รอมฎอน ปันจอร์ หารือเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ และขอให้ กสม. ตรวจสอบการบังคับใช้กฎอัยการศึก และส่งเสริมการอบรมความรู้ต่อเครือข่ายและเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่นั้น
เรียนท่านประธาน ท่านผู้ชี้แจง แล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ ผม รอมฏอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ ผมขอ Slide ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มา พบปะและก็ได้สนทนากับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้ชี้แจง ผมคงมี ประเด็นเพิ่มเติมจากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเด็น จากมุมมอง จากพื้นที่ ที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปัตตานีนะครับ เพราะว่าที่นั่นถือว่าเป็นพื้นที่ที่ด้านหนึ่ง ก็เป็นพื้นที่ความมั่นคงสูง อีกด้านหนึ่งก็เป็นพื้นที่ที่เปราะบางต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนนะครับ จากหลายฝ่าย ผมขอตั้งประเด็นเอาไว้นะครับ กสม. องค์กรอิสระที่ควรอิสระในสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนและสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุที่ต้องโยงกับเรื่องสันติภาพ ก็เพราะว่าประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถือว่าเป็นเสาหลัก เป็นประเด็นพื้นฐานอันหนึ่งของ การสร้างสันติภาพด้วย ผมได้ความรู้เยอะครับจากรายงานทั้ง ๒ ชิ้นของทาง กสม. เอง โดยเฉพาะรายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ผมจะขออนุญาตโฟกัสไล่เรียง ทีละประเด็น ผมมี ๒-๓ ประเด็นไล่เรียงไป เพื่อที่จะเป็นทั้งคำถาม เป็นทั้งข้อสังเกต และอยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณาตามไปด้วยนะครับ Slide ถัดไป ผมขออนุญาต ตั้งต้นตรงนี้เลยครับ จริง ๆ ในรายงานมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้อยู่ไม่กี่หน้า แต่ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้นนะครับ
เรื่องแรกที่อยากจะตั้งประเด็นไว้เลยคือเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงครับ น่าจะเป็นการเกริ่นนำแล้วก็น่าสนใจมากครับ ทาง กสม. ได้หยิบยกเอาฐานข้อมูล ของทั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และทั้งทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ขึ้นมาเทียบเคียงเพื่อให้เห็นว่าทิศทางจริง ๆ แล้วก็มีทิศทางลง แต่ว่าในปี ๒๕๖๕ นี่กระดกขึ้น นิดหน่อย แต่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างนี้นะครับ ฐานข้อมูลทั้ง ๒ ฐานนี้จริง ๆ มีระเบียบวิธีที่แตกต่างกัน และจริง ๆ น่าจะเกี่ยวข้องกับการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนด้วย เพราะว่าฐานข้อมูลของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าเท่าที่ผมทราบ ไม่รวมปฏิบัติการของฝ่ายเรา ของฝ่ายเราในความหมายนี้คือของฝ่ายรัฐ จึงเป็นไปได้ว่า การพิจารณาภาพรวมของสถานการณ์การละเมิดสิทธิในมิติต่าง ๆ อาจจะพร่องไป ผมอยากตั้งข้อสังเกตอย่างนี้และเสนอต่อทาง กสม. นะครับว่าเวลาที่เราใช้คำว่า การใช้ ความรุนแรง หรือว่าประเมินสถานการณ์ใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ เรามีคำที่เป็นทางการการก่อเหตุรุนแรงที่เป็นถ้อยคำที่เป็นทางการของฝ่ายรัฐ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าความรุนแรงมันเกิดขึ้นได้จากหลายฝ่ายและน่าจะรวมการละเมิด