเสียหายจากการละเมิดสิทธินั้น ดังนั้นท่านจะเห็นว่า คำว่า ตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้ที่มาร้องเรียนเท่านั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของท่านในการที่จะเข้าไปตรวจสอบเอง โดยที่ไม่ต้องรอเรื่องต่าง ๆ ที่จะมีผู้มาร้องเรียนกับท่านแต่อย่างใด ผมอยากจะฝากเรียน ว่ามันมีกฎหมายที่สนับสนุนให้ท่านทำในเรื่องนี้ต่อไปได้นะครับว่ากฎหมายเขียนอำนาจ ในมาตรา ๓๔ ไว้ชัดเจนว่าท่านมีอำนาจในการดำเนินการเองได้ ไม่ต้องรอให้ผู้มาร้องเรียน เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะเป็นผู้แจ้ง หรือผู้ร้องเรียนหรือไม่ก็ตามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น ให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบซึ่งการได้มาในข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และทำข้อเท็จจริง ให้ปรากฏโดยไม่ชักช้า เพราะฉะนั้นผมฝากเรียนท่านว่าในมาตรา ๓๔ เขียนสนับสนุน มาในมาตรา ๖ ใน (๑) ของท่าน ท่านมีอำนาจในการทำเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นปรากฏ เป็นข่าวอะไรทั้งสิ้นท่านสามารถที่จะตรวจสอบได้ครับ คราวนี้มาดูอีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน อยากจะเรียนถามว่าในมาตรา ๔๐ ที่ท่านมีอำนาจทำเองได้เลยตั้งแต่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมา ท่านเคยมี การดำเนินการในส่วนนี้บ้างไหมครับ ในมาตรา ๔๐ เขียนไว้บอกว่าในกรณีที่มีสถานการณ์ อันกระทบหรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการ ดำเนินการตรวจสอบแล้วจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของ ประเทศในเรื่องนั้นขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อรายงานให้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป อย่างสมมุตินะครับ เมื่อท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปบอกว่าการใช้กระสุนยางยิงจนประชาชนตาบอดอย่างนี้ มันเป็นเหตุการณ์รุนแรงอย่างนี้ ท่านได้เข้าไปดำเนินการในส่วนนี้ตามมาตรา ๔๐ ที่ท่านมี อำนาจหน้าที่ แล้วรายงานข้อเท็จจริงต่อรัฐสภาหรือต่อคณะรัฐมนตรีให้ทราบในส่วนนี้ บ้างไหมครับ คือผมอยากจะเรียนถามว่ากฎหมายให้อำนาจหน้าที่ท่านมากเลยในการที่จะ ดำเนินการ ไม่อยากให้ท่านตีความกฎหมายของท่านทำงานในวงแคบ เพราะว่ากฎหมาย ให้ท่านทำงานในวงกว้าง แต่ขณะนี้ท่านตีความของท่านทำงานในข้อจำกัด ทำให้ กระบวนการในการทำงานของท่านจำกัดอยู่ในการทำงานที่น้อยมาก ยังมีเขียนไว้อีกนะครับ ท่านประธาน มาตรา ๕๙ เขียนอีก ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๕ (๑) มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๔ อย่างที่กระบวนการในการทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีก ผมดูแล้วคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการทำงานเชิงรุก เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นรายงานประจำปีในปีต่อไป ไม่อยากเห็น ๙๒๔ เรื่อง อยากจะเห็นท่านมีการรับเรื่อง ดำเนินการเรื่องเชิงรุกขึ้นไป อยากเห็นเป็น ๑๐,๐๐๐ เรื่อง ๒๐,๐๐๐ เรื่อง แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในการถูกละเมิดสิทธิต่าง ๆ ท่านจะเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างมากมาย ท่านมีอำนาจในการดำเนินการในส่วนนี้ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานฝากไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าขอให้ท่าน ทำงานในเชิงรุก ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการที่เขาถูกละเมิดสิทธิในส่วนนี้ จะเป็นที่ ชื่นชมของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นความหวังของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