สิทธิมนุษยชนด้วยเช่นกัน ซึ่งในความหมายนี้ผู้ละเมิดก็อาจจะเป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และอาจจะเป็นตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐด้วยเช่นกัน ที่น่าสนใจที่ผมขอชมเชยเมื่อเปรียบเทียบ เนื้อหาสาระของตัวรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับข้อมูลจาก แหล่งอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่รณรงค์ติดตาม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กลุ่มด้วยใจ มูลนิธิประสานวัฒนธรรมกลุ่มยาซัด หรือกลุ่มสิทธิมนุษยชนปาตานี ก็จะพบว่ามีเนื้อหา หลายอย่างที่เหมือน ที่มีอยู่ ที่ถูกบรรจุเอาไว้ แล้วก็มีบางอย่างที่หายไปเรื่องหนึ่งที่จะต้อง ขอชมเชยครับ คือการพูดถึงเด็กกำพร้าซึ่งเป็นผลกระทบจากความรุนแรงตลอดเกือบ ๒๐ ปี ถึง ๑,๔๐๐ กว่าคน มีการพูดถึงเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรม ซึ่งจริง ๆ ในศัพท์เทคนิค ในด้านสิทธิมนุษยชนก็จะใช้ในภาษาอังกฤษอีกอันหนึ่งคือ Extrajudicial killing ซึ่งผม ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีความสอดทับสอดคล้องกับมโนทัศน์วิสามัญฆาตกรรมมากน้อยขนาดไหน เพราะว่าการสังหารนอกกฎหมายนี่ก็จะเป็นอีกความหมายหนึ่งด้วย แต่เอาเถอะก็มีการระบุ เอาไว้ในตัวรายงานชิ้นนี้ด้วย มีการพูดถึงการเสียชีวิตของพลเรือนระหว่างการช่วยราชการ ในเหตุปะทะปิดล้อมในฐานะเป็นคนไปช่วยเจรจาแล้วผิดพลาดแล้วทำให้เกิดการเสียชีวิต มีการพูดถึงประเด็นที่สำคัญมากคือการตรวจเก็บ DNA ในเด็ก แต่ ๒ กรณีหลังนี้ อยากทราบนะครับว่าทาง กสม. ได้มีการติดตามข้อเสนอแนะที่ทาง กสม.ให้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด เราเห็นแต่ว่าในบันทึกรายงานก็มีแต่การนำเสนอว่า ได้มีข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ๆ DNA น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่หายไปครับ ก็เป็นเรื่องการประเมินการบังคับใช้กฎอัยการศึกและข้อเสนอแนะ ผมทราบดีในรายงาน ก็ระบุถึงกฎหมายพิเศษถึงการบังคับใช้และการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นความคืบหน้าของรัฐบาล แต่สิ่งที่หายไปอย่างน่าเสียดายก็คือไม้แข็งกว่านั้น ก็คือตัวกฎอัยการศึก กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัว ๗ วันแรก โดยไม่ตั้งข้อหา อันนี้เป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการซ้อมทรมาน แต่ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยอย่างน่าตกใจ ทั้ง ๆ ที่ กฎอัยการศึกประกาศใช้เกือบ ๒๐ ปีแล้วในพื้นที่นี้ อันนี้ผมคิดว่าในรายงานในปีถัดไป หรือว่าการให้ความสำคัญของ กสม. ควรให้ความสำคัญกับไม้แข็งไม้แรงอย่างกฎอัยการศึก ด้วยนะครับ
สถานการณ์เด็กในการขัดกันทางอาวุธ Children and Armed Conflict ในรายงานของกลุ่มด้วยใจมีการพูดถึง รายงานประจำปีของ ๒๕๖๕ มีการพูดถึง แต่ผม เข้าใจว่า กสม. อาจเอาออกไปหรือไม่ได้สนใจในประเด็นนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยง และมีความเปราะบางในทางการเมืองอยู่พอสมควร แต่ก็ควรที่จะต้อง Mention ไว้นะครับว่า รายงานที่ทางเลขาธิการสหประชาชาติได้ทำเอาไว้แม้ว่าเคยมีแต่ว่าได้ถูกเอาออกไปบ้างแล้ว การปรับตัวต่อภัยคุกคามสิทธิมนุษยชนของ กอ.รมน. อันนี้เดี๋ยวจะพูดในประเด็นถัดไปนะครับ เรื่องที่น่าสนใจแล้วก็น่าเสียดายมากที่ไม่ได้มีการะบุเอาไว้คือเหตุการณ์ในการชุมนุมมลายูรายอ ของเยาวชนเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้วปี ๒๕๖๕ เรื่องนี้มีมิติแง่มุมหลากหลายมากนะครับ แต่ไม่ได้อยู่ในตัวรายงานด้วย น่าเสียดายครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นการสะท้อน เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาตินะครับ ซึ่งทาง กสม. น่าจะมีการติดตาม มีการ Monitor นะครับ คำถามที่จริง ๆ อยากจะถามทาง กสม. คือเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในแง่กิจกรรมก็จะเป็นเรื่องการอบรม ความรู้ต่อเครือข่ายและเจ้าหน้าที่รัฐ คำถามก็คือว่าการริเริ่มเหล่านี้ของ กสม. มันสร้าง ความแตกต่าง สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างนะครับ อันนี้ก็อยากจะให้มีการพูดถึง Impact ของมันนะครับ
สุดท้ายผมอยากพูดถึงเรื่องปัญหาความเป็นอิสระครับ ในรายงานของทาง กสม. พูดถึงการพยายามจะยกระดับถูกพิจารณาในการยกระดับขึ้นจากเกรด B มาเป็น Tier A ซึ่ง ๑ ในเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วก็การแก้ไข รัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งไม่ช้าก็เร็วเข้าใจว่าทางสภาแห่งนี้อาจจะได้มีการพิจารณาข้อเสนอนี้จาก ทาง กสม. แต่นั่นเป็นมิติในทางนานาชาตินะครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นอีก ๒ Level อีก ๒ ระดับ ก็คือระดับชาติและระดับพื้นที่ครับ ระดับชาตินี่ผมคิดว่าอาจจะถึงเวลาที่ทาง กสม. อาจจะทบทวนสถานภาพขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญอย่าง กสม. นี้ที่เป็น ส่วนหนึ่ง เป็นหน่วยงานที่อยู่ในแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งมีหน่วยงานเจ้าภาพเป็นหน่วยงานความมั่นคงทั้งนั้นเลยนะครับ ทั้ง สมช. ทั้ง กอ.รมน. และ ศอ.บต. ปัญหาก็คือว่าการมีกิจกรรม มีตัวโครงการแค่ใช้งบประมาณแค่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่อยู่ภายใต้การกำหนดตัวชี้วัดของหน่วยงานความมั่นคงเหล่านั้น ก่อให้เกิดคำถามได้ครับว่า กสม. จะมีความเป็นอิสระในการทำงานได้มากน้อยเพียงใด และในระดับพื้นที่ อันนี้ไม่เกี่ยวกับ กสม. โดยตรง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวของ กอ.รมน. น่าสนใจครับ มีการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาภายใต้คำสั่งของผู้อำนวยการ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า หรือแม่ทัพภาค ๔ นั่นเองนะครับ ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเยียวยา ในการติดตาม กรณีการละเมิดสิทธิต่าง ๆ หลายครั้งมีความสับสนครับ มีความสับสนว่ามีการเรียกกันว่า เป็น กสม. กอ.รมน. กสม. กอ.รมน. กลายเป็นว่าคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญนี่นะครับ เกิดความสับสนในพื้นที่ครับว่าตกลงแล้วตัวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่อะไร กันแน่ เป็นส่วนหนึ่ง เป็นกลไกหนึ่งของ กอ.รมน. ของทหารหรือว่าเป็นองค์กรอิสระนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ทาง กสม. ควรจริงจัง ควร Take serious แล้วก็น่าจะมีการสนทนากับ หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้หลักประกันในการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสลายความสับสนที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนนะครับ ขอบพระคุณมากครับ